เจาะลึกเบื้องหลังเหตุการณ์เหยียดผิว วินิซิอุส จูเนียร์ สตาร์เรอัล มาดริด พร้อมวิเคราะห์สาเหตุที่ทำให้เขากลายเป็นเป้าโจมตีอันดับหนึ่งในลีกสเปนและยุโรป
ในะหว่างเกมการแข่งขัน ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก คู่ระหว่าง เบนฟิก้า พ่ายให้กับ เรอัล มาดริด 0-1 มีประเด็นร้อนแรงเกิดขึ้นที่ทำเอาโลกโซเชียลสั่นสะเทือน
หลังเกิดเหตุการณ์ที่ วินิซิอุส จูเนียร์ แจ้งว่าถูก จานลูก้า เปรสติอานนี่ ผู้เล่นของ เบนฟิก้า เหยียดผิว นี่คือ จุดแตกหักที่ชัดเจนที่สุดว่าฟุตบอลจะไม่ยอมก้มหัวให้กับความป่าเถื่อนอีกต่อไป
การหยุดเกมไป 10 นาที ท่ามกลางบรรยากาศที่คุกรุ่นและการถูกขว้างปาข้าวของใส่ขณะเต้นดีใจ คือหลักฐานเชิงประจักษ์ว่าแม้ในถ้วยใบใหญ่ที่สุดของยุโรป "ปีศาจ" ตนเดิมก็ยังคงตามหลอกหลอนเขาไม่เลิกรา
ทำไมต้องเป็นเขา? นี่คือคำถามที่ลอยวนอยู่ในหัวของแฟนบอลทั่วโลกอีกครั้ง ... ติดตามไปพร้อมกันที่นี่
วาทกรรม "ตัวยั่วยุ"
หนึ่งในเหตุผลยอดฮิตที่ถูกยกมาสร้างความชอบธรรมให้กับการเหยียดผิว วินิซิอุส คือ ข้ออ้างที่ว่าเขาเป็น "นักเตะจอมยั่วยุ"
ในโลกโซเชียลอย่าง Reddit หรือคอมเมนต์ในสื่อสเปน มักจะมีเสียงสะท้อนว่าสไตล์การเล่นที่ใช้ทักษะหลอกล่อ การล้มตัวเรียกฟาล์ว หรือแม้แต่ "ท่าเต้น" ดีใจหลังทำประตู คือการไม่เคารพคู่แข่ง
สิ่งเหล่านี้นักสังคมวิทยาเรียกว่า "Free Market of Hatred" หรือตลาดนัดแห่งความเกลียดชังในสถานศึกษาลูกหนัง แฟนบอลที่จ่ายค่าตั๋วเข้ามามักรู้สึกว่าพวกเขามีสิทธิ์ที่จะระบายอารมณ์ดิบเถื่อนใส่นักเตะ โดยเฉพาะนักเตะผิวสีที่แสดงความมั่นใจเกินกว่าที่พวกเขาจะยอมรับได้
การดีใจของ วินิซิอุส ถูกมองว่าเป็นอาชญากรรมทางความรู้สึก ขณะที่ นักเตะผิวขาว ทำสิ่งเดียวกันกลับถูกมองว่าเป็นเพียง "สีสัน"
คนดำที่แสนดี
ทำไมคนอื่นถึงไม่โดนเท่าเขา? คำตอบที่น่าเจ็บปวดอาจอยู่ที่ทฤษฎี "The Good Black"
ในโครงสร้างสังคมที่ได้รับอิทธิพลจากยุคอาณานิคม นักเตะผิวสีมักถูกคาดหวังให้เป็นเพียง "แรงงานในสนาม" ที่เน้นพละกำลังและความเร็ว แต่ไม่ต้องใช้สมองหรือแสดงภาวะผู้นำและที่สำคัญที่สุดคือ คุณต้อง "เงียบ" เมื่อถูกด่า
แต่ไม่ใช่กับ วินิซิอุส ที่เลือกทางตรงกันข้าม เขาคือคนที่กล้าหยุดเกมเพื่อชี้ตัวแฟนบอลที่เหยียดเขาในสนาม เขาคือคนที่ตั้งคำถามว่า "สเปนควรได้เป็นเจ้าภาพบอลโลก 2030 หรือไม่หากปัญหานี้ไม่ถูกแก้?" การที่เขาไม่ยอมสยบ และไม่เลือกที่จะรับบท "คนดำที่แสนดี" ทำให้ผู้ที่ยังมีแนวคิดเหยียดผิวรู้สึกถูกท้าทายอำนาจที่พวกเขามีมาอย่างยาวนาน
จากหยดน้ำตา สู่กระบวนการยุติธรรม
แม้เราจะเห็นภาพ วินิซิอุส ร่ำไห้ในงานแถลงข่าวว่าเขาเริ่ม "หมดความกระหายที่จะเล่นฟุตบอล" เพราะเหนื่อยหน่ายกับการต่อสู้เพียงลำพัง แต่ความเคลื่อนไหวของเขาก็ส่งแรงกระเพื่อมไปทั่วโลก
นี่คือครั้งแรกในประวัติศาสตร์สเปนที่แฟนบอลถูกตัดสินจำคุกจากการเหยียดผิวในสนาม รัฐบาลบราซิล ถึงขั้นยกระดับเป็นประเด็นการทูต โดยประธานาธิบดีลูลา ดา ซิลวา และกระทรวงความเท่าเทียมทางเชื้อชาติต่างออกมาหนุนหลังเขาอย่างเต็มตัว นอกจากนี้ เขายังใช้ทรัพย์สินส่วนตัวตั้งสถาบัน Vini Jr. เพื่อสนับสนุนการศึกษาและรณรงค์ต่อต้านการเหยียดผิวอย่างเป็นรูปธรรม
ท้ายที่สุด วินิซิอุส จูเนียร์ อาจเป็น "จำเลยหมายเลข 1" ในสายตาของพวกที่จมปลักอยู่กับอดีต แต่สำหรับโลกสมัยใหม่ เขาคือ "ผู้ทำลายล้างนักเหยียด" บาดแผลที่เขาได้รับกำลังกลายเป็นยาถอนพิษให้กับวงการลูกหนัง แม้ต้องแลกมาด้วยหยดน้ำตาและความกดดันมหาศาล แต่วันหนึ่งโลกจะจดจำเขาในฐานะชายที่เปลี่ยนสนามฟุตบอลให้เป็นพื้นที่แห่งความเท่าเทียมอย่างแท้จริง