เจาะลึกเหตุผล เปแอสเช ยุค หลุยส์ เอ็นรีเก้ ถึงแกร่งกว่าเดิมแม้ไร้ซุปตาร์ พร้อมส่องสถิติสุดโหดที่พาขุนพลปารีเซียงลุ้นแชมป์ในฤดูกาลนี้
ท่ามกลางเสียงเพลง "You'll Never Walk Alone" ที่ดังกึกก้องแอนฟิลด์เมื่อค่ำคืนที่ผ่านมา หลายคนอาจคาดหวังจะเห็นปาฏิหาริย์จากเจ้าถิ่น
แต่ความจริงที่ปรากฏบนสกอร์บอร์ด 0-2 (รวมผลสองนัด 0-4) กลับกลายเป็นบทพิสูจน์ที่บอกเราว่า เปแอสเช ในยุคของ หลุยส์ เอ็นรีเก้ ไม่ใช่ทีมที่ต้องรอพึ่งพิง "ปาฏิหาริย์จากซูเปอร์สตาร์" อีกต่อไป
การสิ้นสุดของเอกสิทธิ์ "เบอร์ 1"
เป็นเวลานานนับทศวรรษที่ เปแอสเช ถูกมองว่าเป็นเพียง "ตู้โชว์อัญมณี" ที่เน้นสะสมชื่อชั้นระดับโลกอย่าง เนย์มาร์, ลิโอเนล เมสซี่ และ คีลิยัน เอ็มบัปเป้
จนประธานสโมสร นาสเซอร์ อัล-เคไลฟี่ ต้องออกมาประกาศกร้าวในปี 2022 ว่า
"ยุค Bling-Bling และแสงสีทองที่ฉาบไว้เพียงหน้าเปลือกได้จบลงแล้ว"
การจากไปของ เอ็มบัปเป้ เมื่อฤดูกาลที่ผ่านมาอาจทำให้หลายคนกังวล แต่สำหรับ เอ็นรีเก้ มันคือ "โอกาส"
เขากล้าดรอปสตาร์เบอร์หนึ่งเป็นตัวสำรองถึง 7 ครั้งในช่วงท้ายสัญญา เพื่อเตรียมทีมให้คุ้นชินกับระบบที่ไม่มีใครใหญ่กว่าสโมสร
โดย เอ็นรีเก้ เชื่อมั่นว่า "ฟุตบอลเป็นกีฬาที่ซับซ้อนเกินกว่าที่ทีมที่มีนักเตะเก่งที่สุดจะเป็นผู้ชนะเสมอไป"
ระบบที่มีประสิทธิภาพมากกว่า "อัจฉริยะเดี่ยว"
สิ่งที่ เอ็นรีเก้ ติดตั้งลงในทีม เปแอสเช ชุดนี้คือ "ความยืดหยุ่นทางแทกติก" และการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าทุกตารางนิ้ว
เขาขยับ วิตินญ่า จากมิดฟิลด์ Box-to-Box มาเป็น Deep-lying playmaker เพื่อคุมจังหวะเกม ซึ่งนักเตะรายนี้ทำสถิติจ่ายบอลภายใต้ความกดดันสูงได้แม่นยำที่สุดในยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก (93%)
รวมถึงนักเตะอย่าง ควิชา ควารัตสเคเลีย ไม่ถูกจำกัดแค่ปีก แต่สามารถเล่นได้ทั้งซ้าย ขวา และหน้าเป้า เช่นเดียวกับ อาชราฟ ฮาคิมี่ ที่กลายเป็นหัวใจสำคัญในระบบการเคลื่อนที่
เมื่อไม่มีนักเตะที่ "เดินเล่น" เวลาเสียการครอบบอลเหมือนยุคก่อน ทีมชุดนี้จึงช่วยกันไล่บี้ตั้งแต่วินาทีแรกส่งผลให้พวกเขาเสียประตูในลีกเพียง 19 ลูก และทำสถิติไม่แพ้ใครติดต่อกันถึง 26 นัด
ตัวเลขที่บอกว่า "ดีกว่าเดิม"
หากใครจะเถียงว่าขาด เอ็มบัปเป้ แล้วเกมรุกจะดรอป สถิติฤดูกาลนี้กลับตบหน้าความเชื่อนั้นอย่างแรง เปแอสเช ยิงประตูในแชมเปี้ยนส์ ลีก มากที่สุด และมีโอกาสยิงรวมถึงการสัมผัสบอลในเขตโทษคู่แข่งมากที่สุดในยุโรป
โดยกระจายความรับผิดชอบไปที่ อุสมาน เดมเบเล่ และ แบรดลีย์ บาร์โคล่า แทนที่จะพึ่งพาใครคนเดียวถึง 40 ประตู
ชัยชนะที่แอนฟิลด์ด้วยสองประตูของ เดมเบเล่ นี่คือนักเตะที่ เอ็นรีเก้ ปลุกปั้นจนกลายเป็นเจ้าของรางวัลบัลลังดอร์คือการประกาศว่า "Collective Performance" หรือประสิทธิภาพส่วนรวมของพวกเขานั้นใหญ่กว่าผลรวมของนักเตะแต่ละคนจริง ๆ
เปแอสเช ในเงื้อมมือของ หลุยส์ เอ็นรีเก้ กำลังเดินหน้าสู่ "แชมป์" ด้วยวิธีที่ยั่งยืนที่สุด
นั่นคือการสร้างทีมฟุตบอลที่เป็น "ทีม" จริง ๆ ไม่ใช่แค่การรวมตัวของเหล่าซุปเปอร์สตาร์ที่รอคนจ่ายบอลให้ที่หน้าปากประตู
ตัน กวาร์ดิโอล่า