สนทนาภาษา JACKIE หลังรอบลีกเฟส แชมเปี้ยนส์ ลีก ปิดฉาก ลิเวอร์พูล โชว์ฟอร์มดุถล่มคาราบัก 6-0 ผ่านเข้ารอบแบบไร้ปัญหา แต่ภาพเดิมยังตามหลอก ชนะบอลยุโรปสวยงาม ขณะที่ปัญหาเกมรับและเกมรุกเจอ Low Block ในพรีเมียร์ลีกยังต้องลุ้นต่อ โดยเฉพาะบททดสอบสำคัญกับนิวคาสเซิลที่รออยู่ตรงหน้า
สรุปภาพรวมลีกเฟส: 8 ทีมลิ่วรอบน็อคเอาท์ และชัยชนะท่วมท้นของหงส์แดง
รอบลีกเฟสจบลงพร้อม 8 ทีม ที่ตีตั๋วเข้ารอบไปรอทันที ส่วนอีก 8 ทีมต้องรอผู้ชนะจากรอบ เพลย์ออฟ (อันดับ 9-24) โดยอันดับสุดท้ายที่เบียดเข้าป้ายมาเพลย์ออฟได้สำเร็จคือ เบนฟิก้า ทีมของ โชเซ มูรินโญ ที่ต้องพึ่งความมหัศจรรย์ของ อนาโตลี ทรูบิน ผู้รักษาประตูทีมชาติยูเครน ที่ขึ้นมาโหม่งช่วยให้ทีมเอาชนะ เรอัล มาดริด 4-2 ดีใจกันใหญ่โตเพราะผลต่างประตูได้เสียดีกว่า มาร์กเซย อยู่เพียง 1 ลูก ซึ่งก็มาจากลูกโหม่งของ ทรูบิน นั่นแหละ!
สรุปโฉมหน้า 8 ทีมแรก
สำหรับ 4 ทีมแรกจาก 8 ทีมที่ได้สิทธิ์เล่นในบ้านนัดที่สอง ตั้งแต่รอบ 16 ทีมจนถึงรอบก่อนรองชนะเลิศ ได้แก่:
ส่วนอีก 4 ทีมที่เหลือคือ บาร์ซ่า, เชลซี, สปอร์ติ้ง ลิสบอน และ แมนซิตี้ โดยสรุปแล้วสโมสรจาก อังกฤษ เข้าไปถึง 5 ทีม ขาดเพียง นิวคาสเซิล ที่ต้องไปรอเล่นรอบเพลย์ออฟ นอกนั้นแบ่งเป็นชาติละ 1 ทีม คือ เยอรมนี, สเปน และ โปรตุเกส ส่วนเจ้าพ่อ ชปล. อย่าง เรอัล มาดริด และแชมป์เก่า ต้องไปเหนื่อยต่อในรอบเพลย์ออฟ
หงส์แดงถล่มคาราบัก 6-0: ซ้อมเกมรุก หรือ แค่ภาพลวงตา?
ทีมที่โชว์ฟอร์มได้ร้อนแรงที่สุดคือ ลิเวอร์พูล ที่เปิดรังถล่ม คาราบัก 6-0 ผมเองลุ้นให้ยิงเพิ่มอีกหนึ่งแต่ก็ได้เท่านี้ (5555) ใครไม่ได้ดูไม่ต้องซีเรียสครับ มาตรฐานของ คาราบัก เป็นรองหงส์แดงเยอะ อีกทั้งสมาธิของพวกเขาในครึ่งหลังไม่เน้นเลย พอเริ่มโดนยิงก็ถอดใจ เหมือนรู้ว่าพวกอันดับ 25 อย่าง มาร์กเซย, ยูเอสจี หรือ พีเอสวี นั้นไม่ไหวแล้ว คาราบักจึงโดนสอยง่ายๆ ถึง 6 ลูก
ไฮไลต์สำคัญในเกมนี้:
โม ซาลาห์: กลับมายิงได้แล้วด้วยลูกฟรีคิกสุดสวย และเล่นจนครบเวลา มีส่วนร่วมกับเกมเยอะมาก
อเล็กซิส แม็ค อัลลิสเตอร์: เหมาคนเดียวสองประตู ทั้งลูกโหม่งและจังหวะหลบผู้รักษาประตู
อูโก เอกิติเก้: ประสานงานกับ โฟลเรียน เวียร์ตซ์ ได้อย่างสวยงาม มีจังหวะสวนกลับที่ดูดีตามท้องเรื่อง
ชัยชนะที่สังเวยด้วยอาการบาดเจ็บ
ที่น่าตกใจคือชัยชนะครั้งนี้ต้องสังเวยด้วยตัวเจ็บเพิ่ม เจเรมี ฟริมปง ลงเล่นไปเพียง 2.10 นาที ก็มีอาการกล้ามเนื้อกระตุก ต้องรอเช็กว่าพักนานแค่ไหน กลายเป็นว่าตอนนี้แบ็กขวาเดี้ยงไปแล้ว 2 คน ทั้ง คอเนอร์ แบรดลีย์ ที่พักยาว และ ฟริมปง ที่รอเช็กอาการ
นอกจากนี้ โจ โกเมส ก็เจ็บ ส่วน คัลวิน แรมซีย์ โค้ชก็ยังไม่ไว้ใจ ทำให้ต้องใช้ วาทารุ เอนโด ลงมาเล่นแบ็กขวาจำเป็นในเกมนี้... ถามว่าดีขึ้นมั้ย? ผมคิดว่า "ไม่มีอะไรต้องคิดเช่นนั้น" ---
บทพิสูจน์ที่แท้จริงรออยู่ในพรีเมียร์ลีก
นี่เป็นอีกครั้งที่ลิเวอร์พูลโชว์ฟอร์มเยี่ยมใน ชปล. ส่วนใน พรีเมียร์ลีก ที่ต้องเจอกับ นิวคาสเซิล ต้องลุ้นกันต่อ ก่อนหน้านี้ชนะทั้ง เรอัล มาดริด และ มาร์กเซย เหมือนฟอร์มจะกลับมา... แต่ก็ยังไม่กลับ ยังวนเวียนอยู่ที่เดิมคือ "ชนะบอลยุโรป แพ้บอลพรีเมียร์"
ดังนั้น อย่าเพิ่งคาดหวังอะไรมากกับสกอร์ 6-0 โดยเฉพาะเมื่อคู่แข่งไม่ได้แข็งแกร่งและมีสไตล์คนละแบบกับบอลอังกฤษ แง่บวกเพียงอย่างเดียวคือการ "ซ้อมเกมรุก" เพื่อสร้างความมั่นใจให้นักเตะ
สำหรับเกมกับ นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด สัปดาห์นี้ เตือนไว้ก่อนเลยว่าคงต้องกลับมาลุ้นกันตัวโก่งอีกครั้ง เพราะปัญหาที่เด็กหงส์เผชิญในลีกยังแก้ไม่ได้และผิดซ้ำซากมาตลอด 23 นัด:
ลุ้นหนึ่ง "เกมรับ": อย่าให้มีงานหยาบเกิดขึ้น
ลุ้นสอง "เกมรุก": ต้องเจอแผน LOW BLOCK ของ เอ็ดดี ฮาว แน่นอน
อ้อ... สาลิกาดงเขามีลูกทุ่มไกลด้วยนะจะบอกให้ Mind the throwing PLS!
#JACKIE