อาร์เซน่อล ของ มิเกล อาร์เตต้า ทะลุชิง คาราบาว คัพ หลังโค่น เชลซี สกอร์รวม 4-2 จุดประกายความหวังกวาด 4 แชมป์ พร้อมสลัดภาพลักษณ์ทีมพระรอง
ถึงเวลาที่ อาร์เซน่อล จะสลัดคราบ “พระรอง” อย่างแท้จริง หลังเสียงนกหวีดสุดท้ายดังขึ้นที่ เอมิเรตส์ สเตเดี้ยม พร้อมชัยชนะเหนือ เชลซี ด้วยสกอร์รวม 4-2 ในรอบรองชนะเลิศ คาราบาว คัพ
ความสำเร็จครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการคว้าตั๋วสู่สนาม เวมบลีย์ แต่คือการปลดล็อกความกดดันที่สะสมมายาวนานเกือบ 6 ปี สำหรับทีมของ มิเกล อาร์เตต้า
บทเรียนจากความผิดหวัง
ตลอดช่วง 4 ปีที่ผ่านมา ภายใต้การคุมทีมของ อาร์เตต้า ทัพ “ปืนใหญ่” มักถูกมองว่าเป็นทีมที่ไปได้ไกลแต่ไม่สุด พวกเขาเข้าถึงรอบรองชนะเลิศหลายรายการ แต่ไม่สามารถผ่านด่านสำคัญไปได้ อีกทั้งยังพลาดตำแหน่งจ่าฝูง พรีเมียร์ลีก ในช่วงโค้งสุดท้ายหลายฤดูกาลติดต่อกัน
อย่างไรก็ตาม เกมล่าสุดสะท้อนพัฒนาการด้านสภาพจิตใจอย่างชัดเจน แม้รูปเกมเต็มไปด้วยความอึดอัด แต่ความนิ่งและความเก๋าเกมคือสิ่งที่สร้างความแตกต่าง โดยเฉพาะประตูช่วงทดเจ็บของ ไค ฮาแวร์ตซ์ ที่ตอกย้ำว่าทีมชุดนี้รู้วิธี “ปิดเกม” เพื่อคว้าชัย
“วิตามิน” แห่งชัยชนะของอาร์เตต้า
หลังจบเกม กุนซือชาวสเปน ระบุว่าความสำเร็จครั้งนี้เปรียบเสมือน “วิตามินที่ดีที่สุด” สำหรับนักเตะ เพราะในช่วงโปรแกรมถี่ที่ต้องลงสนามทุก 3 วัน พลังใจและเป้าหมายที่จับต้องได้อย่างถ้วยรางวัล คือแรงผลักดันสำคัญ
ด้าน เดแคลน ไรซ์ ยอมรับว่าไฟในการล่าแชมป์ของทีมกำลังลุกโชน ความผิดหวังจากฤดูกาลก่อนกลายเป็นแรงขับเคลื่อนให้ทุกคนต้องการก้าวข้ามขีดจำกัด
เวมบลีย์ไม่ใช่ปลายทาง
เป้าหมายของ อาร์เซน่อล ไม่ได้หยุดแค่รอบชิงที่ เวมบลีย์ ปัจจุบันทีมยังอยู่บนเส้นทางลุ้น 4 แชมป์ โดยรั้งจ่าฝูง พรีเมียร์ลีก ด้วยช่องว่าง 6 คะแนน และโชว์ผลงานยอดเยี่ยมในเวทียุโรปด้วยการเก็บชัยชนะ 100% คว้าอันดับ 1 ของรอบ ลีก เฟส
ฟอร์มการเล่นที่ลงตัวทั้งเกมรุกและรับ บวกกับขุมกำลังเชิงลึกคุณภาพสูง และประสิทธิภาพลูกนิ่งที่เฉียบคม ทำให้หลายฝ่ายยกย่องว่านี่คือ อาร์เซน่อล ชุดที่สมบูรณ์แบบที่สุดในรอบหลายทศวรรษ
บทพิสูจน์ความยิ่งใหญ่
ไม่ว่าคู่ชิงจะเป็น แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า หรือ นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด แชมป์เก่า รอบชิงชนะเลิศครั้งนี้คือบททดสอบสำคัญของรากฐานที่ อาร์เตต้า สร้างมา
หากพวกเขาต่อยอดโมเมนตัมแห่งชัยชนะได้สำเร็จ ฤดูกาล 2025/26 อาจกลายเป็นปีที่ชื่อของ อาร์เซน่อล ถูกจารึกในฐานะทีมผู้พิชิตอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงทีมพระรองอีกต่อไป