วิเคราะห์โครงสร้างการเงินที่พา ลิเวอร์พูล แซง แมนยู - แมนซิตี้

วิเคราะห์โครงสร้างการเงินที่พา ลิเวอร์พูล แซง แมนยู - แมนซิตี้
ข้อมูลจาก Deloitte Football Money League 2026 ซึ่งสรุปผลประกอบการฤดูกาล 2024/25 ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของ พรีเมียร์ลีก

การที่ ลิเวอร์พูล ก้าวขึ้นมาเป็น เบอร์ 1 ของ อังกฤษ ในแง่รายได้ (อันดับ 5 ของโลก) แซงหน้าทั้ง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ และ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มันเกิดจากปัจจัยเชิงกลยุทธ์ที่น่าสนใจ ดังนี้ครับ

1. การไปเล่น แชมเปี้ยนส์ ลีก และคว้าแชมป์ พรีเมียร์ลีก

หัวใจหลักของรายได้สโมสรฟุตบอลคือ Broadcasting Revenue ข้อมูลระบุชัดเจนว่า ลิเวอร์พูล ได้อานิสงส์จากการคว้าแชมป์ พรีเมียร์ลีก เมื่อฤดูกาลที่ผ่านมา และการยึดตั๋ว แชมเปี้ยนส์ ลีก ซึ่งมีระบบการกระจายรายได้ที่สูงกว่าถ้วยรองอย่างมหาศาล

ตามที่ คีแรน แม็กไกวร์ นักวิเคราะห์การเงินแวดวงฟุตบอล ระบุคือ รายได้จาก แชมเปี้ยนส์ ลีก สูงกว่า ยูโรปา ลีก ถึง 3.5 เท่า และสูงกว่า คอนเฟอเรนซ์ ลีก ถึง 7 เท่า 

การที่ทีมคู่แข่งอย่าง แมนยู ตกรอบเร็วหรือไม่ได้ไปเล่น แชมเปี้ยนส์ ลีก จึงทำให้ช่องว่างรายได้นี้ถ่างออกอย่างเห็นได้ชัด

เทียบกันระหว่างสองทีม ลิเวอร์พูล 836.1 ล้านยูโร (ประมาณ 702 ล้านปอนด์) ส่วน แมนยู 793.1 ล้านยูโร (ประมาณ 666 ล้านปอนด์)

2. โมเดลธุรกิจ "Stadium as an Ecosystem"

ลิเวอร์พูล ประสบความสำเร็จในการเปลี่ยน แอนฟิลด์ ให้กลายเป็นเครื่องจักรผลิตเงินตลอดทั้งปี ไม่ใช่แค่ 90 นาทีในวันที่มีแข่ง

Matchday Revenue : การขยายอัฒจันทร์ฝั่ง แอนฟิลด์ โร้ด เสร็จสมบูรณ์ ทำให้ความจุเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 61,000 ที่นั่ง ส่งผลให้รายได้จากตั๋วและ Hospitality พุ่งสูงขึ้น

Non-Matchday Events : สโมสรใช้สนามจัดคอนเสิร์ตใหญ่ (เช่น เทย์เลอร์ สวิฟท์) และกิจกรรมอื่น ๆ ซึ่งสร้างค่าธรรมเนียมมหาศาลโดยไม่ต้องเสียต้นทุนด้านฟุตบอลเพิ่มเติม

3. การเติบโตของ "Commercial & Retail" แบบก้าวกระโดด

ลิเวอร์พูล สร้างสถิติรายได้พาณิชย์ทะลุ 300 ล้านปอนด์เป็นครั้งแรก โดยเน้นไปที่

Global Megastores : การขยายฐานการขายสินค้าที่ระลึกไปทั่วโลก (โดยเฉพาะในเอเชียและอเมริกา)

Strategic Partnerships : การเลือกพันธมิตรที่ให้มูลค่าสูงขึ้นเรื่อย ๆ ตามความสำเร็จในสนาม ซึ่ง Deloitte ระบุว่ารายได้ส่วนนี้กลายเป็นรายได้หลักของสโมสรระดับท็อปไปแล้ว

4. วิกฤตศรัทธาและการเงินของคู่แข่ง

ในมุมมองนักวิเคราะห์ ความสำเร็จของ ลิเวอร์พูล ถูกขับเน้นด้วยการถอยหลังของยักษ์ใหญ่ทีมอื่นด้วย

แมนยู : สูญเสียตำแหน่งผู้นำด้านการตลาดที่เคยครองมานาน 10-15 ปี เพราะผลงานในสนามย่ำแย่ (จบอันดับ 15) และขาดรายได้จาก แชมเปี้ยนส์ ลีก

แมนซิตี้ : รายได้ลดลง 8.5 ล้านยูโร เพราะพลาดถ้วยรางวัลใหญ่เป็นครั้งแรกในรอบ 8 ปี และตกรอบ แชมเปี้ยส์ ลีก เร็วกว่าปกติ

...

การตัดสินใจต่อสัญญาสองคีย์แมน  โม ซาลาห์ กับ เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ ไปจนถึงปี 2027 คือจุดสะท้อนกลยุทธ์การบริหารสินทรัพย์ที่น่าสนใจ

ป้องกันภาวะผลงานดิ่งเหว : ในเชิงบัญชี การจ่ายค่าเหนื่อยระดับ £400,000 ต่อสัปดาห์ ดูเป็นภาระหนัก แต่หากเสียทั้งคู่ไปพร้อมกัน แล้วทีมหลุดพื้นที่ แชมเปี้ยนส์ ลีก รายได้จะหายไปทันทีอย่างน้อย £80-100 ล้านปอนด์ 

การจ่ายเพื่อรั้งตัวไว้จึงเป็นการซื้อประกันความเสี่ยงที่คุ้มค่าที่สุด

ความต่อเนื่องเชิงพาณิชย์ : ซาลาห์ คือแม่เหล็กดึงดูดเม็ดเงินจากสปอนเซอร์และยอดขาย Retail ทั่วโลก การเก็บเขาไว้ช่วยรักษาโมเมนตัมรายได้พาณิชย์ที่กำลังเป็นขาขึ้นให้เติบโตต่อเนื่อง

การบริหารงบดุล : แม้จะเสีย เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ ไปแบบไม่มีค่าตัว (ซึ่งเป็นความสูญเสียทางสินทรัพย์มูลค่าสูง) แต่ ลิเวอร์พูล เลือกใช้รายได้ที่ทำสถิติสูงสุดนี้ มาแบกรับค่าเหนื่อยของ ซาลาห์ และ ฟาน ไดค์ เพื่อประคองมาตรฐานทีม ไม่ให้เข้าสู่ช่วงตกต่ำเหมือนคู่แข่งรายอื่น

ซึ่งในระยะยาวแล้ว การอยู่ในจุดสูงสุดของตาราง Money League ต่อไปเรื่อย ๆ จะสร้างผลกำไรที่มหาศาลกว่าการขายนักเตะกินหลายเท่าตัว

การรั้งตัว ซาลาห์ และ ฟาน ไดค์ (แม้จะเสีย เทรนต์) คือการส่งสัญญาณว่าสโมสรยอมแลกกำไรทางบัญชีในอนาคตเพื่อรักษาสถานะเบอร์ 1 ของโลกฟุตบอลเอาไว้ 

ลิเวอร์พูล ใช้โมเดลความสำเร็จอันยั่งยืน (Sustainable Success) กล่าวคือใช้ความสำเร็จในสนาม (Winning Relevance) มาเปลี่ยนเป็นแรงศรัทธาของแฟนบอล (Emotional Capital) แล้วจึงเปลี่ยนเป็นเงินผ่านช่องทางพาณิชย์และสนามที่ทันสมัย

พวกเขาเองไม่ได้รวยเพราะเจ้าของทุ่มเงิน (Capital Injection) แต่รวยเพราะประสิทธิภาพการดำเนินงานที่สามารถเปลี่ยน "ผลการแข่งขัน" ให้เป็น "กระแสเงินสด" ได้ดีที่สุดในอังกฤษ ณ เวลานี้

...

สรุป 10 อันดับสโมสรฟุตบอลที่มีรายได้สุทธิเยอะที่สุดประจำฤดูกาล 2024-25 จากการจัดอันดับของ ดีลอยท์ (หน่วย: ล้านยูโร)

  1. เรอัล มาดริด : 1,161 ล้านยูโร 
  2. บาร์เซโลน่า : 974.8 ล้านยูโร
  3. บาเยิร์น มิวนิค : 860.6 ล้านยูโร
  4. ปารีส แซงต์-แชร์กแมง : 837 ล้านยูโร
  5. ลิเวอร์พูล : 836.1 ล้านยูโร 
  6. แมนเชสเตอร์ ซิตี้ : 829.3 ล้านยูโร
  7. อาร์เซน่อล : 821.7 ล้านยูโร
  8. แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด : 793.1 ล้านยูโร 
  9. ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ : 672.6 ล้านยูโร 
  10. เชลซี : 584.1 ล้านยูโร

#HOSSALONSO



ที่มาของภาพ : Gettyimages
BY : Hossalonso
ธีรศานต์ คงทอง
ติดตามช่องทางอื่นๆ:
Website : siamsport.co.th
Facebook : siamsport
Twitter : siamsport_news
Instagram : siamsport_news
Youtube official : siamsport
Line : @siamsport