จุดจบที่ใกล้เข้ามาของ อาร์เน่อ สล็อต

จุดจบที่ใกล้เข้ามาของ อาร์เน่อ สล็อต
ความพ่ายแพ้ต่อ เปแอสเช ไม่ได้แค่ทำให้ ลิเวอร์พูล ใกล้ตกรอบ แต่กำลังพา อาร์เน่อ ขยับเข้าถึงจุดจบไปทุกที

ฟุตบอลก็มีสกอร์ที่โกหกความจริง 0-2 ดูเหมือนแพ้ไม่ขาด

ดูเหมือนยังพอมีศักดิ์ศรี ดูเหมือนยังพอพูดได้ว่า มันไม่ได้เลวร้ายขนาดนั้น

แต่ใครก็ตามที่ดูเกมระหว่าง ปารีส แซงต์-แชร์กแมง กับ ลิเวอร์พูล จนจบ จะรู้ทันทีว่าสกอร์นี้ ปรานีทีมของ อาร์เน่อ มากเกินไป

สิ่งที่เกิดขึ้นที่ พาร์ค เดอส์ แพร็งส์ คือภาพสะท้อนของทีมที่กำลังเสียสมดุลแทบทุกมิติ (อีกแล้ว)
ตั้งแต่โครงสร้างเกมรับ การยืนตำแหน่ง ความกล้าในเกมรุก ไปจนถึงความเชื่อมั่นในแนวทางของตัวเอง

และที่หนักที่สุดคือ มันเป็นเกมที่ทำให้คำถามเรื่องอนาคตของ อาร์เน่อ ดังจนเริ่มกลบคำแก้ตัวทั้งหมดที่เคยมีมา

ปัญหาของ ลิเวอร์พูล ไม่ได้อยู่ที่ผลการแข่งขันอย่างเดียว แต่อยู่ที่วิธีการที่พวกเขาแพ้

ถ้า ลิเวอร์พูล แพ้ เปแอสเช แบบสูสี

แพ้เพราะโดนทีเด็ดจากนักเตะระดับโลก หรือแพ้เพราะสู้เต็มที่แล้วแต่คุณภาพคู่แข่งเหนือกว่า

คงไม่มีใครพูดถึงเกมนี้ในบริบทหายนะทางแท็กติก

สิ่งที่เกิดขึ้นคือ เปแอสเช ยิง 18 ครั้ง เข้ากรอบ 6 ครั้ง สร้างโอกาสทองได้ 4 หน และมีค่า xG สูงถึง 2.2

ส่วน ลิเวอร์พูล ?
ยิง 3 ครั้ง เข้ากรอบ 0 ครั้ง ไม่มีโอกาสทอง และมี xG แค่ 0.18

นี่คือช่องว่างระดับคนละชั้น และถ้าพูดกันแบบไม่ถนอมน้ำใจ 2-0 คือสกอร์ที่ยังดูสุภาพเกินไปสำหรับรูปเกมที่เกิดขึ้นจริง

หนึ่งในสิ่งที่ถูกจับตามากที่สุดก่อนเกมคือการตัดสินใจของเฮดโค้ชดัตช์ ที่เลือกเปลี่ยนมาใช้ระบบหลัง 5 หรือบางช่วงอาจมองเป็นหลัง 3 เพื่อรับมือกับเกมรุกของ เปแอสเช

ทางทฤษฎี นี่คือการตัดสินใจที่พอเข้าใจได้

เมื่อวิธีเดิมใช้ไม่ได้

เมื่อทีมแพ้ต่อเนื่อง

เมื่อเกมรับรั่ว
โค้ชย่อมต้องลองทำอะไรสักอย่าง

อาร์เน่อ คงหวังว่าการเพิ่มผู้เล่นแนวรับจะช่วยให้ทีมถูกเจาะยากขึ้น และบางทีอาจสร้างความประหลาดใจให้กับ หลุยส์ เอ็นริเก้ ได้บ้าง

แต่ปัญหาคือ ฟุตบอลไม่ได้ตัดสินกันด้วยเจตนา มันตัดสินกันด้วยผลลัพธ์

และผลลัพธ์ก็คือ ระบบนี้ไม่ได้ทำให้ ลิเวอร์พูล แข็งแกร่งขึ้นเลยแม้แต่น้อย

เปแอสเช เจาะเข้าเขตอันตรายได้ง่าย ยังหาพื้นที่ระหว่างไลน์ได้ตลอด ยังเล่นผ่านผู้เล่น ลิเวอร์พูล เหมือนกำลังเล่นกับทีมที่ไม่มีความชัดเจนว่าจะป้องกันกันอย่างไร

นี่คือความย้อนแย้งของเกมนี้

ลิเวอร์พูล เพิ่มกองหลัง แต่เกมรับกลับไม่ได้ดีขึ้น

พวกเขาเล่นด้วยจำนวนคนมากขึ้นในแดนตัวเอง แต่กลับดูเปราะบางกว่าเดิม

นั่นหมายความว่าปัญหามันไม่ได้อยู่ที่จำนวน แต่มันอยู่ที่ระบบ

ยิ่งเติมคนรับ ยิ่งเห็นว่าปัญหาอยู่ที่โครงสร้าง

ความน่ากังวลของเกมนี้คือ นักเตะแทบทุกคนถูกวิจารณ์หลังจบเกม แต่ยิ่งวิจารณ์รายคนมากเท่าไร ยิ่งชี้ให้เห็นชัดว่า ปัญหาหลักน่าจะไม่ใช่เรื่องคุณภาพรายบุคคล

เพราะเมื่อทุกคนดูแย่พร้อมกัน นั่นมักหมายความว่าระบบทำให้ทุกคนเล่นแย่ลง

เกมนี้ ลิเวอร์พูล ไม่ได้แค่รับลึก แต่รับแบบไร้ทิศทาง

จังหวะเปลี่ยนจากรับเป็นรุกแทบไม่เกิดขึ้น
การยืนรอบอลยาวไม่มีประสิทธิภาพ
การออกบอลจากแดนหลังไม่มีความลื่นไหล
และเมื่อโดนกดต่อเนื่อง นักเตะหลายคนก็เริ่มเล่นด้วยสัญชาตญาณมากกว่ารูปแบบ

ผลคือทีมกลายเป็นสิ่งที่บางคนเรียกว่า ความวุ่นวายที่ขาดการจัดการ

และสำหรับสโมสรอย่าง ลิเวอร์พูล นี่คือคำอธิบายที่เจ็บปวดที่สุดคำหนึ่ง

เกมรุกที่หายไป คือคำฟ้องที่รุนแรงที่สุดต่อระบบนี้

ถ้าระบบหลัง 5 อย่างน้อยยังช่วยให้เกมรับดูดีขึ้น

บางที อาร์เน่อ ตอาจพออธิบายได้ว่า มันคือทางเลือกเพื่อความอยู่รอด

แต่ปัญหาคือ มันไม่ได้ให้ทั้งเกมรับ และมันก็พรากเกมรุกไปด้วย

ยิงเข้ากรอบ 0 ครั้ง คือหลักฐานที่ชัดที่สุดว่า ลิเวอร์พูล ไม่มีทางออกในเกมนี้เลย

พวกเขาไม่สามารถพาบอลขึ้นไปกดดัน เปแอสเช ได้
ไม่สามารถสวนกลับอย่างมีคุณภาพ
ไม่สามารถทำให้คู่แข่งต้องถอย
และยิ่งปล่อยให้เกมดำเนินไป เปแอสเช ก็ยิ่งเล่นด้วยความสบายใจมากขึ้น

เชิงจิตวิทยา มันคือเกมที่ฝ่ายหนึ่งรู้ว่าอีกฝ่ายไม่มีหมัดสวน

และระดับเวที แชมเปี้ยนส์ ลีก เมื่อคู่แข่งรู้แบบนั้น เกมก็แทบจบตั้งแต่ยังไม่สิ้นเสียงนกหวีด

หนึ่งในภาพที่สะท้อนปัญหาของ ลิเวอร์พูล ชัดที่สุด คือการที่ ฟลอเรียน เวียร์ตซ์ ยังดูสับสนกับบทบาทของตัวเองภายใต้ระบบนี้

เขาไม่ใช่นักเตะที่แย่ ไม่ใช่นักเตะที่ขาดพรสวรรค์

แต่เขาเป็นนักเตะที่ต้องการโครงสร้างรองรับ ต้องการความชัดเจนในพื้นที่เล่น และต้องมีระบบที่ช่วยให้เขาหาพื้นที่ระหว่างไลน์ได้

สิ่งที่เกิดขึ้นในเกมนี้คือ เวียร์ตซ์ ไม่ได้มีบทบาทที่ชัดเจนเลย
เขาไม่ได้เป็นจุดเชื่อมเกม ไม่ได้เป็นคนพาบอลขึ้นหน้า และไม่ได้อยู่ในพื้นที่ที่อันตรายพอจะสร้างความต่าง

เมื่อผู้เล่นพรสวรรค์สูงถูกทำให้หายไปในเกมแบบนี้

มันยิ่งสะท้อนว่า ระบบไม่ได้ดึงศักยภาพของทีมออกมาแต่กำลังกดมันไว้

ท่ามกลางความย่ำแย่ ยังพอมีเศษเสี้ยวของเรื่องบวกอยู่บ้าง

อิบราฮิมา โกนาเต้ ยังเป็นคนที่พยายามแบกเกมรับในหลายจังหวะ
โจ โกเมซ ระบบหลัง 3 หรือหลัง 5 ดูเหมือนจะเล่นได้มีสมาธิพอสมควร

และ จอร์จี้ มามาร์ดาชวิลี ก็ยังเป็นชื่อที่ทำให้ ลิเวอร์พูล มองเห็นอนาคตในตำแหน่งผู้รักษาประตูได้บ้าง

แต่ปัญหาคือ ในวันที่ทีมทั้งระบบกำลังมีปัญหา

แง่บวกแบบรายบุคคล มันไม่เพียงพอจะเปลี่ยนเรื่องใหญ่ได้

คำถามใหญ่ อาร์เน่อ ยังมีทางรอดไหม?

หลังเกมนี้ อนาคตของเขากำลังอยู่ในภาวะวิกฤตอย่างแท้จริง

ไม่ใช่แค่เพราะ ลิเวอร์พูล แพ้ แต่เพราะพวกเขาแพ้ในรูปแบบที่อธิบายยากขึ้นเรื่อย ๆ

แพ้แบบไม่มีทรง
แพ้แบบระบบไม่ทำงาน
แพ้แบบแทบไม่มีสัญญาณว่า ทีมกำลังดีขึ้นตรงไหน

ต่อให้จะพูดถึงการเสริมทัพที่ผิดพลาด ปัญหาอาการบาดเจ็บ หรือโครงสร้างบริหารที่วางทีมมาไม่สมบูรณ์

สุดท้ายแล้ว คนคุมทีมก็ยังเป็นคนที่ถูกตัดสินจากสิ่งที่ทีมแสดงออกมาในสนาม

และตอนนี้ ลิเวอร์พูล กำลังเดินไปใกล้สถิติแพ้ 19 นัดในฤดูกาลเดียว ซึ่งเคยเป็นแผลใหญ่ในยุค เบรนแดน ร็อดเจอร์ส

ถ้าสิ่งนี้เกิดขึ้นจริง มันยากมากที่จะหาเหตุผลใดมาปกป้อง อาร์เน่อ ต่อ

เกมกับ ฟูแล่ม อาจเป็นจุดตัด

สิ่งที่น่ากลัวสำหรับ อาร์เน่อ คือความรู้สึกของแฟนบอลที่เปลี่ยนไปแล้ว

ประเมินว่า หากเกมถัดไปกับ ฟูแล่ม ออกมาแย่อีก บรรยากาศที่ แอนฟิลด์ อาจกลายเป็นพิษเกินกว่าสโมสรจะปล่อยให้เรื่องนี้ยืดออกไป

เมื่อแฟนบอลเริ่มหันหลังให้กับโค้ช มันมักเป็นสัญญาณที่อันตรายที่สุดในอาชีพผู้จัดการทีม

เพราะฟุตบอลสมัยใหม่ คุณอาจอยู่กับแรงกดดันจากสื่อได้ อาจอยู่กับความผิดหวังจากผลการแข่งขันได้
แต่อยู่กับสนามเหย้าที่ไม่เชื่อในตัวคุณ ยากมาก

เรื่องน่าสนใจคือ ซัมเมอร์หน้าสำหรับ ลิเวอร์พูล อาจไม่ได้เริ่มต้นจากการซื้อใคร
แต่มันอาจเริ่มจากการเปลี่ยนใครคุมทีม

เพราะหากสโมสรตัดสินว่า อาร์เน่อ ไปต่อไม่ได้ การเปลี่ยนเฮดโค้ชก็จะกลายเป็นงานหลักของตลาดรอบหน้าโดยอัตโนมัติ

นอกจากนั้นยังมีโจทย์เรื่องอนาคตของโจ โกเมซ แผนระยะยาวตำแหน่งผู้รักษาประตู
รวมถึงคำถามใหญ่ว่า จะทำอย่างไรกับนักเตะค่าตัวสูงอย่าง อเล็กซานเดอร์ อิซัค, ฟลอเรียน เวียร์ตซ์ และ เจเรมี่ ฟริมปง ให้ใช้งานได้เหมาะสมกว่าที่เป็นอยู่

ทั้งหมดนี้ทำให้ซัมเมอร์หน้าของ ลิเวอร์พูล คือการแก้ไขความผิดพลาดจากการวางทีมทั้งระบบ

และยิ่งน่ากังวลไปกว่านั้น หากคนที่ตัดสินใจเรื่องเหล่านี้ยังเป็นกลุ่มเดิมที่ถูกตั้งคำถามมาตลอด มันก็ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงให้กับสโมสรเข้าไปอีก

เกมนี้อาจไม่ใช่แค่จุดต่ำสุดของฤดูกาล
แต่อาจเป็นจุดที่บอกชัดที่สุดแล้วว่า ลิเวอร์พูล จำเป็นต้องเริ่มคิดถึง การไม่มี อาร์เน่อ คุมทีมแบบจริงจังเสียที

HOSSALONSO



ที่มาของภาพ : getty image
BY : Hossalonso
ธีรศานต์ คงทอง
ติดตามช่องทางอื่นๆ:
Website : siamsport.co.th
Facebook : siamsport
Twitter : siamsport_news
Instagram : siamsport_news
Youtube official : siamsport
Line : @siamsport