ไมเคิ่ล คาร์ริค : รอยร้าวในใจของ ‘กองกลางผู้สมบูรณ์แบบ’ และการต่อสู้ที่โลกไม่เคยเห็น

ไมเคิ่ล คาร์ริค : รอยร้าวในใจของ ‘กองกลางผู้สมบูรณ์แบบ’ และการต่อสู้ที่โลกไม่เคยเห็น
ไมเคิ่ล คาร์ริค ตำนานแมนยูไนเต็ด กับการต่อสู้โรคซึมเศร้าเกือบ 2 ปี และเส้นทางสู่การเป็นกุนซือเนื้อหอมที่แฟนบอล "เรด เดวิลส์" ตั้งความหวัง

เรามักจะตัดสินความสำเร็จผ่านจำนวนถ้วยรางวัลที่วางเรียงรายอยู่ในตู้โชว์ หากใช้มาตรวัดนั้น ไมเคิล คาร์ริค คือหนึ่งในนักเตะที่ประสบความสำเร็จที่สุดของอังกฤษอย่างไม่ต้องสงสัย แชมป์พรีเมียร์ลีก 5 สมัย, ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก และยูโรป้า ลีก คือหลักฐานความยิ่งใหญ่ที่เขาทิ้งไว้ที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด

อย่างไรก็ตาม ภายใต้ใบหน้าที่เรียบเฉยและการจ่ายบอลที่แม่นยำดั่งจับวาง กลับมีความลับดำมืดที่ซ่อนอยู่หลังม่านแห่งชัยชนะ ความลับที่ คาร์ริค เก็บงำไว้เกือบสิบปีว่า ในช่วงเวลาที่เขากำลังรุ่งโรจน์ที่สุด เขากลับต้องต่อสู้กับ "โรคซึมเศร้า" ที่กัดกินใจอย่างรุนแรง

เรื่องราวของอดีตตำนานปีศาจแดงที่เดินไปบอก สมาคมฟุตบอลอังกฤษ (FA) ว่า "โปรดอย่าเรียกผมติดทีมชาติอีกเลย" จะเป็นอย่างไร? ติดตามไปพร้อมกันที่นี่

โศกนาฏกรรมที่กรุงโรม

จุดเริ่มต้นของพายุในใจเกิดขึ้นในคืนนัดชิงชนะเลิศ แชมเปี้ยนส์ ลีก ปี 2009 ที่กรุงโรม ในคืนที่ แมนยูไนเต็ด พ่าย บาร์เซโลน่า 0-2 คาร์ริค เล่าว่าเขาโทษตัวเองอย่างหนักจากจังหวะโหม่งบอลพลาดซึ่งนำไปสู่ประตูแรกของ ซามูเอล เอโต้

ความผิดพลาดในเกมฟุตบอลเพียงจังหวะเดียว กลายเป็นแผลเป็นที่ไม่มีวันหาย คาร์ริค บรรยายความรู้สึกนั้นว่าเหมือนกับ "การไว้ทุกข์" เขาตกอยู่ในภาวะซึมเศร้านานเกือบ 2 ปี ร่างกายและจิตใจของเขาหนักอึ้งเหมือนถูกพันธนาการ จนเขาสูญเสียความมั่นใจที่เคยมีไปเกือบหมด

"มันเป็นช่วงเวลาที่ตกต่ำที่สุดในอาชีพการงานของผมเลยทีเดียว และผมก็ไม่รู้จริง ๆ ว่าทำไม ผมคิดว่าผมทำให้ตัวเองผิดหวังในเกมที่สำคัญที่สุดในชีวิตการค้าแข้งของผม ... ผมคว้าแชมป์แชมเปี้ยนส์ลีก ได้เมื่อปีก่อน แต่ตอนนั้นมันไม่เกี่ยวอะไรเลย" ไมเคิ่ล คาร์ริค กล่าวกับ เดอะไทมส์

"ผมรู้สึกเหมือนเป็นโรคซึมเศร้า ผมรู้สึกแย่มาก ผมคิดว่านั่นแหละคือ อาการของโรคซึมเศร้า ผมอธิบายว่า มันเป็นโรคซึมเศร้า เพราะมันไม่ใช่แค่ครั้งเดียว ผมรู้สึกแย่หรือรู้สึกแย่หลังจากเกมบางเกม แต่แล้วผมก็ผ่านมันไปได้ในอีกสองสามวัน แต่ครั้งนั้นผมไม่สามารถสลัดมันทิ้งไปได้ มันเป็นความรู้สึกที่แปลกประหลาด"

"ผมตำหนิตัวเองอย่างหนักเกี่ยวกับประตูนั้น ผมเอาแต่ถามตัวเองว่า 'ทำไมผมถึงทำแบบนั้น?' แล้ว 'โรคซึมเศร้า' ก็ลุกลามใหญ่โต และมันก็เป็นปีที่ยากลำบากหลังจากนั้น มันยังคงอยู่เป็นเวลานาน"

เรื่องนี้เขาไม่เคยเปิดเผยเพราะแม้แต่เพื่อนร่วมทีมที่สู้เคียงบ่าเคียงไหล่กันมาตลอด 10 ปี ก็ไม่มีใครล่วงรู้เลยว่ากองกลางเบอร์ 16 ของพวกเขากำลังแตกสลายอยู่ภายใน ...

คุกที่ชื่อว่า ‘ทีมชาติอังกฤษ’

ในขณะที่นักเตะทุกคนฝันอยากไปฟุตบอลโลก แต่สำหรับ คาร์ริค การสวมเสื้อ "สิงโตคำราม" ในช่วงศึกฟุตบอลโลก 2010 กลับเป็นเหมือนการ "ติดคุก" ทางอารมณ์ เขาสารภาพว่าความกดดันและสภาพจิตใจที่ย่ำแย่ทำให้เขารู้สึก "โฮมซิก" อย่างรุนแรง ถ้าถามว่าหนักขนาดไหน? มันหนักจนถึงขั้นโทรไปหาภรรยาแล้วบอกว่า "ผมอยากกลับบ้าน"

สุดท้ายความเจ็บปวดนี้รุนแรงจนเขาต้องตัดสินใจทำในสิ่งที่กล้าหาญที่สุดอย่างหนึ่งในชีวิตนักเตะ คือการเดินไปบอกสมาคมฟุตบอลอังกฤษ (FA) ว่า "โปรดอย่าเรียกผมติดทีมชาติอีกเลย" เพราะเขาไม่สามารถรับมือกับความรู้สึกเหล่านั้นได้อีกต่อไปแล้ว

เด็กที่เกือบเดินไม่ได้ สู่ชายผู้เป็น 'OCD'

หากเราย้อนกลับไปดูวัยเด็กของ คาร์ริค เราจะพบว่าชีวิตของเขาถูกหล่อหลอมมาด้วยความอดทน เขาเคยมีปัญหาเรื่อง "เข่า" ที่ผิดปกติ จนหมอเคยเตือนว่าเขาอาจจะต้องนั่งรถเข็นไปตลอดชีวิตหากการผ่าตัดผิดพลาด แต่ความเด็ดเดี่ยวของครอบครัวทำให้เขาผ่านจุดนั้นมาได้จนกลายเป็นนักเตะอาชีพ

นอกจากนี้ คาร์ริค ยังยอมรับว่าเขามีอาการของ โรคย้ำคิดย้ำทำ (OCD) อย่างชัดเจน พูดให้เห็นภาพง่าย ๆ คือ ทุกอย่างในชีวิตต้อง "เป๊ะ" ตั้งแต่การวางปากกาสี, อบรมโค้ชที่ต้องเรียงแถวตรงเหมือนทหาร ... ไปจนถึงการจัดระเบียบนิตยสารบนโต๊ะกาแฟให้ทำมุมฉากอย่างสมบูรณ์

ความเป็นระเบียบสุดขีดนี้อาจเป็นทั้ง "พรสวรรค์" ที่ทำให้เขาเป็นกองกลางที่เล่นได้อย่างสะอาดหมดจด แต่ในขณะเดียวกัน มันก็เป็น "คำสาป" ที่ทำให้เขากดดันตัวเองจนเกินขีดจำกัดเมื่อเกิดความผิดพลาด

บทเรียนจากความมืด สู่ผู้นำยุคใหม่

วันนี้ในบทบาทกุนซือของแมนยูไนเต็ด คาร์ริค ใช้ "รอยร้าว" ในอดีตเป็นบทเรียนสำคัญ เขาไม่ได้คุมทีมด้วยการตะคอกหรือปาน้ำชาใส่ลูกทีมแบบยุคเก่า แต่เขาเลือกที่จะ "รับฟังและเข้าใจ"

คาร์ริค เชื่อว่าประสบการณ์ที่เขาเคยผ่านจุดมืดมนที่สุดมา ทั้งภาวะซึมเศร้าและปัญหาหัวใจเต้นผิดจังหวะในปี 2017 ทำให้เขาสามารถมองเห็นสิ่งที่ซ่อนอยู่ในแววตาของนักเตะรุ่นน้องได้ดีกว่าใคร

เรื่องราวเบื้องหลังเหล่านี้ของ ไมเคิ่ล คาร์ริค ไม่ได้ทำให้ภาพลักษณ์ตำนานของเขาลดน้อยลงเลย แต่มันกลับทำให้เราเห็นว่า ภายใต้เสื้อแข่งและเกียรติยศมากมาย เขาก็คือ "มนุษย์" คนหนึ่งที่เคยพ่ายแพ้และอ่อนแอ แต่เขาสามารถลุกขึ้นมาและเปลี่ยนความเจ็บปวดนั้นให้กลายเป็นพลังในการนำทางผู้อื่นต่อไป ...



ที่มาของภาพ : Gettyimages / Reuters
ติดตามช่องทางอื่นๆ:
Website : siamsport.co.th
Facebook : siamsport
Twitter : siamsport_news
Instagram : siamsport_news
Youtube official : siamsport
Line : @siamsport