ลิเวอร์พูล จะสู้ เปแอสเช ยังไง?

ลิเวอร์พูล จะสู้ เปแอสเช ยังไง?
ถ้าคุณต้องเลือกเกมสักนัดเพื่อเรียกความมั่นใจกลับคืนมา หลังจากเพิ่งโดน แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ถล่ม 4-0 แบบหมดสภาพ การบุกไปเยือน พาร์ก เดส์ แพร็งซ์ เพื่อเจอกับ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง คงไม่ใช่งานที่ใครอยากเลือกเป็นอันดับแรกแน่

แต่ในโลกฟุตบอล ไม่มีใครเลือกช่วงเวลาที่เหมาะสมได้เสมอไป และนั่นคือความจริงที่ อาร์เน่อ กับ ลิเวอร์พูล ต้องเผชิญในตอนนี้

โจทย์ไม่ได้มีแค่ว่าจะ “ชนะ” หรือ “ไม่แพ้” 

เพราะถ้าสิ่งที่เกิดขึ้นในเกมกับ แมนซิตี้ ถูกลากยาวต่อไปอีก 90 นาทีใน ฝรั่งเศส 

มันอาจเป็นคืนที่ทั้งยุโรปได้เห็นว่า ลิเวอร์พูล ชุดนี้เปราะบางแค่ไหน

…

ความพ่ายแพ้ต่อ แมน ซิตี้ มันเจ็บตรงที่เกมนั้นเปิดโปงปัญหาหลายอย่างออกมาพร้อมกัน

เริ่มจากเรื่องพื้นฐานที่สุดเกมรับ ทั้งการบล็อกครอส การป้องกันหน้าปากประตู การตามตัววิ่งคนที่สาม รวมถึงความดุดันในจังหวะทรานซิชั่น

อาร์เน่อ เองก็พูดหลังเกมอย่างตรงไปตรงมาว่า ทุกครั้งที่ทีมลืมหน้าที่พวกนี้ มันจบลงด้วยการเสียประตู และสิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือ มันเป็นปัญหาที่วนกลับมาให้เห็นตลอดฤดูกาล

ช่วง 35 นาทีแรก ลิเวอร์พูล ยังพอให้ความหวังได้บ้าง ระบบ 4-2-2-2 ดูเหมือนจะพอสร้างสมดุลระหว่างการบุกกับการป้องกันได้ มีจังหวะสวนกลับ มีการยืนตำแหน่งที่ค่อนข้างแน่น แต่ทันทีที่เสียประตูแรก ทุกอย่างก็พังลงแทบจะพร้อมกัน

ประตูที่สองของ แมนซิตี้ คือภาพสะท้อนที่ชัดเจนที่สุด ลิเวอร์พูล เสียบอลจากลูกทุ่มของตัวเอง แล้วตอบสนองช้าเกินไป 

ฝั่งขวาของ ซิตี้ เดินเกมขึ้นมาง่ายเกินควร ขณะที่ ลิเวอร์พูล ไม่มีใครช่วยปิดพื้นที่อย่างจริงจัง ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ใครคนเดียว แต่มันคือความเฉื่อยทั้งทีม

และเมื่อทีมของ เป๊ป ได้กลิ่นเลือด เกมก็จบแทบจะทันที

…

ต่อให้เราจะพูดถึงแท็กติกมากแค่ไหน สุดท้ายเกมกับ เปแอสเช จะเริ่มต้นจากเรื่องง่ายที่สุดก่อนเลย 

นั่นคือ ลิเวอร์พูล ต้องเลิกลืมเรื่องพื้นฐาน

เพราะทีมของ หลุยส์ เอ็นริเก้ ไม่ได้มีแค่ความเร็วหรือคุณภาพเฉพาะตัว

พวกเขามีระบบโจมตีที่ลื่นไหล และลงโทษคู่แข่งได้ทันทีเมื่อคุณหลุดสมาธิ

ถ้า ลิเวอร์พูล ยังปล่อยให้ตัววิ่งคนที่สามหลุด

ยังปล่อยให้คู่แข่งเปิดจากด้านข้างแบบสบาย ๆ
หรือยังตอบสนองต่อการเสียบอลช้าเหมือนเกมกับซิตี้

พวกเขาจะไม่รอดแน่นอน

ความแตกต่างระหว่าง แมนซิตี้ กับ เปแอสเช คือ แมนซิตี้ อาจค่อย ๆ เจาะคุณทีละชั้น แต่ เปแอสเช มีแนวรุกที่พร้อมสร้างความเสียหายได้ทันทีจากจังหวะเดียว 

และถ้าคุณเสียระเบียบเพียงไม่กี่วินาที เกมทั้งเกมอาจหลุดมือไปเลย

…

เมื่อ 13 เดือนก่อน ลิเวอร์พูล เคยบุกไปเยือนปารีส และกลับออกมาด้วยความได้เปรียบ 1-0 จากประตูชัยท้ายเกมของ ฮาร์วี่ย์ เอลเลียตต์

ถึงอย่างไร มันไม่ใช่พิมพ์เขียวที่ควรยึดถือ

เพราะเกมนั้นเข้าข่ายชนะทั้งที่โดนบุกยับต็มตัว 

ลิเวอร์พูล ยิงตรงกรอบครั้งแรกแล้วได้ประตูชัย ทั้งที่โดน เปแอสเช ยิงใส่ถึง 27 ครั้ง และปล่อยให้ อลิสซง เบ็คเกอร์ ต้องเซฟถึง 9 ครั้ง 

ค่า xG ของ ลิเวอร์พูล เกมนั้นอยู่เพียง 0.27 ขณะที่ เปแอสเช อยู่ที่ 1.78

พูดง่าย ๆ คือ ลิเวอร์พูล รอดมาได้เพราะผู้รักษาประตูเล่นระดับเหนือมนุษย์ และโชคช่วยในจังหวะสุดท้าย

แต่ถ้าคุณคิดจะทำแบบนั้นซ้ำอีกครั้งกับ เปแอสเช ชุดที่อันตรายไม่แพ้เดิม ผลลัพธ์อาจไม่จบด้วยเรื่องสวยงามแบบเดิมแน่

หนึ่งในประเด็นที่น่าสนใจคือ อาร์เน่อ เคยอธิบายหลังเกมชนะ เรอัล มาดริด ว่า เวลาต้องเจอกับแนวรุกความเร็วจัด คุณต้องเลือกให้ชัดว่าจะเพรสสูงเลย หรือถอยต่ำไปเลย 

เพราะสิ่งที่อันตรายที่สุดคือการยืนครึ่ง ๆ กลาง ๆ แล้วเปิดพื้นที่ด้านหลัง

หลักการนี้ใช้กับ เปแอสเช ได้เหมือนกัน

ปัญหาคือ บนหน้าทฤษฎี ลิเวอร์พูล อยากเป็นทีมเพรสสูง แต่ทางปฏิบัติ ฤดูกาลนี้พวกเขาเพรสได้ไม่ดีพอ

ขาดความเข้มข้น ขาดความแม่นยำ ขาดการประสานงาน และบางครั้งก็ดูเหมือนขาดความฟิตที่จะทำมันต่อเนื่องทั้งเกม

นั่นทำให้ อาร์เน่อ ต้องตัดสินใจให้เด็ดขาด ถ้าเพรสก็ต้องเพรสจริง ไม่ใช่แค่ขยับขึ้นไปไล่แบบหลวม ๆ เพราะการเพรสไม่สุดกับ เปแอสเช เท่ากับเชิญให้พวกเขาเล่นทะลุไลน์คุณแบบฟรี ๆ

แต่ถ้าจะถอยต่ำ ก็ต้องมีวินัยในกรอบเขตโทษสูงมาก ต้องยอมเล่นเกมที่อดทน ต้องยอมไม่ครองบอล และต้องยอมให้เกมมันอึดอัด

สิ่งที่ ลิเวอร์พูล ไม่ควรทำเลยคือการเล่นแบบเอาทั้งสองอย่าง เพราะนั่นคือจุดที่พวกเขาจะโดนลงโทษทันที

…

อีกปัญหาสำคัญของ ลิเวอร์พูล ฤดูกาลนี้คือ เวลาถูกกดดันสูง พวกเขามักไม่มีทางออกที่ดีพอ

เปแอสเช คือทีมที่เพรสแล้วทำให้คู่แข่งหายใจไม่ออก และเมื่อ ลิเวอร์พูล ต้องเล่นบอลยาวหนี กองหน้าหรือผู้เล่นแนวรุกก็มักเก็บบอลไว้ไม่ได้ กลายเป็นการคืนการครองบอลให้คู่แข่งแบบง่าย ๆ

ดังนั้น ถ้า ลิเวอร์พูล จะสู้เกมนี้ได้ พวกเขาต้องมีการออกบอลที่ไว้ใจได้

และตรงนี้เองที่ ฟลอเรียน เวียร์ตซ์ มีความสำคัญมาก

ช่วงที่ ลิเวอร์พูล เล่นดีที่สุดกับ แมนฯ ซิตี้ เวียร์ตซ์ คือคนที่ลงมาเชื่อมเกมจากแดนลึก เคลื่อนตัวเข้าหาช่องว่าง และทำให้การเล่นบอลผ่านไลน์แรกของคู่แข่งพอมีความหมาย 

เขาไม่ได้แค่รับบอล แต่รับบอลในจุดที่ช่วยให้ทีมไปต่อได้

เมื่อมีผู้เล่นแบบนี้ ลิเวอร์พูล จะไม่ต้องพึ่งการเตะทิ้งอย่างเดียว และเมื่อสามารถผ่านการเพรสจังหวะแรกได้ เกมสวนกลับก็จะเริ่มมีชีวิต

อีกคนที่สำคัญคือ อูโก้ เอกิติเก้ เพราะถ้ากองหน้าชาวฝรั่งเศสเก็บบอลไม่ได้หรือเลือกจังหวะผิด ลิเวอร์พูล จะกลับไปติดอยู่ในวงจรเดิม คือหนีเพรสไม่พ้น แล้วโดนกดซ้ำทันที

เกมแบบนี้ ลิเวอร์พูลไม่น่าจะได้ครองบอลมากนัก แต่พวกเขาจะมีโอกาสในจังหวะทรานซิชั่น

คำถามคือเมื่อมีแล้ว จะใช้มันได้ดีแค่ไหน

ตลอดฤดูกาลนี้ ปัญหาหนึ่งของ ลิเวอร์พูล คือการตัดสินใจในพื้นที่สุดท้าย พอได้สวนกลับจริง กลับเลือกผิด จ่ายช้า ยิงช้า หรือจบไม่ลงล็อก

กับ เปแอสเช คุณจะไม่ได้โอกาสแบบนี้บ่อย และถ้าปล่อยหลุด 2-3 ครั้ง เกมอาจตายตั้งแต่นั้นเลย

นี่จึงเป็นเกมที่ผู้เล่นแนวรุกของ ลิเวอร์พูล ต้องแม่นยำกว่าที่เคย

แน่นอน แผนสำคัญ โครงสร้างสำคัญ รายละเอียดสำคัญ

สุดท้ายเกมนี้อาจตัดสินกันที่เรื่องเดิม ๆ ในฟุตบอล นั่นคือทีมนี้ยังมีคาแรกเตอร์พอจะลุกขึ้นมาจากความพ่ายแพ้แบบสภาพจิตใจพัง ๆ ได้หรือไม่

หลังแพ้ แมนซิตี้ สิ่งที่ ลิเวอร์พูล เสียไปคือศรัทธาในตัวเอง

และการไปเยือน เปแอสเช คือบททดสอบสุดโหดในช่วงเวลาที่เปราะบางสุด ๆ 

หากพวกเขาเล่นด้วยวินัย เล่นด้วยความรับผิดชอบ ช่วยกันวิ่ง ช่วยกันป้องกัน และไม่หลุดสมาธิในช่วงเวลาสำคัญ

ลิเวอร์พูล ยังมีโอกาสทำให้เกมนี้ยากสำหรับ เปแอสเช ได้แน่

แต่ถ้ายังตอบสนองช้า ยังเล่นตามอารมณ์ ยังมองเกมรุกก่อนเกมรับ และยังปล่อยให้ความผิดพลาดเดิม ๆ กลับมา

ผลลัพธ์ก็คงไม่ต้องเดากันมากนัก เพราะเกมนี้ ต่อให้แท็กติกดีแค่ไหน ถ้าหัวใจไม่พร้อม ลิเวอร์พูล ก็ไม่มีทางรอด

-HOSSALONSO-



ที่มาของภาพ : getty image
BY : Hossalonso
ธีรศานต์ คงทอง
ติดตามช่องทางอื่นๆ:
Website : siamsport.co.th
Facebook : siamsport
Twitter : siamsport_news
Instagram : siamsport_news
Youtube official : siamsport
Line : @siamsport