ไมเคิล คาร์ริค พา แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คว้าชัย 4 นัดรวด เปิดฉากร้อนแรงจนถูกเทียบยุค โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ปี 2018 แต่คำถามเดิมยังค้างคา จะยั่งยืนหรือแค่ช่วงฮันนีมูน
ไมเคิล คาร์ริค จุดกระแสความหวังให้แฟนบอล แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กลับมาอีกครั้ง หลังพาทีมคว้าชัยชนะ 4 นัดรวด นับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งผู้จัดการทีมถาวร ผลงานที่เกิดขึ้นไม่เพียงสร้างความมั่นใจให้กับนักเตะในสนาม แต่ยังพา “ปีศาจแดง” หวนคืนสู่บรรยากาศคุ้นเคยของยุค โอเล่ กุนนาร์ โซลชา เมื่อปี 2018
ความสำเร็จช่วงต้นของคาร์ริค ทำให้คำถามเดิมกลับมาดังก้องในถิ่นโอลด์ แทรฟฟอร์ด นั่นคือ นี่คือการเริ่มต้นของความสำเร็จระยะยาว หรือเป็นเพียงช่วงฮันนีมูนที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในอดีต
คาร์ริคไม่ใช่หน้าใหม่สำหรับสโมสร เขาเคยทำหน้าที่กุนซือขัดตาทัพในปี 2021 และครั้งนี้ได้รับโอกาสเต็มตัว อย่างไรก็ตาม บทเรียนจากยุคโซลชายังคงเป็นภาพจำสำคัญ เมื่อการออกสตาร์ตอันร้อนแรงไม่อาจต่อยอดสู่ความสม่ำเสมอในระยะยาวได้
ในแง่รูปแบบการเล่น ยูไนเต็ดภายใต้การคุมทีมของคาร์ริค ดูมั่นใจขึ้น เกมเรียบง่าย มีอิสระ และเน้นความเร็ว แตกต่างจากแนวทางการครองบอลเป็นหลักในอดีต ภาพรวมชวนให้นึกถึงช่วงต้นฤดูกาล 2018/19 ที่โซลชาเข้ามาปลดล็อกศักยภาพของทีม
เปรียบเทียบผลงาน 4 นัดแรกในพรีเมียร์ลีก
โอเล่ กุนนาร์ โซลชา (2018/19)
ยิงได้ 14 ประตู
อัตราเปลี่ยนโอกาสเป็นประตู 23.3%
ครองบอลเฉลี่ย 67%
ผ่านบอลสำเร็จ 86.8%
สร้างโอกาสยิง 60 ครั้ง
สัมผัสบอลในกรอบเขตโทษคู่แข่ง 105 ครั้ง
ไมเคิล คาร์ริค (2025/26)
ยิงได้ 10 ประตู
อัตราเปลี่ยนโอกาสเป็นประตู 17.5%
ครองบอลเฉลี่ย 45.9%
ผ่านบอลสำเร็จ 85.1%
สร้างโอกาสยิง 57 ครั้ง
สัมผัสบอลในกรอบเขตโทษคู่แข่ง 94 ครั้ง
ตัวเลขสะท้อนชัดว่า ยูไนเต็ดของคาร์ริคครองบอลน้อยลงอย่างมีนัยสำคัญ แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือความตรงไปตรงมาและความรวดเร็วในเกมรุก ทีมเลือกเข้าทำเร็ว ลดขั้นตอนการต่อบอลยาว และเปิดโอกาสให้นักเตะตัดสินใจในพื้นที่สุดท้ายมากขึ้น
แม้อัตราการเปลี่ยนโอกาสเป็นประตูจะต่ำกว่า แต่เมื่อพิจารณาคุณภาพคู่แข่งระดับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ และ อาร์เซน่อล ภาพรวมถือว่ายูไนเต็ดสร้างความอันตรายได้มากกว่าที่สกอร์สะท้อนออกมา
อีกหนึ่งจุดร่วมสำคัญของสองยุค คือการปลดล็อกบทบาทนักเตะหมายเลข 10
ในปี 2018 โซลชาคือคนที่ทำให้ พอล ป็อกบา กลับมาเล่นอย่างมีอิสระ
ขณะที่ปัจจุบัน คาร์ริคกำลังทำสิ่งเดียวกันกับ บรูโน่ แฟร์นันด์ส
บรูโน่ถูกขยับกลับมาเล่นใกล้กรอบเขตโทษในบทบาทตัวสร้างสรรค์เกมหลัก และตอบสนองทันทีด้วยผลงาน 4 แอสซิสต์ 1 ประตูจาก 4 นัดแรก ซึ่งยืนยันถึงอิทธิพลของเขาในเกมรุกอีกครั้ง
แนวทางการเล่นที่เน้นพลัง ความเร็ว และเกมสวนกลับ ทำให้แฟนบอลเริ่มสัมผัสถึงดีเอ็นเอของสโมสรที่คุ้นเคย โดย แกรี่ เนวิลล์ ให้ความเห็นหลังเกมดาร์บี้ว่า ยูไนเต็ดกลับมาแสดงให้เห็นถึงตัวตนที่แท้จริงในสนาม
อย่างไรก็ตาม ประวัติศาสตร์ยังคงเป็นเครื่องเตือนใจ โซลชาเคยชนะ 14 จาก 19 นัดแรกในลีก แต่หลังได้รับสัญญาถาวร กลับรักษามาตรฐานไม่ได้ และไม่อาจพาทีมไปถึงความสำเร็จระดับแชมป์
คำถามสำคัญจึงยังคงอยู่ตรงหน้า
ไมเคิล คาร์ริค จะเรียนรู้จากอดีตและพาทีมก้าวข้ามวังวนเดิมได้หรือไม่
คำตอบอาจต้องรอจนถึงปลายฤดูกาล แต่สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือ คาร์ริคได้ปลุกไฟแห่งความหวังให้กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และแฟนบอลในโอลด์ แทรฟฟอร์ด กลับมาลุกโชนอีกครั้งแล้ว