เจาะลึกประวัติศาสตร์ โบโด/กลิมต์ จากวิกฤตล้มละลายปี 2010 สู่การคว้าแชมป์นอร์เวย์ 4 สมัย และสร้างปาฏิหาริย์เขี่ยยักษ์ใหญ่ยุโรปตกรอบ UCL ล่าสุด
ถ้ามีคนเดินมาบอกคุณว่า "โบโด/กลิมต์ ทีมจากลีกนอร์เวย์ ตบ อินเตอร์ มิลาน ยอดทีมจากอิตาลี ไปกลับสกอร์รวม 5-2 พร้อมตีตั๋วเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้ายฟุตบอลถ้วยยุโรป" คุณคงคิดว่าเขาอำแน่ ๆ
อย่างไรก็ตาม นี่คือเรื่องจริงที่ทีมฟุตบอลเล็ก ๆ อย่าง โบโด/กลิมต์ สร้างประวัติศาสตร์ ที่ไม่ใช่แค่เรื่องของ "โชคชะตา"
แต่มันคือการต่อสู้กับอคติ การเอาชีวิตรอดจากความตาย และการปฏิวัติด้วยปรัชญาฟุตบอลที่เขย่าไปทั้งยุโรป
ติดตามเรื่องราวของพวกเขาไปพร้อมกันที่ Siamsport
ป้อมปราการแห่งอคติและดินแดนที่ถูกลืม
ย้อนกลับไปในอดีต โบโด/กลิมต์ และสโมสรจากนอร์เวย์ตอนเหนือไม่ได้ถูกมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของระบบฟุตบอลระดับชาติด้วยซ้ำ
ในช่วงทศวรรษที่ 1960 มีแม้กระทั่งโฆษณาหาเช่าอพาร์ตเมนต์ในเมืองหลวงอย่างออสโลที่ระบุชัดเจนว่า "ไม่รับคนจากทางเหนือ" เนื่องจากอคติทางวัฒนธรรมและสำเนียงการพูด ทีมจากภูมิภาคนี้ถูกแบนจากการแข่งขันฟุตบอลถ้วยจนถึงปี 1963 และไม่มีสิทธิ์เลื่อนชั้นสู่ลีกสูงสุด
จนกระทั่งปี 1972 เพียงเพราะความเชื่อที่ว่าพวกเขา "ฝีเท้าไม่ถึงขั้น" แต่ โบโด/กลิมต์ ก็พิสูจน์ให้เห็นในนัดชิงบอลถ้วยปี 1975 ว่าพวกเขาพร้อมสยบทุกทีมบนแผ่นดินนอร์เวย์
วิกฤตปลาคอดแห้ง
ก่อนจะกลายเป็นมหาอำนาจลีกนอร์เวย์ในปัจจุบัน โบโด/กลิมต์ เคยเดินไปถึงขอบเหวแห่งการล้มละลายในปี 2010 ... ในเวลานั้นสโมสรไม่มีเงินแม้แต่จะจ่ายหนี้ รูนาร์ เบิร์ก ตำนานสโมสรเล่าว่า "เขาเคยได้รับเงิน 200 โครเนอร์จากแฟนบอลที่โยนมาให้เพื่อช่วยรักษาทีมรัก"
ชุมชนเมืองโบโดร่วมแรงร่วมใจกันจัดกิจกรรมระดมทุนสารพัด ตั้งแต่การขายฮอทดอกไปจนถึงการได้รับบริจาค "ปลาคอดแห้ง" เพื่อนำไปขายเป็นอาหารมื้อค่ำระดมทุนหาเงินเข้าสโมสร ความรักจากคนในเมืองที่มีประชากรเพียง 50,000 คนนี้เองที่ทำให้ "แสงไฟ" ยังคงโชติช่วงต่อไปได้
การปฏิวัติของ เคติล คนุตเซ่น
จุดเริ่มต้นของ "ปาฏิหาริย์ยุคใหม่" เกิดขึ้นเมื่อ เคติล คนุตเซ่น ก้าวขึ้นมารับตำแหน่งกุนซือในปี 2018 เขาเปลี่ยนทีมที่เคยขึ้น ๆ ลง ๆ ระหว่างลีกให้กลายเป็น "เครื่องจักรฟุตบอล" ในระบบ 4-3-3 ที่เน้นการบีบสูง และการเปลี่ยนจากรับเป็นรุกที่รวดเร็วปานสายฟ้า
หัวใจสำคัญคือการดึงศักยภาพของนักเตะที่ "ล้มเหลว" จากที่อื่นให้กลับมาเฉิดฉายอีกครั้งในระบบที่ออกแบบมาอย่างพิถีพิถัน เช่น เยนส์ เพ็ตเตอร์ เฮาเก้ และ แพทริค เบิร์ก จนสามารถคว้าแชมป์ลีกนอร์เวย์ได้ถึง 4 สมัย (2020, 2021, 2023, 2024)
จากยอดเขาขั้วโลกสู่การสยบยักษ์ที่ซาน ซิโร่
ในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ฤดูกาล 2025/26 โบโด/กลิมต์ ได้สร้างหน้าประวัติศาสตร์ที่โลกต้องจารึก หลังจากเคยถล่ม โรม่า 6-1 และปราบ แมนซิตี้ 3-1 มาแล้ว
พวกเขาต้องเผชิญหน้ากับยอดทีมอย่าง อินเตอร์ มิลาน แต่ด้วยฟุตบอลที่ไร้ความเกรงขาม โบโด/กลิมท์ เอาชนะ "งูใหญ่" ได้ทั้งเหย้าและเยือนด้วยสกอร์รวม 5-2 กลายเป็นสโมสรแรกจากนอร์เวย์ที่ชนะในรอบน็อกเอาต์แชมเปี้ยนส์ ลีก ได้สำเร็จ
เรื่องราวของ โบโด/กลิมต? จึงไม่ใช่แค่เรื่องของชัยชนะในสนาม แต่มันคือบทพิสูจน์ว่า หากคุณมีระบบที่แข็งแกร่ง มีชุมชนที่เหนียวแน่น และมีความเชื่อที่มั่นคง แม้แต่ทีมจากขอบโลกที่เคยต้องขายปลาประทังชีวิต ก็สามารถก้าวขึ้นมาเขย่าบัลลังก์ราชาแห่งยุโรปได้เช่นกัน