เจาะลึกบิ๊กแมตช์ คาราบาว คัพ แมนซิตี้ ปะทะ นิวคาสเซิ่ล สงครามตัวแทนกลุ่มทุนตะวันออกกลางที่เดิมพันด้วยศักดิ์ศรีและอนาคตของฟุตบอลถ้วย
เชื่อเหลือเกินว่าในสายตาของทีมใหญ่หลายทีม "คาราบาว คัพ" อาจเป็นแค่สนามเด็กเล่นไว้ลองตัวสำรอง หรือเป็นถ้วยที่เอาไว้ประดับตู้โชว์แก้เขิน แต่สำหรับแมตช์ที่ "เรือใบสีฟ้า" แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ต้องโคจรมาพบกับ "สาลิกาดง" นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด ในรอบนี้ ... คำว่า "โรเตชั่น" อาจถูกตีความใหม่
เพราะนี่ไม่ใช่แค่เกมฟุตบอล 90 นาที แต่มันคือการเผชิญหน้ากันของสองโปรเจกต์ยักษ์ใหญ่ที่ขับเคลื่อนด้วยเม็ดเงินมหาศาลจากอ่าวเปอร์เซีย และเป็นบทพิสูจน์ว่า "ผู้ท้าชิง" พร้อมหรือยังที่จะเขย่าบัลลังก์ "ราชา" ให้สั่นคลอน
เป๊ป กวาร์ดิโอล่า กับโจทย์ที่ไม่มีคำว่า "ยอม"
แม้ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า จะชอบบ่นเรื่องโปรแกรมเตะที่แน่นขนัด แต่ความพ่ายแพ้ไม่ใช่สิ่งที่อยู่ในพจนานุกรมของเขา โดยเฉพาะในรายการที่เขาเคยผูกขาดมาอย่างยาวนาน (2018-2021)
แต่การสูญเสียแผงกองหลังหลายรายทำให้ระบบที่เคยสมบูรณ์แบบเริ่มมีรอยร้าว เกมนี้จึงเป็นบททดสอบชั้นดีว่า "นักเตะชุดบี" ของซิตี้ยังคงมีความกระหายและดีพอที่จะประคองโครงสร้างแชมป์ไว้ได้หรือไม่ ในวันที่ทีมคู่แข่งไม่ได้มองว่าพวกเขาเป็นพระเจ้าอีกต่อไป
นิวคาสเซิ่ล ก้าวข้าม "ความเกรงใจ" สู่การเป็น "ยักษ์ใหญ่"
ข้อมูลจากสื่อหลายสำนักระบุชัดเจนว่านับตั้งแต่กลุ่มทุน PIF เข้ามาเทคโอเวอร์ เป้าหมายเดียวของ นิวคาสเซิ่ล คือ "ความสำเร็จที่จับต้องได้" การคว้าแชมป์ คาราบาว คัพ ในปีที่ผ่านมาพิสูจน์แล้วว่าพวกเขาต้องการประกาศศักดาอีกครั้ง
เอ็ดดี้ ฮาว รู้ดีว่าการเจอกับ แมนฯ ซิตี้ ในวันที่เรือใบไม่เต็มสูบ คือโอกาสทองที่จะสร้างการปรับเปลี่ยนทัศนคติของลูกทีมว่า "เราชนะได้ทุกทีมในโลก" เกมนี้เราอาจจะได้เห็น นิวคาสเซิล ที่วิ่งบดขยี้แบบถวายชีวิต เพราะสำหรับพวกเขา นี่คือประตูสู่ประวัติศาสตร์หน้าใหม่
สงครามตัวแทน
นี่คือประเด็นที่สื่อต่างประเทศอย่าง เดอะการ์เดี้ยนส์ มักหยิบยกมาเล่นเสมอ การพบกันของกลุ่มทุนจาก ยูเออี และ ซาอุดีอาระเบีย คือการประชันหน้าของ Soft Power ระดับโลก
กลุ่มทุนจาก อาบูดาบี ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า"เงินก็ซื้อความสำเร็จได้" ถ้ามีการบริหารที่ดีและมีกุนซือชั้นยอด แต่ว่าช่วงปีสองปีหลัง "เรือใบสีฟ้า" เริ่มดาวน์ลงเมื่ออยู่ในช่วงสร้างทีมใหม่ถ้วยนี้จึงเป็นโอกาสดีในการปูทางกลับคืนสู่ความสำเร็จแบบเบ็ดเสร็จ
ขณะที่กลุ่มทุนจากซาอุดีอาระเบียเริ่มนับหนึ่งกับความสำเร็จไปแล้ว เมื่อ"สาลิกาดง" คว้าแชมป์ลีกคัพเมื่อซีซั่นที่แล้วซึ่งเป็นโทรฟี่แชมป์ระดับสูงของอังกฤษใบแรกรอบ 70 ปี นับจากที่พวกเขาเคยได้แชมป์เอฟเอคัพเมื่อปี 1955
ในโลกของฟุตบอลทุนนิยม ผลแพ้ชนะในเกมนี้ถูกส่งต่อไปยังมูลค่าแบรนด์และความน่าเชื่อถือของโปรเจกต์สโมสร เดิมพันในเกมนี้จึงสูงลิบลิ่วเกินกว่าจะเป็นแค่รายการมิกกี้เมาส์คัพ