หลังทุ่มกว่า 400 ล้านปอนด์ในซัมเมอร์ที่ผ่านมา ลิเวอร์พูลยังเดินหน้าดีลใหญ่ต่อเนื่องกับการคว้า เฌเรมี่ ฌัคเก้ต์ ค่าตัว 55 ล้านปอนด์ คำถามคือ…พวกเขายังมีเงินพอได้อย่างไร และดีลนี้กระทบการเงินสโมสรแค่ไหน?
การคว้าตัว เฌเรมี่ ฌัคเก้ต์ ด้วยค่าตัว 55 ล้านปอนด์ อาจทำให้แฟนบอลตั้งคำถามทันทีว่า ลิเวอร์พูลเอาเงินมาจากไหน หลังเพิ่งทุ่มงบกว่า 400 ล้านปอนด์ไปในตลาดนักเตะช่วงซัมเมอร์ก่อนหน้านี้
คำตอบเริ่มต้นจากรายได้ระดับประวัติศาสตร์ ฤดูกาลที่ผ่านมา ลิเวอร์พูล ทำรายได้สูงถึง 702 ล้านปอนด์ ซึ่งเป็นตัวเลขสูงสุดในบรรดาสโมสรอังกฤษเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสร รายได้ก้อนนี้เกิดขึ้นจากหลายปัจจัย ทั้งผลงานในสนาม การขยายแอนฟิลด์ รายได้เชิงพาณิชย์ และกิจกรรมที่ไม่ใช่วันแข่ง
ยิ่งไปกว่านั้น รายได้ยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอีก จากสัญญาใหม่ ๆ ที่กำลังเดินหน้าอยู่ รวมถึงดีลผู้ผลิตชุดแข่งกับ Adidas ซึ่งถือเป็นหนึ่งในสัญญามูลค่าสูงของวงการฟุตบอลยุโรป
แม้ค่าเหนื่อยรวมของสโมสรจะทะลุ 400 ล้านปอนด์ ในฤดูกาล 2024/25 เป็นครั้งแรก แต่เมื่อเทียบกับรายได้ที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด สัดส่วนค่าแรงต่อรายได้กลับลดลงมาอยู่ที่ 60% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 6 ปี และยังอยู่ในกรอบที่สโมสรชั้นนำใช้ควบคุมความเสี่ยงทางการเงิน
อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญคือ การขายนักเตะ ซัมเมอร์ที่ผ่านมา ลิเวอร์พูล ขายผู้เล่นออกไปหลายราย ไม่ว่าจะเป็น หลุยส์ ดิอาซ, ดาร์วิน นูนเญซ, จาเรลล์ ควอนซาห์ รวมถึงนักเตะคนอื่น ๆ รวมรายได้จากการขายเกือบ 200 ล้านปอนด์ ซึ่งไม่เพียงช่วยเติมเงินสดเข้าสโมสร แต่ยังลดภาระค่าเหนื่อยระยะยาวลงอย่างมีนัยสำคัญ
เมื่อรวมทุกปัจจัยเข้าด้วยกัน การลงทุนเพิ่มอีก 55 ล้านปอนด์เพื่อคว้า ฌัคเก้ต์ จึงยังอยู่ในขอบเขตที่ ลิเวอร์พูล บริหารได้ทั้งในเชิงงบประมาณและโมเดลการเงินแบบพึ่งพาตนเอง
ดีลนี้จึงไม่ใช่การเสี่ยงเกินตัว แต่คือการใช้ความได้เปรียบทางรายได้ แปลงเป็นการลงทุนระยะยาวในแนวรับ เพื่อรองรับการรีบิลด์ทีมที่เริ่มต้นมาตั้งแต่ซัมเมอร์ที่ผ่านมา