เจาะลึกระบบลูกตั้งเตะของ อาร์เซน่อล ยุค มิเกล อาร์เตต้า เมื่อแท็กติก รายละเอียด และการเคลื่อนที่ เปลี่ยนลูกนิ่งให้เป็นอาวุธสังหารพรีเมียร์ลีก
อาร์เซน่อล ภายใต้การคุมทีมของ มิเกล อาร์เตต้า ยิงไปแล้ว 19 ประตูจากลูกเตะมุมในฤดูกาลนี้ ตัวเลขดังกล่าวไม่ได้สะท้อนเพียงพลังลูกกลางอากาศ แต่คือผลลัพธ์ของระบบ แท็กติก และรายละเอียดเชิงลึกที่ทำให้ลูกนิ่งของ “ปืนใหญ่” กลายเป็นปัญหาใหญ่สำหรับแนวรับคู่แข่ง
หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้ อาร์เซน่อล ยืนระยะเป็นทีมลุ้นแชมป์อย่างต่อเนื่อง ไม่ได้มีแค่เกมรุกที่ลื่นไหลหรือเกมรับที่เหนียวแน่น แต่คือประสิทธิภาพจากลูกตั้งเตะที่ยกระดับเป็นอาวุธหลักของทีม
ในฤดูกาลที่การแข่งขันพรีเมียร์ลีกสูสี รายละเอียดเล็ก ๆ กลายเป็นตัวตัดสินผลการแข่งขัน และสำหรับทีมของ อาร์เตต้า ลูกตั้งเตะไม่ใช่เพียงโอกาส แต่คือช่วงเวลาทำลายเกมรับคู่แข่งโดยตรง
ซีซั่นนี้เกือบ 30 เปอร์เซ็นต์ของประตูในลีกมาจากลูกนิ่ง ทั้งเตะมุม ฟรีคิก จุดโทษ และทุ่มไกล โดย อาร์เซน่อล ได้ประตูจากลูกตั้งเตะในลีก 17 จาก 40 ประตู และรวมทุกรายการทำได้ 19 ประตูจากลูกเตะมุม ตัวเลขที่ทำให้ทุกทีมต้องระวังทุกครั้งที่เสียเตะมุม
1. คุณภาพการเปิดบอล จุดเริ่มต้นของทุกอย่าง
หัวใจของลูกเตะมุมเริ่มตั้งแต่คนเปิดบอล ดีแคลน ไรซ์ และ บูคาโย่ ซาก้า รับบทหลักอย่างชัดเจน
ไรซ์ เปิดจากฝั่งซ้ายด้วยเท้าขวา
ซาก้า เปิดจากฝั่งขวาด้วยเท้าซ้าย
รูปแบบหลักคือบอลอินสวิงโค้งเข้าหาประตู ซึ่งตามสถิติมีโอกาสนำไปสู่ประตูมากกว่าบอลเอาท์สวิง และ อาร์เซน่อล ใช้วิธีนี้ถึง 81 เปอร์เซ็นต์ของเตะมุมทั้งหมด
ไรซ์ สร้างประตูจากลูกเตะมุมแล้ว 8 ประตู ขณะที่ ซาก้า มีส่วนร่วม 5 ประตู สะท้อนความแม่นยำและความสม่ำเสมอของจังหวะเปิดบอล
2. ความดุดันในกรอบเขตโทษ
แม้ค่าเฉลี่ยความสูงทีมอยู่เพียงอันดับ 15 ของลีก แต่ อาร์เซน่อล มีแนวรับร่างใหญ่ที่เล่นลูกกลางอากาศได้แข็งแกร่งอย่าง กาเบรียล มากัลเญส, วิลเลียม ซาลิบา และ ริคคาร์โด้ คาลาฟิออรี่ ที่เติมขึ้นมาเป็นประจำ
โดยเฉพาะ ซาลิบา ที่ได้รับบทบาทรบกวนผู้รักษาประตูโดยตรง ตัวอย่างชัดคือเกมที่โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ซึ่งเขาเข้าไปปะทะก่อนบอลหลุดถึง คาลาฟิออรี่ ยิงประตูชัย
หลังเกมดังกล่าว รูเบน อโมริม ระบุว่า อาร์เซน่อลได้รับอิสระมากเกินไปในจังหวะเตะมุม สะท้อนแรงกดดันที่คู่แข่งต้องเผชิญ
3. แผนลูกตั้งเตะหลากหลาย
ภายใต้การวางแผนของโค้ชลูกตั้งเตะ นิโคลัส โจเวอร์ จุดตกบอลถูกกระจายอย่างสมดุล
กลางประตู 37%
เสาแรก 23%
เสาไกล 15%
ตำแหน่งที่เกิดประตูจริงก็หลากหลายเช่นกัน กลางประตู 10 ประตู เสาแรก 8 ประตู และเสาไกล 6 ประตู
ผู้เปิดบอลไม่ได้จำกัดแค่ ไรซ์ และ ซาก้า แต่ยังมี มาร์ติน โอเดการ์ด, เอเบเรชี่ เอเซ่ และ โนนี่ มาดูเอเก้ มีส่วนร่วม ทำให้คู่แข่งจับทางได้ยาก
4. ทุกคนคือเป้าหมาย
แม้ กาเบรียล มากัลเญส จะนำทีมด้วย 4 ประตูจากลูกตั้งเตะ แต่จุดแข็งคือการไม่พึ่งพาผู้เล่นคนเดียว ฤดูกาลนี้มีนักเตะถึง 11 คนทำประตูจากลูกตั้งเตะ
รูปแบบเด่นคือการวิ่งตัดไลน์พร้อมกัน 3 คนจากเสาไกลเข้ากรอบ 6 หลา ตัวอย่างคือประตูของ เยอร์เรียน ทิมเบอร์ ในเกมยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก พบ บาเยิร์น มิวนิค ที่การเคลื่อนที่พร้อมกันทำให้แนวรับเสียตำแหน่ง
5. การเก็บจังหวะสอง
ทีมของ อาร์เตต้า ไม่หวังผลแค่จังหวะแรก แต่จงใจสร้างความชุลมุนหน้าประตู พวกเขายิงได้ 7 ประตูจากจังหวะฟลิก บอลตกซ้ำ หรือปะทะหน้าปากประตู รวมถึงได้ 2 จุดโทษ และ 4 ประตูจากการทำเข้าประตูตัวเองที่เกิดจากแรงกดดัน
เลอันโดร ทรอสซาร์ เคยยิงประตูชัยใส่ ฟูแล่ม จากจังหวะต่อเนื่อง และเกมกับ อินเตอร์ ที่เขาโหม่งชนคานก่อน กาเบรียล เชซุส ซ้ำเข้าไป
6. สมดุลเกมรุก–เกมรับ
แม้ดันผู้เล่นตัวใหญ่ขึ้นสูง แต่ทั้งฤดูกาล อาร์เซน่อล เสียประตูจากจังหวะสวนกลับในลีกเพียงลูกเดียว และเสียประตูรวมแค่ 14 ลูก
เบื้องหลังคือโครงสร้างป้องกันสวนกลับ โดยมักเหลือ ดีแคลน ไรซ์ กับผู้เล่นแนวรับคุมพื้นที่ครึ่งสนาม พร้อมเพรสซิ่งทันทีเมื่อเสียบอล
ลูกตั้งเตะของ อาร์เซน่อล จึงไม่ใช่แค่อาวุธทำประตู แต่เป็นเครื่องมือควบคุมจังหวะเกมและลดความเสี่ยงเกมรับในเวลาเดียวกัน