ตลอดเกือบทศวรรษที่ผ่านมา "Heavy Metal Football" ของ เจอร์เก้น คล็อปป์ คือเครื่องหมายการค้าที่ทำให้คู่แข่งต้องขวัญผวาเมื่อเจอกับ ลิเวอร์พูล มันคือฟุตบอลที่ดุดัน บ้าคลั่ง และเต็มไปด้วยพลังงานที่ส่งต่อจากสนามหญ้าสู่แสตนด์เชียร์
แต่เมื่อกาลเวลาผันผ่านและแม่ทัพเปลี่ยนคน ภาพของ “นักเตะหงส์แดง” ที่วิ่งไล่กวดคู่แข่งราวกับฝูงหมาป่ากลับค่อยๆ ถูกแทนที่ด้วยความเยือกเย็นและการต่อบอลที่เน้นระเบียบวินัย
วันนี้เราจะไปเจาะลึกกันว่า ทำไมระบบ เจเก้นเพรซซิ่งถึงค่อยๆเบาบางลง และ "ลิเวอร์พูล" ในเวอร์ชันปัจจุบัน กำลังเล่นกันไปตามจังหวะแบบไหน?
จุดกำเนิดของเสียงคำราม: ทำไมต้อง Heavy Metal?
ย้อนกลับไปวันแรกที่ คล็อปป์ ก้าวเข้ามา เขาให้นิยามฟุตบอลของเขาว่าไม่ใช่ "ออร์เคสตรา" ที่นุ่มนวล แต่เป็นดนตรีร็อกที่หนักหน่วง ระบบ เจเก้นเพรซซิ่ง คือหัวใจหลัก
การเสียบอลไม่ใช่เรื่องแย่ตราบใดที่คุณแย่งมันกลับมาได้ใน 5 วินาที ความสำเร็จมากมายทั้ง แชมป์พรีเมียร์ลีก และ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก คือเครื่องยืนยันว่าเสียงดนตรีนี้เคยใช้งานได้ผลดีที่สุดในโลกมาแล้ว
เมื่อจังหวะเปลี่ยน: จาก "พละกำลัง" สู่ "การควบคุม"
ภายใต้การคุมทัพของ อาร์เน่อ สล็อต เราได้เห็นความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนจนน่าตกใจ เมื่อ ลิเวอร์พูล เลือกที่จะหันมาให้ความสำคัญกับการครองบอลเพื่อความปลอดภัย มากกว่าการปล่อยให้เกมไหลไปตามสัญชาตญาณ เกมรุก - รับ ที่เคยดุดัน
สิ่งนี้ถูกตั้งคำถามว่าอาจเป็นเพราะ “ความกลัว“ที่จะเสี่ยงหรือไม่? ในบางแมตช์ที่เผชิญหน้ากับคู่แข่งที่ไม่ได้ดูเหนือกว่า แต่ ”หงส์แดง“ กลับเล่นเหมือนประคองตัวกลัวแพ้ และดูจะพึงพอใจเพียงแค่ผลเสมอ
สถิติการวิ่งที่เคยครองอันดับหนึ่งของลีกถูกลดทอนลง แล้วแทนที่ด้วยการเน้นระเบียบวินัยในการยืนตำแหน่งเพื่อถนอมร่างกายนักเตะในระยะยาว ภาพจำของมิดฟิลด์สาย “พลังงาน” ที่วิ่งไม่มีหมดถูกลบเลือนไป
แล้วแทนที่ด้วยกองกลางสายเทคนิคอย่าง อเล็กซิส แม็ค อัลลิสเตอร์ หรือการปรับบทบาท ไรอัน กราเฟนแบร์ก ให้เน้นการอ่านเกมและคุมจังหวะ ซึ่งแม้จะดูสุขุมขึ้น แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันทำให้จิตวิญญาณฟุตบอลที่เคยบ้าคลั่งของ ลิเวอร์พูล ดูเลือนลางหายไปจริงๆ
“Heavy Metal” มันหายไป... หรือแค่ถูกซ่อนไว้ภายใต้ความระมัดระวัง?
ท่ามกลางความเงียบเชียบของเสียงดนตรีร็อก หลายคนตั้งคำถามว่าจิตวิญญาณเดิมหายไปไหน? แต่ในความจริงแล้ว กลิ่นอายของ "เจเก้นเพรสซิ่ง" อาจไม่ได้จางหายไปถาวร
แต่มันถูกซ่อนอยู่ลึกๆ ภายใต้แผนการเล่นที่รัดกุมจนเกินเหตุของ อาร์เน่อ สล็อต ทั้งๆที่นักเตะแกนหลักเกินครึ่งทีมต่างเติบโตและคุ้นชินกับการขย้ำคู่แข่งด้วยระบบเพรสซิ่งอันบ้าคลั่ง และ แฟนบอลในแอนฟิลด์เองก็ต่างคิดถึงการเข้าทำที่รวดเร็วรุนแรงแบบนั้นอยู่ทุกลมหายใจ
ทว่าเหตุผลสำคัญที่ทำให้สล็อตเลือก "กดสวิตช์" เปลี่ยนโหมด อาจอยู่ที่ทรัพยากรในมือที่เริ่มเปลี่ยนไป เมื่อนักเตะหน้าใหม่หลายคนไม่ได้มีสัญชาตญาณการไล่ล่าบอลที่เข้มข้นเท่ากับรุ่นพี่ชุดก่อน อีกทั้งนักเตะบางรายยังอยู่ในช่วงประคับประคองเพื่อปรับตัวให้เข้ากับจังหวะนรกของพรีเมียร์ลีก
นี่จึงอาจเป็นคำตอบว่าทำไม “กุนซือชาวดัตช์” ถึงเลือกใช้ระบบครองบอล ถ่ายบอลไปมาเน้นความแน่นอน มากกว่าจะเปิดหน้าแลกด้วยการเข้าทำที่หวือหวาและอันตรายเหมือนยุคก่อน
เพราะในสายตาของ สล็อต การคุมจังหวะให้เบ็ดเสร็จอาจเป็นเกราะกำบังชั้นดีให้กับนักเตะที่ยังไม่พร้อมจะวิ่งแลกในเกมระดับสูง แต่นั่นก็ต้องแลกมาด้วยความอึดอัดของแฟนบอลที่ต้องทนเห็นทีมรักเล่นแบบ "กลัวเสีย" มากกว่า "กล้าได้"
สุดท้ายแล้ว ไม่ว่าดนตรีที่แอนฟิลด์จะเป็น Heavy Metal, Jazz หรือ Classical สิ่งเดียวที่แฟนบอล ลิเวอร์พูล ต้องการในตอนท้ายของบทเพลงก็คือ "ชัยชนะ" และ "ถ้วยรางวัล"