อันตรายต่อสมองเด็ก? เปิดเหตุผลทำไมเยาวชนอายุต่ำกว่า 12 ปี ไม่ควรฝึกโหม่งฟุตบอล

อันตรายต่อสมองเด็ก? เปิดเหตุผลทำไมเยาวชนอายุต่ำกว่า 12 ปี ไม่ควรฝึกโหม่งฟุตบอล
หลัง โคโม่ ประกาศปรับแนวทางการฝึกเยาวชนเพื่อลดการโหม่งฟุตบอลในเด็ก บทความนี้พาไปดูเหตุผลจากงานวิจัยและแนวปฏิบัติของหลายประเทศ ที่ชี้ว่าการจำกัดการโหม่งในช่วงวัยที่สมองกำลังพัฒนา อาจช่วยลดความเสี่ยงต่อสุขภาพในระยะยาว

การที่ โคโม่ สโมสรในศึกกัลโช่ เซเรีย อา ประกาศปรับแนวทางการฝึกนักเตะเยาวชน เพื่อลดการโหม่งฟุตบอลในเด็ก กลายเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจจากวงการลูกหนังทั่วโลก

แนวทางดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นโดยไม่มีเหตุผล แต่สอดคล้องกับข้อแนะนำจากงานวิจัยและองค์กรฟุตบอลหลายประเทศที่เริ่มให้ความสำคัญกับผลกระทบของการโหม่งบอลต่อสมองของเด็กและเยาวชน ซึ่งยังอยู่ในช่วงพัฒนาการ

หลายประเทศเริ่มจำกัดการโหม่งในฟุตบอลเยาวชน

ปัจจุบัน หลายประเทศได้ออกแนวทางลดหรือจำกัดการฝึกโหม่งในนักฟุตบอลเยาวชน เช่น

- อังกฤษ จำกัดการโหม่งในฟุตบอลระดับเยาวชนช่วงอายุน้อย และมีแนวทางลดการฝึกโหม่งในรุ่นอายุต่ำกว่า 12 ปี

- ฝรั่งเศส ห้ามการฝึกโหม่งสำหรับนักเตะอายุต่ำกว่า 10 ปี

- โคโม่ ปรับแนวทางฝึกเยาวชน โดยในรุ่น U10 งดการโหม่งทั้งหมด, รุ่น U11 เริ่มสอนเทคนิคแบบจำกัด และรุ่น U12 ฝึกได้เดือนละ 1 ครั้ง ไม่เกิน 5 ครั้งต่อการฝึก ด้วยลูกบอลน้ำหนักเบา

แนวทางเหล่านี้สะท้อนว่าหลายฝ่ายไม่ได้ต้องการตัดทักษะการโหม่งออกจากฟุตบอล แต่ต้องการเลื่อนการฝึกไปยังช่วงวัยที่เหมาะสมกว่า

งานวิจัยพบการเปลี่ยนแปลงของการทำงานสมอง

งานวิจัยจาก มหาวิทยาลัยเวสเทิร์น ในแคนาดา ศึกษานักฟุตบอลชายอายุต่ำกว่า 13 ปี ตลอดระยะเวลาหนึ่งฤดูกาล

นักวิจัยติดตั้งอุปกรณ์ตรวจวัดแรงกระแทกบริเวณศีรษะ พร้อมประเมินการทำงานของสมองเป็นระยะ เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการโหม่งกับการตอบสนองของระบบประสาท

ผลการศึกษาพบว่า หลังการโหม่งแต่ละครั้ง นักเตะมีเวลาตอบสนองช้าลงเฉลี่ยประมาณ 6 มิลลิวินาที

แม้การเปลี่ยนแปลงจะดูเล็กน้อยในแต่ละครั้ง แต่นักวิจัยตั้งข้อสังเกตว่า เมื่อเกิดขึ้นซ้ำ ๆ ตลอดทั้งฤดูกาล ผลกระทบอาจสะสมเพิ่มขึ้นได้

เรเชล วัตสัน นักศึกษาปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยเวสเทิร์น กล่าวว่า

"ผลกระทบในแต่ละครั้งอาจมีเพียงเล็กน้อย แต่เมื่อสะสมตลอดทั้งฤดูกาล ผลรวมของมันอาจมีความสำคัญมากขึ้น"

อย่างไรก็ตาม งานวิจัยดังกล่าวแสดงให้เห็นถึง ความสัมพันธ์ ระหว่างการโหม่งกับการเปลี่ยนแปลงของการตอบสนองของสมอง ไม่ใช่ข้อสรุปว่าการโหม่งเพียงอย่างเดียวเป็นสาเหตุของความเสียหายถาวรในเด็กทุกคน

การฝึกซ้อมอาจมีความเสี่ยงมากกว่าเกมแข่งขัน

อีกหนึ่งข้อค้นพบที่น่าสนใจ คือ นักเตะได้รับแรงกระแทกจากการโหม่งระหว่างการฝึกซ้อมมากกว่าระหว่างการแข่งขันจริง

เนื่องจากหลายทีมฝึกซ้อมสัปดาห์ละหลายครั้ง การซ้อมบางรูปแบบอาจทำให้นักเตะต้องโหม่งบอลหลายสิบหรือหลายร้อยครั้งภายในช่วงเวลาสั้น ๆ ส่งผลให้แรงกระแทกสะสมมากกว่าที่หลายคนคาดคิด

ควรเริ่มฝึกโหม่งเมื่ออายุเท่าไร?

แนวทางของหลายองค์กรด้านฟุตบอลและความปลอดภัยของนักกีฬา แนะนำให้ค่อย ๆ เพิ่มการฝึกโหม่งตามช่วงอายุ เช่น

- อายุต่ำกว่า 11 ปี : ไม่ควรฝึกโหม่ง

- อายุ 12-13 ปี : ฝึกได้เดือนละ 1 ครั้ง ไม่เกิน 5 ครั้งต่อการฝึก และใช้ลูกบอลน้ำหนักเบา

- อายุ 14-17 ปี : ฝึกได้ภายใต้การควบคุมของผู้ฝึกสอน และจำกัดจำนวนครั้งให้เหมาะสม

แนวทางดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อลดแรงกระแทกสะสมในช่วงที่สมองยังพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

การให้ความรู้สำคัญไม่แพ้การออกกฎ

วัตสัน มองว่า การห้ามโหม่งโดยเด็ดขาดอาจไม่ใช่คำตอบในทุกสถานการณ์ แต่สิ่งสำคัญคือการสร้างความเข้าใจให้ทั้งนักกีฬา ผู้ปกครอง และผู้ฝึกสอน

เด็กจำนวนมากอาจยังไม่ตระหนักถึงผลกระทบในระยะยาวของแรงกระแทกที่ศีรษะ ดังนั้นการอธิบายถึงความเสี่ยง และการเลือกช่วงวัยที่เหมาะสมสำหรับการเรียนรู้ทักษะการโหม่ง จึงเป็นแนวทางที่หลายฝ่ายให้การสนับสนุน

บทเรียนจากอดีตนักฟุตบอลอาชีพ

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา มีอดีตนักฟุตบอลหลายรายได้รับการวินิจฉัยว่าป่วยด้วยโรคสมองเสื่อมหรือภาวะสมองเสื่อมจากการกระทบกระเทือนเรื้อรัง (CTE) ซึ่งมีการศึกษาความเชื่อมโยงกับการได้รับแรงกระแทกที่ศีรษะซ้ำ ๆ ตลอดอาชีพค้าแข้ง

กรณีของ น็อบบี้ สไตล์ส, แฟรงก์ คอปเปิลล์, เซอร์ บ็อบบี้ ชาร์ลตัน รวมถึงคำเปิดเผยของ ราฟาแอล วาราน ล้วนทำให้ประเด็นเรื่องความปลอดภัยจากการโหม่งฟุตบอลได้รับความสนใจมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์ยังคงศึกษาประเด็นนี้อย่างต่อเนื่อง และย้ำว่าความเสี่ยงต่อโรคทางสมองเกิดจากหลายปัจจัย ไม่สามารถสรุปว่าเกิดจากการโหม่งฟุตบอลเพียงอย่างเดียว

แม้ฟุตบอลจะยังคงเป็นกีฬาที่การโหม่งเป็นส่วนหนึ่งของการแข่งขัน แต่แนวโน้มของวงการฟุตบอลโลกกำลังมุ่งไปสู่การปกป้องนักกีฬาเยาวชนมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงวัยที่สมองยังพัฒนา เพื่อให้เด็กสามารถเรียนรู้ทักษะต่าง ๆ ได้อย่างปลอดภัย และลดความเสี่ยงต่อสุขภาพในอนาคต








ที่มาของภาพ : gettyimages
ติดตามช่องทางอื่นๆ:
Website : siamsport.co.th
Facebook : siamsport
Twitter : siamsport_news
Instagram : siamsport_news
Youtube official : siamsport
Line : @siamsport