ลิเวอร์พูล ยังไม่สามารถสร้างฟอร์มที่โดดเด่นเป็นสง่า แม้พวกเขาจะบุกชนะ ซันเดอร์แลนด์ 1-0 ยัดเยียดความปราชัยในถิ่นสเตเดี้ยม ออฟ ไลท์ เป็นครั้งแรกในศึกพรีเมียร์ลีกของเจ้าบ้านในซีซั่นนี้ แถมยังมีเรื่องให้น่าห่วงก็คืออาการบาดเจ็บของ วาตารุ เอ็นโด ที่ไม่รู้ว่าจะรุนแรงมากแค่ไหน อย่างไรก็ตามสามคะแนนในแมตช์นี้ช่วยต่ออายุการลุ้นพื้นที่ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ของทัพ "หงส์แดง" ต่อไป
และนี่คือ 5 ประเด็นเจาะลึกจากเกมนี้
1. เวียร์ตซ์ยิ่งเล่นยิ่งเฉิดฉาย
ฟลอเรียน เวียร์ตซ์ โดนเสียงวิจารณ์ไม่น้อยในช่วงหลายเดือนหลังย้ายทีมด้วยค่าตัว 116 ล้านปอนด์ (ราว 5,104 ล้านบาท) ในยุคที่ฟุตบอลถูกวัดกันด้วยตัวเลข สถิติของเขากับ ลิเวอร์พูล ดูไม่โดดเด่น ถูกนำไปเปรียบเทียบกับผลงานอันร้อนแรงสมัยอยู่กับไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น อยู่เสมอ ทั้งจากแฟนบอลและกูรูหลายคน
อย่างไรก็ตาม ช่วงหลังๆ มานี้ เวียร์ตซ์ ปรับตัวได้มากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อได้เล่นประสานงานกับ อูโก้ เอกิติเก้ ทำให้เขาสร้างความอันตรายให้กับทีมในช่วง 45 นาทีแรกของเกมนี้ ซึ่ง "หงส์แดง" เป็นฝ่ายครองเกมได้เหนือกว่าอย่างชัดเจน
สตาร์ชาวเยอรมัน โชว์ทักษะเท้าอันยอดเยี่ยมก่อนซัดบอลไปชนเสาอย่างน่าเสียดาย หนึ่งในโอกาสจากทั้งหมด 14 ครั้งที่ ลิเวอร์พูล พยายามยิงใส่ประตู ซันเดอร์แลนด์ ในครึ่งแรก แม้จะมีเพียง 2 ครั้งที่ตรงกรอบ แต่การได้เห็น เวียร์ตซ์ ร่ายเวทมนตร์ลูกหนัง ทำให้สาวก "เดอะ ค็อป" รู้สึกมีความสุขจริงๆ
2. พัฒนาการเล่นลูกตั้งเตะได้ดีขึ้น
หนึ่งในปัญหาของ ลิเวอร์พูล ในฤดูกาลนี้คือผลงานจากลูกตั้งเตะที่ไม่ดีนัก ก่อนลงสนามในเกมนี้ มีเพียง วูล์ฟแฮมป์ตัน เท่านั้นที่ทำประตูจากจังหวะลูกนิ่งได้น้อยกว่าลูกทีมของกุนซืออาร์เน่อ สล็อต
อย่างไรก็ตาม หลังจากฟรีคิกของ โดมินิค โซโบซไล ในเกมพบแมนเชสเตอร์ ซิตี้ และลูกโหม่งของ เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ ที่สเตเดี้ยม ออฟ ไลท์ สถานการณ์ก็เริ่มดีขึ้น ลูกเตะมุมของ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ สร้างความอันตรายได้ตลอดทั้งเกม โดย โรบิน รูฟส์ ต้องออกมาชกบอลทิ้งหลายครั้ง
กระทั่งนาทีที่ 61 นายด่านชาวดัตช์ไม่สามารถช่วยทีมได้ และถูกลงโทษโดยเพื่อนร่วมชาติของเขาเอง เมื่อฟาน ไดค์ ขึ้นโขกได้สูงที่สุดจากการเปิดของ ซาลาห์ และบอลพุ่งเข้าประตูโดยแฉลบศีรษะของ อาบิบ ดิอาร์ร่า เปลี่ยนทางเข้าไป
แน่นอนว่าการเล่นลูกตั้งเตะดีขึ้นถือเป็นอาวุธสำหรับของ ลิเวอร์พูล ในยามที่เกมบุกเล่นไม่ออก จังหวะโอเพ่นเพลย์ไม่มี ดังนั้นฟรีคิกจะสามารถช่วยแก้ไขสถานการณ์ในการเจาะตาข่ายคู่แข่งได้
3. เอ็นโด เดี้ยง, โกเมซ ฟอร์มดี
การได้เห็น วาตารุ เอ็นโด ลงตัวจริงเป็นเกมแรกในพรีเมียร์ลีก ฤดูกาลนี้ เหล่าสาวก "เดอะ ค็อป" คงมีความสุข และฟอร์มของเขาก็ยอดเยี่ยม แต่น่าเสียดายที่ดันดวงแตกได้รับบาดเจ็บรุนแรง
เอ็นโด มีส่วนสำคัญในการช่วยให้เกมรับทางฝั่งขวาของทีมเหนียวแน่น การเล่นที่ทุ่มเทไม่กลัวเจ็บมีประโยชน์กับทีมมากๆ แต่การต้องเห็น สตาร์ชาวญี่ปุ่น บาดเจ็บหนักจนต้องโดนหามออกจากสนาม เป็นเรื่องที่น่าผิดหวังมากๆ โดยเฉพาะในปีนี้มีการแข่งขันฟุตบอลโลก ยังไม่รู้ว่าเจ้าตัวต้องพักนานแค่ไหน
ขณะเดียวกัน โจ โกเมซ ที่ลงมาเล่นแทน ก็รับผิดชอบบทบาทแบ็กขวาได้อย่างโดดเด่น การเล่นที่นิ่ง ไม่เตะบอลทิ้งโฉ่งฉ่าง ทำให้ทีมไม่ต้องโดน ซันเดอร์แลนด์ โต้กลับ ฉะนั้นการได้เห็นเขากลับมาฟิต และทำผลงานได้ยอดเยี่ยม คงทำให้ โค้ชอาร์เน่อ อุ่นใจได้ว่า "หงส์แดง" มีออปชั่นแบ็กขวาที่ไว้วางใจได้
4. ปราการเหล็กของซันเดอร์แลนด์พังทลาย
ในที่สุดป้อมปราการสุดแกร่งแห่งสเตเดี้ยม ออฟ ไลท์ ก็ต้องพังทลายไปเรียบร้อยแล้ว ด้วยน้ำมือของ อาร์เน่อ แอนด์ โค. หลังพวกเขาบุกมากำราบ "แมวดำ" ถึงถิ่นซึ่งเป็นความพ่ายแพ้ครั้งแรกในบ้านของพวกเขาในซีซั่นนี้
ทีมยักษ์ใหญ่อย่าง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ และ อาร์เซน่อล ยังไม่สามารถบุกมาเก็บสามคะแนนที่สนามแห่งนี้ได้เลย และแน่นอนว่าด้วยฟอร์มที่ยอดเยี่ยมในบ้านตัวเอง กอปรกับมีแฟนบอลหนุนหลังเต็มที่ ทัพ "แมวดำ" เชื่อว่าพวกเขาจะทำได้ดีในการพบกับ "หงส์แดง" ที่ฟอร์มลุ่มๆ ดอนไ
ซันเดอร์แลนด์ก็ต้องพบกับความพ่ายแพ้ในบ้านเกมแรกของศึกพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้ สนามสเตเดี้ยม ออฟ ไลท์ เคยหยุดยั้งทั้งอาร์เซน่อลและแมนเชสเตอร์ ซิตี้ มาแล้ว แต่ลิเวอร์พูลสามารถทำในสิ่งที่สองทีมนั้นทำไม่ได้
อย่างไรก็ตาม ประตูของ ฟาน ไดค์ ทำให้สถิติที่ยอดเยี่ยมของ ซันเดอร์แลนด์ ในบ้านต้องพังทลาย และที่สำคัญยังส่งผลเสียทำให้ทีมหล่นไปอยู่อันดับ 11 แถมการลุ้นพื้นที่ไปเล่นฟุตบอลถ้วยยุโรปอาจจะยากมากยิ่งขึ้น
5. อาร์เน่อ รอดไปอีกเกม
แม้ว่า ลิเวอร์พูล จะเก็บสามคะแนนได้ แต่ฟอร์มการเล่นของทีมยังไม่น่าประทับใจเท่าไหร่ โดยเฉพาะเมื่อต้องเจอกับทีมที่เน้นการตั้งรับลึก ทำให้พวกเขาไม่สามารถเข้าไปเจาะแนวรับได้ง่ายๆ และต้องอาศัยลูกตั้งเตะในการทำประตู
"หงส์แดง" อาจจะครองเกมได้เยอะ และสร้างโอกาสหลายครั้ง แต่ก็ไม่ได้เฉียบคม แถมบางจังหวะยังโดน ซันเดอร์แลนด์ ตอบโต้ให้ใจหายด้วย ยิ่งตอนที่ทีมขึ้นนำ 1-0 กลายเป็นว่าเจ้าบ้านสามารถไล่กดดันจนทีมเล่นเป๋ไปเป๋มา และสกัดบอลมั่วซั่วจนทำให้ไม่สามารถครองเกมได้เลย
อย่างไรก็ตามแม้รูปแบบการเล่นอาจจะไม่ได้สวยงาม แต่ชัยชนะถือเป็นสิ่งที่พอให้อภัยกันได้ เพราะทำให้ทีมยังคงมีลุ้นพื้นที่โควตายูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก หลัง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และ เชลซี ฟอร์มสะดุดทำได้แค่เสมอเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม หาก โค้ชอาร์เน่อ ยังไม่สามารถวางแท็กติกเพื่อให้ทีมเล่นได้อย่างคงเส้นคงวา งานนี้แมตช์ต่อไปแฟนบอลหงส์แดง คงได้ลุ้นปัสสาวะเหนียวอีกตามเคย