เจาะลึกเหตุผลที่นักเตะยุคใหม่เลือกชี้โลโก้ทีมใหม่ใส่แฟนบอลทีมเก่า ผ่านเลนส์ของโลกทุนนิยมและการเอาตัวรอด
ในโลกอุดมคติของแฟนบอล เรามักอยากเห็นภาพดั่งเทพนิยาย เมื่อนักเตะคนหนึ่งยิงประตูทีมเก่าที่เคยชุบเลี้ยงมา เขาควรจะเดินก้มหน้า ชูมือสองข้างขึ้นฟ้าคล้ายจะกล่าวคำขอโทษ ท่ามกลางบรรยากาศความเศร้าที่ดูโรแมนติก
แต่กลับกันในโลกความเป็นจริงมันโหดร้ายกว่านั้น ... หลายครั้งที่เราเห็นนักเตะระดับโลกสับไกเต็มแรงจนตาข่ายแทบขาด ก่อนจะวิ่งร่าไปหาแฟนบอล แล้วเอานิ้วจิ้มย้ำ ๆ ไปที่ "ตราสโมสรใหม่" บนหน้าอกเสื้อ
ท่ามกลางเสียงโห่ฮาป่าที่แทบจะพังอัฒจันทร์ ทำไมคนเคยรักกันถึงต้องทำกันขนาดนี้? วันนี้เราจะมากระเทาะเปลือกเรื่องนี้ให้เห็นถึงแก่น
ภักดีต่อ 'ปัจจุบัน' คือหนทางรอดเดียวในโลกทุนนิยม
ตามการวิเคราะห์จากสื่อระดับโลกอย่าง สกายซ์สปอร์ต สิ่งหนึ่งที่แฟนบอลต้องยอมรับคือ ฟุตบอลในยุคปัจจุบัน คือธุรกิจเต็มรูปแบบ การที่นักเตะย้ายทีมไม่ใช่เรื่องของ "คนทรยศ" เสมอไป แต่มันคือการเปลี่ยนที่ทำงาน
เมื่อเขาเซ็นสัญญากับที่ใหม่ แฟนบอลกลุ่มใหม่ คือคนที่จะซัพพอร์ตเขา และบอร์ดบริหารใหม่คือคนที่จ่ายค่าเหนื่อย การชี้ไปที่โลโก้จึงไม่ใช่แค่ท่าดีใจ แต่มันคือการ "Declare Loyalty" หรือการประกาศความจงรักภักดีต่อปัจจุบัน เพื่อซื้อใจคนดูในบ้านหลังใหม่ประมาณว่า "ผมไม่ได้มาที่นี่เพื่อรับเงินแล้วจากไป แต่ผมพร้อมถวายหัวให้ที่นี่"
แม้ว่าการกระทำนั้นจะเหยียบย่ำหัวใจคนบ้านหลังเก่าก็ตาม ...
การระเบิดอารมณ์จาก 'แผลเป็น' ที่มองไม่เห็น
คนเรามักตัดสินนักเตะจากภาพที่เห็นในสนาม 90 นาที แต่ข้อมูลจากแหล่งข่าวอินไซด์ระบุว่า เบื้องหลังการย้ายทีมหลายครั้งมันคือ "ดราม่า" ที่จบไม่ลง หลายคนถูกบีบให้ย้าย ถูกแฟนบอลด่าทอในช่วงฟอร์มตก หรือถูกมองว่าเป็นส่วนเกินของสโมสร
หนึ่งในสตอรี่ที่ดุเดือดที่สุดของพรีเมียร์ลีก ต้องมีชื่อของ เวย์น รูนีย์ กับการเผชิญหน้าทีมเก่าอย่าง เอฟเวอร์ตัน อยู่ในลิสต์เสมอ
จาก "รัก" กลายเป็น "แค้น" ย้อนกลับไปตอนวัยรุ่น รูนีย์เคยโชว์เสื้อซับในที่มีประโยคสุดคลาสสิกว่า ‘Once a blue, always a blue’ เพื่อประกาศรักที่มีต่อทอฟฟี่สีน้ำเงิน แต่หลังจากย้ายไปแมนฯ ยูไนเต็ดด้วยค่าตัว 25.6 ล้านปอนด์ ประโยคนั้นกลับกลายเป็นหอกที่ทิ่มแทงแฟนบอล และเปลี่ยนความรักให้กลายเป็นความรู้สึกโดนทรยศ
เสียงโห่ที่กูดิสัน พาร์ค ผ่านไปเกือบ 3 ปีหลังจากย้ายทีม รูนีย์กลับมาเยือนถิ่นเก่า ในปี 2007 ท่ามกลางเสียงโห่ที่ดังสนั่นไม่เคยเปลี่ยน เกมนั้นดูเหมือนแฟนเจ้าถิ่นจะได้หัวเราะทีหลังดังกว่า เมื่อเอฟเวอร์ตันนำห่างถึง 2-0 ในช่วง 50 นาทีแรก!
แต่แล้วความระทึกขวัญก็เกิดขึ้น! "ปีศาจแดง" ฮึดสู้จนตีเสมอได้สำเร็จ และในนาทีที่ 79 รูนีย์ก็ทำแสบด้วยการชาร์จลูกที่เสาไกลให้ทีมแซงนำ 3-2... สิ่งที่เขาทำหลังจากนั้นคือการวิ่งไป "จุมพิตตราสโมสรแมนฯ ยูไนเต็ด" ต่อหน้าแฟนบอลทีมเก่าทันที
ปิดท้ายด้วยการที่เขาจ่ายให้ คริส อีเกิลส์ ยิงตอกฝาโลง จบเกมแมนฯ ยูไนเต็ด พลิกชนะ 4-2 พร้อมขยับเข้าใกล้แชมป์พรีเมียร์ลีกสมัยแรกของเขากับสโมสรไปอีกก้าว
อีกหรึ่งเคสที่คลาสสิกที่สุดคงหนีไม่พ้น เอ็มมานูเอล อเดบายอร์ สมัยค้าแข้งกับแมนฯ ซิตี้แล้ววิ่งข้ามฝั่งสนามไปสไลด์เข่าต่อหน้าแฟนอาร์เซน่อลเมื่อปี 2009 หรือแม้แต่เคสล่าสุดอย่าง ไค ฮาแวร์ตซ์ ที่ยิงประตูอดีตทีมเก่า เชลซี แล้วแสดงท่าดีใจด้วยการชี้ไปที่ตราสโมสรใหม่
จากหลายกรณีที่ผ่านมามันคือการส่งแมสเซจกลับไปหาคนรักเก่ากลาย ๆ ว่า "ดูเอาไว้ให้เต็มตา ว่าคนที่พวกคุณไม่ต้องการ ตอนนี้เขากำลังรุ่งโรจน์แค่ไหน" มันคือความสะใจปนความแค้นที่ถูกชำระด้วยผลงาน
'ภาพจำ' ในยุคโซเชียลมีเดียครองเมือง
บีบีซี สปอร์ต เคยตั้งข้อสังเกตว่า ในยุคที่ฟุตบอลถูกบริโภคผ่านคลิปสั้นและรูปภาพบนโซเชียล "ท่าดีใจ" คือส่วนหนึ่งของการสร้างแบรนด์ดิ้งส่วนตัว การชี้ตราสโมสรท่ามกลางดราม่า มันสร้างอิมแพ็คได้รุนแรงกว่าการเดินนิ่ง ๆ เป็นไหน ๆ
ภาพนักเตะชี้โลโก้ในแมตช์หยุดโลกจะกลายเป็นไวรัลทันที มันสื่อถึงความเป็นนักสู้ และความมุ่งมั่น ซึ่งเป็นภาพลักษณ์ที่แบรนด์สินค้าและเอเยนต์ชื่นชอบ เพราะมันแสดงถึงตัวตนที่ชัดเจนและมีสตอรี่ให้ขายได้ต่อไม่รู้จบนั่นเอง