ใน พรีเมียร์ลีก ชั่วโมงนี้ ไม่มีของร้อนชิ้นไหนจะน่าจับตาไปกว่า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในเวอร์ชันของ ไมเคิ่ล คาร์ริค อีกแล้ว
อดีตกองกลางระดับมันสมองเพชรก้าวเข้ามาเปลี่ยนโฉม "ปีศาจแดง" ให้กลายเป็นทีมที่มีระเบียบแบบแผน การเข้าทำที่ลื่นไหล และความยืดหยุ่นทางแท็กติกที่หาตัวจับยาก จนหลายคนเริ่มมองว่านี่คือร่างทรงของเซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ที่อัปเกรดซอฟต์แวร์ใหม่
แต่ในโลกฟุตบอล ไม่มีระบบไหนที่ไร้ช่องโหว่ และบางครั้ง "ผู้ทำลาย" ก็มักจะมาในรูปแบบของทีมที่คาดเดาไม่ได้อย่าง ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ ...
นี่คือเหตุผลหลักว่าทำไม สเปอร์ส ถึงอาจเป็น "คริปโตไนท์" ที่หยุดความร้อนแรงของ คาร์ริค ได้อยู่หมัด
ศาสตร์แห่งความเก๋า
ไมเคิ่ล คาร์ริค อาจจะมีภาพลักษณ์เป็นสุภาพบุรุษลูกหนัง แต่ โธมัส แฟรงค์ คือ จอมยุทธสายดาร์ก ที่เชี่ยวชาญการทำลายจังหวะคู่แข่ง ข้อมูลจาก สกายสปอร์ต ชี้ให้เห็นว่า สเปอร์ส ภายใต้แฟรงค์ ไม่ได้เล่นเพื่อความสวยงาม แต่เล่นเพื่อ "ผลลัพธ์"
ขณะที่ คาร์ริค พยายามเซตเกมบุกแบบทรานซิชั่นที่ไหลลื่น แฟรงค์ จะสั่งให้ลูกทีม "วางกับดัก" ในแดนกลาง บีบพื้นที่ให้แคบ จนนักเตะคลาสบอลสูงอย่าง บรูโน่ หรือ เอ็มเบอโม่ เล่นไม่ออก นี่คือมวยถูกคู่ระหว่าง "ศาสตร์แห่งการสร้าง" กับ "ศาสตร์แห่งการทำลาย"
สถิติที่ข่มมิด: "แพ้ทาง" คือเรื่องจริง
ในเชิงจิตวิทยา สถิติจาก ออปต้า ระบุชัดเจนว่า 5 นัดหลังสุดใน พรีเมียร์ลีก แมนฯ ยูไนเต็ด ไม่ชนะ สเปอร์ส เลยแม้แต่ครั้งเดียว (เสมอ 2 แพ้ 3)
ทำไมถึงเป็นแบบนั้น? เพราะ สเปอร์ส มีสิ่งที่เรียกว่า "Resilience" หรือความยืดหยุ่นสูงมาก พวกเขาสามารถทนรับแรงกดดันได้นาน ๆ แล้วสวนกลับ โป้ง! เพียงครั้งเดียวเพื่อปิดบัญชี ซึ่งเป็นสิ่งที่ แมนฯ ยูไนเต็ด ยุคเปลี่ยนผ่านมักจะคุมอารมณ์ไม่อยู่เมื่อทำประตูไม่ได้นาน ๆ
เมื่อความวุ่นวายคืออาวุธ
จุดอ่อนที่ คาร์ริค ยังแก้ไม่ตกคือ ลูกตั้งเตะและความระส่ำในแดนหลัง เวลาเจอเพรสซิ่งหนัก ๆ ซึ่งนี่คืออาหารอันโอชะของ โธมัส แฟรงค์ เพราะสเปอร์สคือทีมที่มีอัตราชนะในจังหวะบอลสองสูงมาก
พวกเขาจะสร้าง "ความวุ่นวาย" ในเขตโทษเพื่อให้เกิดความผิดพลาดส่วนตัว ซึ่งเป็นจุดที่ แมนฯ ยูไนเต็ด ชุดนี้ยังมีแผลเป็นจากความลนลานให้เห็นอยู่บ่อยครั้ง
อย่างไรก็ตาม ฟุตบอลไม่มีสูตรลับตายตัวเสมอไป ฟอร์มที่ร้อนแรงของ คาร์ริค อาจจะดูน่าเกรงขาม แต่มันก็เปราะบางได้หากเจอคนที่รู้ "จุดตาย"
กลับกัน สเปอร์ส อาจจะดูเหมือนไก่ที่ปีกหัก แต่ภายใต้การนำของกุนซืออย่าง โธมัส แฟรงค์ พวกเขามักจะมี "แผนสอง" ในกระเป๋าเสมอ
ศึกครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การวัดกันที่ฝีเท้า แต่มันคือการวัดกันว่า "ความเยือกเย็นของคาร์ริค" กับ "ความเขี้ยวลากดินของแฟรงค์" ใครจะกะพริบตาก่อนกัน เราคงต้องติดตามกันต่อไป