การที่ เชลซี แต่งตั้ง เลียม โรซีเนียร์ เป็นเฮดโค้ชคนใหม่ สร้างความประหลาดใจให้กับหลายฝ่ายไม่น้อย เนื่องจากประสบการณ์ของเขาค่อนข้างจำกัด โดยคุมทีมในระดับอาชีพมาเพียง 153 นัด ก่อนย้ายมารับงานกับ "สิงห์บลูส์" และที่สำคัญคือยังไม่เคยคุมทีมในพรีเมียร์ลีกอังกฤษเลย
โรซีเนียร์ ทำผลงานได้โดดเด่นกับ สตราส์บูร์ก สโมสรในลีก เอิง ซึ่งอยู่ภายใต้การบริหารของ BlueCo กลุ่มเจ้าของเดียวกับเชลซี ทำให้หลายคนมองว่าดีลนี้เป็นการแต่งตั้งกันเองภายในเครือแบบสะดวก
แม้ประสบการณ์น้อยแต่ผลงานก็เป็นที่ประจักษ์ แน่นอนว่าแนวคิดของเขามีความชัดเจนในเรื่องรูปแบบการเล่น และผลลัพธ์ที่ออกมาก็คือการได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลผู้จัดการทีมยอดเยี่ยมประจำเดือนมกราคม
การเข้ามาทำงานของ โรซีเนียร์ มีการปรับเปลี่ยนแท็กติกอะไรบ้าง และส่งผลกับฟอร์มของ เชลซี ยังไงไปวิเคราะห์กันได้เลย
1. การรักษาโครงสร้างเดิม แต่เติมหลักการในแบบของตัวเอง
โรซีเนียร์ไม่ได้เข้ามาปฏิวัติระบบหลักของเชลซีแบบถอนรากถอนโคน แต่เขาได้ใส่แท็กติกของตัวเองลงไปอย่างชัดเจน แม้ทีมยังคงยึดองค์ประกอบของแผนเดิมเป็นหลัก (เช่น โครงสร้าง 4-2-3-1) ทว่าได้มีการปรับบทบาทของผู้เล่นและรูปแบบการขึ้นเกมจากแดนหลังใหม่
กุนซือคนหนุ่มชาวอังกฤษ ได้นำรูปแบบการบิลด์อัพ (Build-up) แบบ 3-2-2-3 ที่ปรับให้ยืดหยุ่นขึ้นมาใช้ เพื่อเพิ่มความลื่นไหลและการควบคุมเกมในช่วงเปลี่ยนผ่านระหว่างรับกับรุก
การให้ความสำคัญกับ การผ่านบอลระยะสั้นและการเคลื่อนบอลไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว คือสิ่งที่ทำให้แนวทางของ นายใหญ่ทรงดี วัย 41 ปีมีความแตกต่างจากกุนซือ "สิงโตน้ำเงินคราม" คนก่อนหน้านี้
2. เพิ่มความเข้มข้นและความเร็วของเกม
หนึ่งในความเปลี่ยนแปลงทางแท็กติกที่เห็นได้ชัดที่สุด คือการที่ โรซีเนียร์ ให้ความสำคัญกับ ความเข้มข้นในการเล่นเป็นแกนหลักทั้งในการฝึกซ้อม และแนวทางการเล่นในวันลงแข่ง
เขาเน้นให้เชลซีเล่นด้วยจังหวะที่เร็วขึ้น และมีความไดนามิกมากกว่าเดิม เมื่อเทียบกับฟอร์มการเล่นในช่วงหลังๆ แนวคิดนี้สะท้อนถึงความตั้งใจของ โรซีเนียร์ ที่ต้องการหลีกเลี่ยงการครองบอลที่เชื่องช้าและยืดเยื้อโดยไร้ประสิทธิภาพ และหันมากระตุ้นลูกทีมเล่นเปลี่ยนจากรับเป็นรุกได้รวดเร็วมากขึ้น
แม้ความสม่ำเสมอของผลงานยังอยู่ระหว่างการพัฒนาก็ตาม แต่การเปลี่ยนแปลงด้านความเข้มข้นในการซ้อม และจังหวะเกมในสนาม ถือว่าเห็นได้ชัดจากฟอร์มการเล่นของทีมในช่วงที่ผ่านมา
3. ความยืดหยุ่นของระบบ เพื่อรับมือคู่แข่งที่หลากหลาย
โรซีเนียร์ เลือกใช้รูปแบบแท็กติกที่หลากหลาย แทนที่จะยึดติดกับระบบใดระบบหนึ่งแบบตายตัว แสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นในการวางหมากอย่างชัดเจน
เขาได้ทดลองใช้แผนที่มีหลังสามหลายรูปแบบ (เช่น 3-5-2) โดยเฉพาะในเกมที่ต้องอาศัยรายละเอียดเชิงแท็กติกสูง ระบบดังกล่าวช่วยเปิดพื้นที่และให้อิสระกับวิงแบ็กมากขึ้น พร้อมทั้งปรับรูปแบบการเข้าทำของทีมให้แตกต่างไปตามลักษณะของคู่แข่ง
ความยืดหยุ่นนี้สะท้อนให้เห็นว่า โรซีเนียร์ ไม่ใช่กุนซือที่ยึดติดกับกรอบความคิดเดิม แต่พร้อมปรับเปลี่ยนตามบริบทของเกม ซึ่งถือเป็นพัฒนาการเชิงแท็กติกที่ชัดเจนเมื่อเทียบกับเชลซีในยุคก่อนหน้านี้
4. ผลกระทบต่อการขึ้นเกมและบทบาทของแดนกลาง
กุนซือคนหนุ่มเลือดผู้ดี ได้ปรับบทบาทรายบุคคลสำหรับผู้เล่นในแผงมิดฟิลด์ รวมถึงรูปแบบการบิลด์อัพจากแดนหลัง โดยการจับคู่มิดฟิลด์ในปัจจุบันมีความใกล้ชิดกันมากขึ้น แทนการยืนแยกกว้างแบบเดิม ซึ่งช่วยทั้งในเรื่องสมดุลเกมรับ และการเคลื่อนบอลขึ้นเกมอย่างมีประสิทธิภาพ
แน่นอนว่าการปรับจุดยืนดังกล่าวทำให้ผู้เล่นอย่าง เอ็นโซ่ เฟร์นานเดซ ต้องถอยลงมารับบทบาทเพลย์เมกเกอร์ในตำแหน่งที่ลึกขึ้นในบางช่วงของเกม ซึ่งส่งผลดีต่อการควบคุมจังหวะการแข่งขัน
ดังนั้นการปรับระบบการเล่นในลักษณะนี้สะท้อนให้เห็นถึงแนวคิดของ โรซีเนียร์ ที่ให้ความสำคัญกับความชัดเจนของตำแหน่ง และการควบคุมเกมผ่านโครงสร้างของแดนกลางเป็นหลัก
5. ผลการแข่งขันและรูปแบบการเล่นที่ยังขาดความสม่ำเสมอ
แม้ว่าแนวคิดเชิงกลยุทธ์ของ โรซีเนียร์ จะเริ่มเห็นเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น แต่การนำไปปฏิบัติในสนามยังขาดความสม่ำเสมอ โดย เชลซี แสดงให้เห็นถึงวินัยทางแท็กติกและความแข็งแกร่งทางจิตใจในหลายเกม ทว่าระดับผลงานยังขาดความแน่นอน
บางแมตช์เผยให้เห็นปัญหาเรื่องความเฉียบคมในพื้นที่สุดท้าย รวมถึงความเชื่อมโยงในเกมรับ ซึ่งสะท้อนว่าโครงสร้างทางแท็กติกยังอยู่ในช่วงของการพัฒนา
ทั้งหมดนี้ชี้ให้เห็นว่าแม้ปรัชญาฟุตบอลของ โรซีเนียร์ จะมีความชัดเจน แต่การปลูกฝังแนวคิดดังกล่าวให้ฝังรากลึกในทีมยังต้องใช้เวลา ดังนั้นสาวก "สิงห์บลูส์" จำเป็นต้องอดทนต่อไป หากความเห็นทุกอย่างสัมฤทธิ์ผลในยุคกุนซือทรงดี !!!
TOMMY TEE