แอนฟิลด์กลับมากระหึ่ม! 'โม ซาลาห์' ปลุกความมั่นใจ ลิเวอร์พูลทุบนางนวลนิ่ม

แอนฟิลด์กลับมากระหึ่ม! 'โม ซาลาห์' ปลุกความมั่นใจ ลิเวอร์พูลทุบนางนวลนิ่ม
เสียงเชียร์ "โม ซาลาห์! โม ซาลาห์! โม ซาลาห์!" ดังกระหึ่ม

มันน่าจะเป็นเกมที่ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ เรียกความรู้สึกเก่า ๆ และความมั่นใจกลับมาได้ไม่น้อย

1 แอสซิสต์ กับ 1 ประตูที่มาจากจุดโทษที่เขาเป็นคนเรียกมันเอง

เกมถล่มไบรท์ตันเมื่อคืนที่ผ่านมาน่าจะเป็นเกมที่ซาลาห์ทำผลงานได้ดีที่สุดนับตั้งแต่กลับมาจากศึกแอฟริกัน เนชั่นส์ คัพ ดาวเตะอียิปต์มีส่วนร่วมกับเกมเกือบตลอด เอาชนะการดวลตัวต่อตัวได้

มีเพลย์สวย ๆ ที่เราคุ้นเคยว่าเป็นการเล่นในลักษณะของเขา อย่างการแปะบอลจังหวะเดียวด้วยน้ำหนักและทิศทางยอดเยี่ยมให้ โดมินิก โซโบซไล ตะบันประตูที่สอง หรือพลิกตัวไปรับบอลแล้วโซโล่จี้เข้าใส่ เฟร์ดี คาดิโอกลู แบ๊กซ้ายไบรท์ตันอย่างดุดันก่อนทะลุเข้าเขตโทษไปโดน ปาสกาล โกรส เหนี่ยวล้มได้จุดโทษ

เสียงเชียร์ดังกระหึ่มในจังหวะนั้น ยิ่งดังขึ้นอีกตอนที่เขารับบอลจากโซโบซไลเพื่อเตรียมทำหน้าที่สังหาร และดังที่สุดเมื่อเขาซัดมันเต็มแรงพุ่งเข้าประตู

การเล่นของ โกดี้ กักโป ก็น่าสนใจ เขาใช้การลากตัดจากริมเส้นเข้ากลางที่ตัวเองถนัดเหมือนเดิมแต่ทำมันในพื้นที่ต่ำกว่าเดิม จากแถวหน้าเขตโทษเพื่อยิงประตูซึ่งมักจะลงเอยด้วยการยิงติดบล็อกหรือไม่ตรงกรอบ เป็นทำมันตั้งแต่บริเวณครึ่งสนามเพื่อสร้างสรรค์โอกาส

เมื่อกักโปพาบอลตัดเข้าในด้วยความเร็ว นอกจากเขาจะกินตัวคู่แข่งไปแล้วหนึ่งคน ยังเป็นการเพิ่มตัวผู้เล่นที่ทะลุขึ้นมาตรงกลางของลิเวอร์พูลอีกหนึ่งคน สร้างความปั่นป่วนให้การป้องกันของไบรท์ตัน ถึงเวลานั้นเขาจะมีตัวเลือกให้ผ่านบอลให้ทั้งซ้าย-ขวา-กลาง

เป็นบทบาทที่น่าสนใจของดาวเตะดัตช์และทำให้เราได้เห็นการปรับรายละเอียดการเล่นของ อาร์เน่อ การใช้งาน ซาลาห์ กับ กักโป ที่เป็นปีกกึ่งกองหน้าอาชีพเป็นตัวจริงพร้อมกันอย่างไรให้เกิดประโยชน์ที่สุดคือโจทย์ข้อหนึ่งของเขา

เหตุผลสำคัญเป็นเพราะการเล่นของไบรท์ตันด้วย 

ทีมนางนวลไม่ได้มารับต่ำยืนกันแน่นหน้าเขตโทษตัวเองเหมือนหลาย ๆ ทีมยามเจอกับลิเวอร์พูล พื้นที่การเล่นของผู้มาเยือนขึ้นมาสู้ถึงครึ่งสนาม พยายามเข้าแย่งบอลไม่ถอยร่น เมื่อเข้าพรวดหรือถูกหลบไปได้จึงกลายเป็นโอกาสแทบตลอด

เกมในครึ่งแรกคล้าย ๆ กับนัดแรกที่เจอกันที่นี่ คราวนั้นลิเวอร์พูลชนะสบาย 2-0 ด้วยวิธีการเล่นที่บีบสูงกดดันเข้าใส่การตั้งเกมจากแดนหลังของไบรท์ตัน

มันเป็นสไตล์ของทีมนางนวลมาตลอด บอลเซ็ตอัพจากแนวรับ ผู้รักษาประตูส่งให้เซนเตอร์แบ๊ก ฟูลแบ๊ก 2 ข้าง ถ่างออกไปชิดริมเส้น กองกลางขยับลงมารับบอล ตั้งเกมด้วยการเล่นบอลสั้นขึ้นมา เชื่อมั่นในวิธีการนี้ หลายครั้งที่นักเตะไบรท์ตันต่อบอลหลุดการไล่บีบของฝั่งหงส์แดงได้สวย ๆ เหมือนกัน

แต่ขณะเดียวกันก็มีไม่น้อยที่ลิเวอร์พูลชิงแย่งบอลได้จากการบีบกดดันเข้มข้น ทำให้เกมของผู้มาเยือนไม่ปะติดปะต่อ

รูปเกมในครึ่งแรกเป็นฝั่งหงส์แดงที่ทำได้ดีกว่า ครองบอลมากกว่า บุกเข้าใส่มากกว่า โอกาสเยอะกว่า แต่จังหวะสุดท้ายยังไม่เข้าเป้าสักทีจนกระทั่งก่อนหมดครึ่งแรกแค่ 3 นาทีก็ทำประตูที่ต้องการได้สำเร็จ จากความตื่นตัวของ มิลอส เคอร์เคซ ที่ตามเก็บตกบอลทะลักได้ก่อนแล้วตวัดเปิดให้ เคอร์ติส โจนส์ ชาร์จจ่อ ๆ ไม่เหลือ

เป็นอีกเกมที่แบ๊กซ้ายชาวฮังการีเล่นได้โดดเด่น เกมรับดุดันหนักหน่วง เกมรุกเติมสนุกเต็มไปด้วยพลัง มีจังหวะนึงทีมได้ฟรีคิกแถว ๆ กลางสนาม เคอร์เคซสปรินท์ขึ้นไปแบบเห็น ๆ และจังหวะนั้นจบลงด้วยการรับบอลวางยาว แตะเข้าเขตโทษแล้วตะบันติดเซฟ เจสัน สตีล ปัดข้ามคานหวุดหวิด

อดีตแบ๊กซ้ายบอร์นมัธเริ่มเป็นธรรมชาติขึ้น มั่นใจขึ้น กล้าตัดสินใจขึ้น เป็นภาพที่ดีพอ ๆ กับที่ได้เห็นนักเตะใหม่ด้วยกันอย่าง อูโก้ เอกิติเก้ และ โฟลเรียน เวียร์ทซ์ สร้างผลงาน

ทีมเริ่มปรับจูนได้ลงตัวขึ้น ดูมั่นใจขึ้น ไม่มีความผิดพลาดง่าย ๆ ที่แจ๊คพ็อตถูกลงโทษทันทีอย่างช่วงที่แพ้ 9 จาก 12 เกม อิบราฮิมา โกนาเต้ กับ เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ ปักหลักมั่นคงมาหลายเกมแล้ว การพลาดส่วนบุคคลแทบไม่เห็น

เกมรับทำหน้าที่ได้ดีทั้งทีม กองกลางลงมาช่วยได้ดี สมาธิในการเล่นยังละเอียด ตำแหน่งแบ๊กขวาที่เป็นปัญหาจากการเจ็บของทั้ง เฌเรมี่ ฟริมปง คอเนอร์ แบร๊ดลี่ย์ และตัวทดแทนอย่าง วาตารุ เอนโด ยังมองเห็นทางออกทั้ง โจ โกเมซ โซโบซไล โจนส์ หรือกระทั่ง คาลวิน แรมซี่ย์ ที่ได้ลงสนามช่วงท้ายเกมเป็นการเตรียมตัวไว้แม้จะลงไปเล่นในตำแหน่งกองหน้าฝั่งขวาก็ตาม

การป้องกันของ อลีสซง เบ็คเกอร์ ก็ยังทำได้ดีในจังหวะสำคัญ การเซฟลูกยิงของ ดีเอโก้ โกเมซ ท้ายครึ่งแรกช่วยทีมได้มากเพราะทำให้ทีมกลับมาเล่นในครึ่งหลังด้วยสกอร์ที่ยังนำอยู่ และเกมของไบรท์ตันต้องยิ่งเปิดแลก

การเปลี่ยนตัวของอาร์เน่อก็มองเห็นไอเดีย ตอนที่นำ 3-0 เขาส่ง ริโอ เอนกูโมอา กับ เอกิติเก้ ลงไปแทน ซาลาห์ กับ เฟเดริโก้ เคียซ่า ที่เป็นอีกเกมที่ดาวเตะอิตาเลียนมีบทบาทน้อยเกินไปเมื่อได้โอกาสในฐานะตัวจริง

กักโปถูกโยกข้ามจากซ้ายมาเล่นทางขวาแทนซาลาห์ และยังคงมีจังหวะเลี้ยงตัดในจากพื้นที่แดนสองหรือบริเวณครึ่งสนามเข้าไปเป็นตัวพิเศษตรงกลางเหมือนเดิม โดยเฉพาะจังหวะพลิกไปเอาบอล ลากตัดในทะลุมาถึงหน้าเขตโทษแล้วไหลให้ เอนกูโมอา สังหารที่ธงขึ้นเป็นล้ำหน้าเสียก่อน

ถ้ามี VAR ประตูนี้กักโปก็น่าจะได้แอสซิสต์

จากนั้นช่วง 20 นาทีสุดท้ายอาร์เน่อก็ถอดเวียร์ทซ์ออก ส่งโกเมซลงมาแทนโดยให้เล่นแบ๊กขวา แล้วดันโจนส์ขึ้นมาเป็นกองกลางเล่นร่วมกับ อเล็กซิส แม็ค อัลลิสเตอร์ และโซโบซไล ก่อนที่ในช่วงท้ายเกมนาที 89 เทรย์ นีโอนี กับ แรมซี่ย์ จะถูกส่งลงไปแทน โจนส์ กับ กักโป โดยแรมซี่ย์ขึ้นไปยืนกองหน้าฝั่งขวา

สุดท้ายแล้วมันเป็นเกมที่เข้าที่เข้าทางสำหรับลิเวอร์พูล ครอบครองบอลครอบครองเกมแล้วทำประตูขึ้นนำได้ในครึ่งแรก มีพื้นที่เล่นสบายขึ้นในครึ่งหลัง ดักเก็บบอลสองแล้วตอบโต้เปลี่ยนเกมรับเป็นเกมรุกได้หลายครั้ง แฟนบอลดูสนุก

ผ่านรอบสี่เข้าสู่รอบห้า มันคือรอบ 16 ทีมสุดท้ายของรายการแล้ว ลุ้นจับสลากวันจันทร์ว่าจะเจอกับใคร

เป็นผลงานที่ดี ไม่มีใครเล่นได้ต่ำกว่ามาตรฐาน สมควรเป็นผู้ชนะ เก็บเกี่ยวความมั่นใจก่อนไปเยือนซิตี้ กราวนด์ เพื่อล้างตา น็อตติงแฮม ฟอเรสต์ สุดสัปดาห์นี้

-ตังกุย-



ที่มาของภาพ : Reuters
BY : ตังกุย
ณัฐพล ดำรงโรจน์วัฒนา
ติดตามช่องทางอื่นๆ:
Website : siamsport.co.th
Facebook : siamsport
Twitter : siamsport_news
Instagram : siamsport_news
Youtube official : siamsport
Line : @siamsport