เปิดปูมหลังความน่าเกรงขามของ กาลาตาซาราย เจ้าของฉายา 'นรกทีมเยือน' สนามที่เปลี่ยนบรรยากาศฟุตบอลให้กลายเป็นสงครามจิตวิทยาที่ดุดันที่สุดในยุโรป
ศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบ 16 ทีม นัดแรก ลิเวอร์พูล เตรียมบุกไปเยือน กาลาตาซาราย ที่สนาม RAMS Park ซึ่งแน่นอนว่าสิ่งที่รอต้อนรับพวกเขาอยู่ในฐานะ "ผู้มาเยือน" ในสนามแห่งนี้อาจไม่ใช่ทัศนียภาพที่สวยงามของเมืองอิสตันบูลเสมอไป
เพราะสำหรับเหล่านักเตะอาชีพทั่วโลก การได้ยินชื่อ "กาลาตาซาราย" ในผลการจับสลาก ย่อมหมายถึงการเตรียมตัวก้าวเข้าสู่ "ขุมนรกบนดิน" ที่ถูกออกแบบมาเพื่อทำลายสมาธิและขวัญกำลังใจของคู่แข่งให้สิ้นซาก
อะไรที่ทำให้สนามแห่งนี้ได้รับฉายาว่า "นรก" และทำไมจิตวิญญาณแห่งความน่าเกรงขามนี้ถึงยังคงอยู่แม้เวลาจะผ่านไปหลายทศวรรษ? วันนี้เราจะไปหาคำตอบผ่านมุมมองไปพร้อมกับ Siamsport
จุดกำเนิดของ "Hell" และมรดกจาก อาลี ซามี เยน
ชื่อเสียงความเป็นนรกของ กาลาตาซาลาย ถูกจารึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์อย่างเป็นทางการในปี 1993 เมื่อป้ายแบนเนอร์ผืนยักษ์ที่มีข้อความว่า "Welcome to Hell" ถูกกางออกเพื่อต้อนรับสโมสรยักษ์ใหญ่จากอังกฤษ ณ สนามอาลี ซามี เยน สนามเหย้าเดิมของพวกเขา
บรรยากาศในคืนนั้นกลายเป็นต้นแบบของความกดดันที่ทีมเยือนต้องเผชิญ ทั้งความเกลียดชังและการรบกวนที่รุนแรงจนนักเตะระดับตำนานหลายคนยอมรับว่าเป็นสภาพแวดล้อมที่น่าเกรงขามที่สุดในอาชีพค้าแข้ง
แม้ปัจจุบันสโมสรจะย้ายมาสู่ความทันสมัยที่ RAMS Park (หรือเดิมคือ Türk Telekom Arena) แต่ความรู้สึกของคำว่า "Hell" ก็ถูกย้ายตามมาด้วย ... มันไม่ใช่แค่เรื่องของสถานที่ แต่มันคือเรื่องของ "คน" และ "วัฒนธรรม" ที่ฝังรากลึกอยู่ในสายเลือดของชาวตุรกี
กองพลพยัคฆ์ผู้ทรงอิทธิพล
หัวใจสำคัญของบรรยากาศนี้คือกลุ่มแฟนบอลที่ชื่อว่า "ultrAslan" (อุลตร้าอัสลาน) ซึ่งเป็นการผสมคำว่า Ultras กับ Aslan (สิงโต) เข้าด้วยกัน พวกเขาไม่ได้เป็นแค่คนดูบอล แต่เป็นองค์กรที่มีสมาชิกกว่า 100,000 คน และมีอิทธิพลอย่างมหาศาลต่อสโมสร
ความน่าสนใจของกลุ่มนี้คือ "ความเป็นเอกราช" พวกเขาปฏิเสธรับตั๋วฟรีหรือเงินสนับสนุนจากสโมสรเพื่อรักษาอำนาจในการวิพากษ์วิจารณ์บอร์ดบริหาร ครั้งหนึ่งกลุ่มแฟนบอลกลุ่มนี้เคยระดมทุนบริจาคเงินถึง 3 ล้านปอนด์เพื่อช่วยสโมสรให้รอดพ้นจากการล่มสลายทางการเงิน
สำหรับพวกเขา กาลาตาซาลาย คือ "ศูนย์กลางแห่งการดำรงอยู่" และพวกเขาสัญญาว่าจะทำทุกอย่างเพื่อให้แน่ใจว่าทีมเยือนจะรู้สึกโดดเดี่ยวที่สุดเมื่อก้าวลงสู่สนาม ...
กำแพงเสียงที่สั่นประสาทและภาพแปรอักษรระดับโลก
อาวุธหลักที่ แฟนกาลาตาซาลาย ใช้คือ "เสียง" สนาม RAMS Park เคยได้รับการบันทึกสถิติว่ามีเสียงเชียร์ที่ดังที่สุดในการแข่งขันกีฬาโลก โดยวัดความดังได้ถึง 131.76 เดซิเบล ระดับเสียงที่ดังขนาดนี้สามารถทำให้นักเตะทีมเยือนเกิดอาการวิงเวียนศีรษะหรือสูญเสียสมาธิได้อย่างง่ายดาย
นอกจากเสียงแล้ว กาลาตาซาลาย ยังขึ้นชื่อเรื่องการทำ Tifo หรือภาพแปรอักษรที่ดุดันและสร้างสรรค์ เช่น การหยิบเอาธีมจากซีรีส์ Squid Game หรือภาพยนตร์ Rocky มาข่มขวัญคู่ต่อสู้ ผสมผสานกับการจุดพลุไฟ จนทำให้สนามกลายเป็นทะเลเพลิงสีแดงที่น่าขนลุก ซึ่งครั้งหนึ่งพวกเขาเคยจุดพลุพร้อมกันถึง 3,000 ลูก จนนำไปสู่การสั่งแบนพลุไฟในลีกตุรกี
ด้านมืดและการเอาชีวิตรอดในอิสตันบูล
ทว่าความคลั่งไคล้ที่เกินขอบเขตมักมีราคาที่ต้องจ่าย ฉายา "นรกทีมเยือน" บางครั้งก็แฝงไปด้วยความรุนแรงที่น่าเศร้า เช่น เหตุการณ์สลดในปี 2000 ที่แฟนบอล ลีดส์ ยูไนเต็ด สองคนถูกแทงเสียชีวิต
ชื่อเสียในด้านความรุนแรงและการพกพาอาวุธทำให้แฟนบอลบางทีมขยาดที่จะเดินทางไปเยือนเมืองแห่งนี้ และมองว่าการไปดูบอลที่อิสตันบูลให้ความรู้สึกเหมือน "การเอาชีวิตรอด" มากกว่า "ความรื่นรมย์"
คำถามที่น่าสนใจคือ ทำไม กาลาตาซาลาย ถึงยังเป็นนรก? คำตอบไม่ได้อยู่ที่เพียงแค่ความดังของเสียง แต่มันคือการใช้ "ฟุตบอล" เป็นเครื่องมือในการสร้างอัตลักษณ์ร่วมกัน แฟนบอลที่นี่มองว่าตัวเองเป็น "นักรบ" คนที่ 12 ที่ต้องปกป้องศักดิ์ศรีของเมืองและสโมสร
แม้ในโลกฟุตบอลสมัยใหม่ที่ความดุดันของ Ultras ในยุโรปเริ่มลดน้อยลง แต่ที่อิสตันบูล เปลวเพลิงแห่งความบ้าคลั่งยังคงลุกโชนอยู่เสมอ และ "นรก" แห่งนี้จะยังคงทำหน้าที่ต้อนรับผู้มาเยือนด้วยความสยดสยองสืบต่อไป
ตัน กวาร์ดิโอล่า