ลิเวอร์พูล ของ อาร์เน่อ ฤดูกาลนี้ เหมือนทีมที่กำลังพยายามหาตัวเองอยู่ตลอดเวลา
มีวันที่ดูเหมือนกำลังจะไปได้ไกล มีวันที่สะดุดจนเหมือนยังไม่พร้อม
หลังชัยชนะเหนือไบรท์ตัน 3-0 ต่อเนื่องจากเกมบุกชนะ ซันเดอร์แลนด์ เราเห็นรูปแบบของชัยชนะที่แตกต่างกันสุดขั้ว
และนั่นคือจุดที่น่าสนใจที่สุด
มันเป็นเรื่องของทิศทางของทีม และกำลังเริ่มชัดขึ้นทีละนิด ทีละนิด
หากอยากเข้าใจว่า ลิเวอร์พูล กำลังเปลี่ยนจริงไหม ให้ดูสองเกมนี้คู่กัน เกมแรก ซันเดอร์แลนด์ เกมสอง ไบรท์ตัน
ที่ สเตเดี้ยม ออฟ ไลท์ ลิเวอร์พูล ต้องเจอกับเกมปะทะหนัก บอลยาว ลูกโด่ง การแย่งจังหวะสอง เป็นเกมที่ช่วงต้นฤดูกาลพวกเขามักพลาด
พวกเขาชนะด้วยลูกตั้งเตะ เล่นด้วยความอดทน และเล่นด้วยการยอมเล่นเกมที่ตัวเองไม่ถนัด
และมาเกมล่าสุด ลิเวอร์พูล มาเจอ ไบรท์ตัน ทีมที่เล่นตรงข้ามแทบทุกอย่าง ต่อบอลสั้น, ครองบอล, พยายามเล่นผ่านไลน์
แล้ว ลิเวอร์พูล ก็ชนะ 3-0 แบบเหนือกว่าแท็กติก
นี่คือสิ่งที่สำคัญมาก
เพราะฤดูกาลนี้ ปัญหาใหญ่ของ ลิเวอร์พูล ไม่ใช่แค่เล่นไม่ดี แต่คือเอาชนะเกมแบบต่าง ๆ ไม่ได้
วันนี้อย่างน้อย พวกเขาเริ่มทำได้
สถิติ 10 นัดหลัง ชนะ 6 เสมอ 2 แพ้ 2 จริง ๆ มันไม่ใช่ผลงานของทีมที่จะลุ้นแชมป์ แต่เป็นตัวเลขของทีมที่เริ่มจะมีโครงสร้างที่หวังขึ้นไปติดท็อปโฟร์
แม้ ไบรท์ตัน จะยิงมากกว่า (17 ต่อ 13) แต่ส่วนใหญ่เป็นการยิงไกลที่แทบไม่มีคุณภาพ
ลิเวอร์พูล ยิงเข้ากรอบมากกว่า (5 ต่อ 3) โอกาสทองมากกว่า (2 ต่อ 1) xG สูงกว่า (1.82 ต่อ 1.22)
และที่สำคัญ ก่อนนาที 80 ตอนนำ 3-0 xG ของไบรท์ตันยังไม่ถึง 1
นี่คือชัยชนะที่สะท้อนรูปเกมจริง ไม่ใช่ผลลวง
...
ช่วง 10–30 นาทีแรก ลิเวอร์พูล ยังดูเหมือนทีมเดิม คือปล่อยให้ ไบรท์ตัน ครองบอล, คุมจังหวะ, หาช่องต่อบอล
นี่คือธงแดงที่เคยทำให้พวกเขาเจอปัญหาทั้งฤดูกาล
อาร์เน่อ แก้เกมด้วยการปรับทีมสู่การเพรสแบบ แมน ทู แมน
ลิเวอร์พูล เริ่มไล่บอลคืนเร็วขึ้น บีบ ไบรท์ตัน เล่นยาก เปลี่ยนเกมจากตั้งรับไปเป็นคุมเกม
นี่คือสัญญาณสำคัญมาก เพราะมันแปลว่าเขาเองก็เริ่มอ่านเกมแล้วแก้ได้
โมฮาเหม็ด ซาลาห์ อาจไม่ใช่ ซาลาห์ ที่เหนือมนุษย์เหมือนหลายปีก่อน
แต่เกมนี้ยืนยันอีกครั้งว่า เขายังเป็นผู้เล่นที่เปลี่ยนเกมได้ เลี้ยงผ่านมากสุด (3) สร้างโอกาสมากสุด (4) ยิง 5 ครั้ง ยิงจุดโทษเข้า ทำแอสซิสต์ระดับโลก
และสิ่งที่น่าพอใจที่สุดคือการช่วยเกมรับ
ซาลาห์ วันนี้ไม่ได้แค่รอบอลหน้าเขต แต่ทำงานทั้งสนาม
เหมือนเขารู้ว่า นี่อาจเป็นช่วงท้ายของบทบาทเขาที่ แอนฟิลด์ จึงอยากจบมันให้ดีที่สุด
หากมีผู้เล่นที่สม่ำเสมอที่สุดของ ลิเวอร์พูล ในช่วงนี้ ชื่อของ อิบราฮิมา โกนาเต้ ต้องอยู่ในลิสต์บนสุด
เกมนี้เขาเล่นเกมรับแบบไร้ความลังเล, อ่านบอลเด็ดขาด, ชนะการดวลต่อเนื่อง, ยิงประตูสำคัญ
มิลอส เคอร์เคซ คือหนึ่งในสัญญาณบวกที่สุดของยุค อาร์เน่อ
เขาเริ่มตอบโจทย์เกมรุกของโค้ช เข้าปะทะหนักแต่สะอาด, เติมเกมต่อเนื่อง, ทำแอสซิสต์สำคัญ
และสิ่งที่น่าสนใจคือ ลิเวอร์พูล ตอนนี้มีทั้งเขาและ แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน ทำให้ตำแหน่งแบ็กซ้ายกลายเป็นจุดที่สมดุลที่สุดของทีม
หนึ่งในความเปลี่ยนแปลงเงียบ ๆ ของ ลิเวอร์พูล คือบทบาทใหม่ของ เคอร์ติส โจนส์
แม้เกมนี้เขาจะถูกใช้ในบทบาทแบ็ก แต่สิ่งที่เขาทำจริง ๆ คือ เป็นจุดพักบอล ช่วยทีมต่อบอล คุมจังหวะจากแดนหลัง ผ่านบอลสำเร็จ 89% ครองบอลนิ่ง ไม่รน
เขาคือคนที่ทำให้การบิลด์อัปดูง่ายขึ้น และประตูจากจังหวะ แบ็กถึงแบ็ก มันสะท้อนว่า ลิเวอร์พูล เริ่มเข้าใจการเคลื่อนที่ในระบบใหม่แล้ว
ริโอ เอ็นกูโมฮา ลงมาแล้วสร้างความต่างทันที วิ่ง, กล้าเล่น, เกือบยิงได้
อย่างไรก็ตาม ความจริงยังเหมือนเดิมคือทีมยังไม่สมบูรณ์
ลิเวอร์พูล ยังไม่ใช่ทีมที่ลงตัว 100% เพราะยังมีช่วงต้นเกมที่คุมไม่ได้, ฟอร์มแกว่งในบางนัด, ความผิดพลาดที่โผล่มาเป็นระยะ
นี่คือทีมช่วงเปลี่ยนผ่าน และมันจะยังมีอุปสรรคเล็ก ๆ ระหว่างทางอีกแน่นอน
สุดท้าย เรื่องนี้ไม่ใช่แค่เกี่ยวกับนักเตะ แต่มันคือเรื่องของ อาร์เน่อ
เขาเริ่มแก้เกมได้ระหว่างนัด, ปรับเพรสซิ่ง, พัฒนาการบิลด์อัป, ดึงฟอร์มผู้เล่นกลับมา
เพียงแต่ฟุตบอลไม่ได้ตัดสินจากเกมสองเกม มันตัดสินตรงสิ้นสุดฤดูกาล
หากเขาพาทีมจบท็อปโฟร์/ไฟว์ ไปไกลในถ้วย คำถามเรื่องอนาคตจะจบเอง
...
ลิเวอร์พูล กำลังดีขึ้แต่ต้องพิสูจน์ต่อ ชัยชนะเหนือ ไบรท์ตัน คือสัญญาณว่า พวกเขาเริ่มเอาชนะเกมหลายรูปแบบได้, ปรับแท็กติกระหว่างเกมได้, มีแกนหลักที่นิ่ง, มีดาวรุ่งเติมพลัง
พวกเขาอาจยังไม่ใช่ทีมที่สมบูรณ์แบบ แต่บางที นี่อาจเป็นจุดที่ทีมเริ่มเข้าใจตัวเอง
และถ้ามันเป็นจริง ฤดูกาลนี้อาจยังไม่จบอย่างที่หลายคนคิด
#HOSSALONSO