ดูมั่นใจขึ้น

ดูมั่นใจขึ้น
มันคือเกมแรกในฤดูกาลนี้ที่ลิเวอร์พูลขยับจาก 2-0 เป็น 3-0 ได้

อย่างน้อยก็เป็นการพัฒนาขึ้นไปอีกขั้น หลังจากที่ 11 เกมก่อนหน้านี้ไม่เคยทำได้เลย

นำบอร์นมัธ 2-0 นำนิวคาสเซิ่ล 2-0 นำแอตเลติโก มาดริด 2-0 นำเอฟเวอร์ตัน 2-0 นำแอสตัน วิลล่า 2-0 นำเวสต์แฮม 2-0 นำลีดส์ ยูไนเต็ด 2-0 นำไบรท์ตัน 2-0 นำสเปอร์ส 2-0 นำวูล์ฟแฮมป์ตัน 2-0 นำบาร์นส์ลี่ย์ 2-0

ใน 11 เกมนี้มีเพียง 3 เกมเท่านั้นที่รักษาสกอร์ไว้ได้จนจบเกม ที่เหลืออีก 8 นัดเสียประตูตีไข่แตกให้คู่ต่อสู้พร้อมกับความปั่นป่วนที่ตามมาทั้งหมด และมีถึง 4 เกมที่เสียเพิ่มอีกลูกเป็นประตูตีเสมอ

อย่างไรก็ตาม ในจำนวน 4 เกมที่ถูกไล่ยิงมาเสมอ 2-2 ลิเวอร์พูลเร่งเครื่องหนีไปอีกครั้งเป็น 3-2 ได้ทั้งหมดเช่นกัน มีเพียงเกมเดียวที่ถูกไล่ยิงตีเสมอจบเกมที่ 3-3 คือวันเสมอลีดส์ที่เอลแลนด์ โร้ด

เท่ากับว่า 11 ครั้งที่ออกนำคู่ต่อสู้ 2-0 ลิเวอร์พูลชนะ 10 เสมอ 1 ไม่เคยกลับมาแพ้เลย และหลุดเสียแต้มแค่เกมเดียวเท่านั้น แม้จะมีภาพของความกระเสือกกระสนเกิดขึ้นตลอดก็เถอะ

ผมเคยเขียนถึงเรื่องนี้เอาไว้ครับ อยากเห็นเหมือนกันว่าจะมีเกมไหนที่ลิเวอร์พูลเพิ่มความมั่นใจให้ตัวเองด้วยการหนีคู่แข่งเป็น 3-0 ได้ไหม เพราะด้วยสภาพที่ห่างไกลจากความสมบูรณ์แบบ มีความผิดพลาดเกิดขึ้นเป็นระยะ การนำ 2 ประตูยังคล้ายจะเปิดโอกาสให้ฝ่ายตรงข้ามกลับมาได้ตลอดเวลา

ความทุลักทุเลหลาย ๆ เกมบอกอย่างนั้น แม้ผลลัพธ์สุดท้ายจะเป็นการกำชัยได้เกิน 90 เปอร์เซนต์ก็เถอะเมื่อนำห่าง 2-0

ลิเวอร์พูลไปเยือน โอลิมปิก มาร์กเซย ด้วยความรู้สึกแปลก ๆ จะว่ากังวลก็คงไม่ใช่ จะว่ามั่นใจก็คงไม่เชิง

ทีมไม่แพ้ใครมาติดต่อกัน 12 นัดก็จริง แต่ 5 เกมหลังสุดก่อนบุกสต๊าด เวโลโดรม เสมอไปถึง 4 เกม ที่ชนะได้ก็เอฟเอ คัพเหนือ บาร์นส์ลี่ย์ จากลีกวัน

มีหลุดเสมอลีดส์ เสมอฟูแล่ม เสมอเบิร์นลี่ย์ ฟอร์มการเล่นและผลลัพธ์น่าพอใจคงจะแค่วันที่เสมออาร์เซน่อลซึ่งนักเตะหงส์แดงเล่นเป็นพระเอกในครึ่งหลังเท่านั้น

ส่วนเกมกับเบิร์นลี่ย์กลายเป็นนานาจิตตัง บางคนบอกทีมเล่นเร็วขึ้น กล้าเสี่ยงขึ้น บุกมากขึ้น แต่บางคนบอกก็ยังเล่นช้าเหมือนเดิม เล่นกลัวแพ้เหมือนเดิม เล่นฟุตบอลตัวยูเหมือนเดิม

สำหรับผมมองเห็นเป็นแบบแรก ผมเห็นลิเวอร์พูลบุกและพาบอลขึ้นหน้าอยู่ตลอด ดุดันและทำเกมเร็ว แบ๊กทั้ง 2 ฝั่งเติมเกมถึงเส้นหลัง วิธีเล่น ความเร็ว ความมุ่งมั่นที่จะบุกไปยิงประตูให้ได้แตกต่างจากเกมอื่น ๆ ชัดเจน อย่างน้อยเปรียบเทียบกับผลเสมอทีมยูงทอง 0-0 นั่นยิ่งชัดว่ามันไม่เหมือนกันเลย

แต่ก็นั่นแหละครับ สายตาใครก็สายตามัน มองไม่เหมือนกันได้

เพราะฉะนั้นเกมกับเบิร์นลี่ย์สำหรับผม ผมพอใจในวิธีการและความมุ่งมั่นในการเล่นเกมบุกของทีม แต่แค่เสียดายผลลัพธ์ที่ออกมาเพราะพลาดโดนชุดสั้น ๆ ชุดนั้นชุดเดียวจริง ๆ

ในเกมฟุตบอล มีมากมายครับที่เกมดีกว่า โอกาสมากกว่า ไม่ได้หมายความว่าจะชนะเสมอไป อาร์เจนติน่าน็อกบราซิลรอบสองฟุตบอลโลก 1990 ลิเวอร์พูลชนะอาร์เซน่อลนัดชิงเอฟเอ คัพปี 2001 อาร์เซน่อลชนะแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดนัดชิงเอฟเอ คัพ 2005 เหล่านี้ล้วนเป็นเกมที่ฝ่ายชนะถูกพับสนามบุกแทบโงหัวไม่ขึ้นทั้งนั้น

ผมคิดว่าการตอบสนองในการเล่นของลิเวอร์พูลถูกกระตุกขึ้นในเกมกับเบิร์นลี่ย์ ผลการแข่งขันอาจไม่เป็นใจแต่วิธีการเล่นน่าคิดต่อไปว่า อาร์เน่อขยับวิธีเล่นของทีมขึ้นมาแล้วไหม หลังจากจำเป็นต้องเน้นความรัดกุมหลาย ๆ เกมก่อนหน้านี้เพื่อหยุดเลือด

เกมที่ สต๊าด เวโลโดรม เมื่อคืนวันพุธดูจะคล้าย ๆ อย่างนั้น ลิเวอร์พูลอาจไม่ได้บุกต่อเนื่องจนมีโอกาสยิงมากมายถึง 32 ครั้งอย่างเกมเสมอเบิร์นลี่ย์ แต่สิ่งหนึ่งที่ผมมองเห็นคือความมั่นใจที่มากขึ้น

นักเตะทุกคนทำหน้าที่ของตัวเองไม่ผิดพลาด ไม่มีสอบตก คะแนนผ่านเกณฑ์มาตรฐานกันทั้งตัวจริงและตัวสำรอง

โฟลเรียน เวียร์ทซ์ กับ อูโก้ เอกิติเก้ อาจไม่ถึงกับโดดเด่นนักแต่ก็มีโอกาสสร้างสรรค์เกมและเกือบทำประตูได้ กองหลังทั้งแผงมีสมาธิดี ช่วงครึ่งหลังที่มาร์กเซยเร่งจังหวะขึ้นมาอย่างน่าหวาดเสียวยังตั้งหลักรับมือได้

เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ บล็อกลูกยิงของ ทิโมธี เวอาห์ โจ โกเมซ ไม่มีผิดพลาด อลีสซง เบ็คเกอร์ ป้องกันลูกยาก ๆ 2 ครั้งทำให้โอแอ็มกลับมาไม่ได้

มิลอส เคอร์เคซ กับ เฌเรมี่ ฟริมปง อยู่ในขั้นโดดเด่นทีเดียวไม่เพียงรับผิดชอบเกมรับได้ดีแต่ยังเติมเกมบุกเร้าใจ มีประสิทธิภาพ

ไรอัน กราเฟนแบร์ก กับ โดมินิก โซโบซไล ก็เป็นอีก 2 คนที่เด่นในเกมนี้ ผนึกกำลังกับ เวียร์ทซ์ และ อเล็กซิส แม็ค อัลลิสเตอร์ ให้แดนกลางของลิเวอร์พูลครองเกมได้

ส่วน โมฮาเหม็ด ซาลาห์.. ท่าทีและการปฏิบัติของอาร์เน่อพอจะทำให้เราได้เห็นว่าความบาดหมางคงได้รับการสะสางไปแล้ว ทั้งคู่ทำงานร่วมกันต่อไปอย่างเป็นมืออาชีพ

อาร์เน่อส่งซาลาห์ลงเป็นตัวจริง สอดคล้องกับคำพูดของเขาที่บอกว่าได้คุยกันตั้งแต่ก่อนกัปตันทีมชาติอียิปต์จะเดินทางกลับจากโมร็อกโกในศึกแอฟริกัน เนชั่นส์ คัพ แล้ว ซาลาห์ยังคงเป็นนักเตะสำคัญของทีม และเขายินดีมากที่ได้ "โม" กลับมา ต่อให้เวลานี้จะมีกองหน้าอยู่ในทีม 15 คนก็ยังยินดี

ซาลาห์ได้เล่นตั้งแต่ต้นเกม คงเป็นความรู้สึกโหยหาของเขาทีเดียวนะครับเพราะเขาหลุดจากตัวจริง 5 เกมติด ต่อด้วยการหายไปอีก 7 เกมช่วงที่ไปช่วยทีมไอยคุปต์ในศึกแอฟคอน

และวิธีการเล่น.. ผมคิดว่าอาร์เน่อมองข้ามระบบปีกกึ่งกองหน้าทั้ง 2 ฝั่งไปแล้ว อย่างน้อยก็ในเวลานี้

ลิเวอร์พูลในยุคปรับรูปแบบการเล่นช่วงนี้คือช่วงที่ไม่ใช้ปีก บางเกมไม่ใช้ทั้ง 2 ข้าง บางเกมก็ใช้แค่ฝั่งเดียว

เพราะมันตอบสนองความต้องการและคุณสมบัติของนักเตะในทีมเวลานี้มากกว่า ลิเวอร์พูลมีกองกลางเทคนิคดีหลายคน เมื่อเล่นร่วมกันทำให้มีผู้เล่นในพื้นที่กลางสนามแน่น เสียบอลยาก

พื้นที่ทางปีกตกลงไปเมื่อเทียบกับฤดูกาลที่แล้ว แบ๊กใหม่ก็ยังไม่เข้าที่เข้าทาง เขาจึงต้องปรับแก้ตามสถานการณ์ ใช้มันมาตั้งแต่เกมบุกชนะเวสต์แฮม ยูไนเต็ด หลังถูกยิงพรุน 3 นัด 10 ลูก (แมนเชสเตอร์ ซิตี้ น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ พีเอสวี ไอนด์โฮเฟ่น) ผลลัพธ์คือเกมที่ช้าลง มีหลุดเสมอน่าหงุดหงิดบ้าง แต่ทีมไม่แพ้ตามที่ต้องการมา 11 นัดก่อนรับมือเบิร์นลี่ย์เมื่อวันเสาร์ อีกทั้งยังมีเกมที่น่าพอใจแทรกอยู่เช่นกันในนั้นไม่ใช่ว่าแย่ไปหมดเสียทีเดียว

แต่เมื่อมีซาลาห์อยู่ในทีมและต้องลงสนาม อาร์เน่อจึงต้องปรับรูปแบบอีกครั้งเพื่อการใช้งานดาวเตะอันดับหนึ่งของทีม

ความที่ฟอร์มการเล่นในพื้นที่เดิมตกลงไป ซาลาห์ถูกส่งเข้าไปยืนตัวในเป็นกองหน้าคู่กับเอกิติเก้ ข้างหลังมี เวียร์ทซ์ กับ โซโบซไล เป็นคู่มิดฟิลด์ตัวบน ขยับลงไปอีกเป็น แม็ค อัลลิสเตอร์ กับ กราเฟนแบร์ก เป็นคู่กองกลางตัวล่าง

ลิเวอร์พูลเล่นในรูปแบบ 4-2-2-2 ตรงกลางยังแน่นเหมือนเดิม ส่วนการตั้งเกมรับจะยืนเป็น 4-2-4 มีผู้เล่นตรงกลาง 4 คนเช่นเดิม ถ้าคู่แข่งจะทะลวงตรงกลางก็ยากหน่อย บีบให้ออกไปเล่นด้านข้างแทน

กระนั้นเรื่องรูปแบบการเล่นนั้นเป็นเพียงส่วนหนึ่ง ความมั่นใจต่างหากที่สำคัญ ผมคิดว่ามันมีเพิ่มขึ้น ลิเวอร์พูลพร้อมเล่นบอลแนวลึกตลอดเมื่อมีโอกาส กล้าผ่านบอลทะลุระหว่างแนว กล้าเอาบอลไปเล่นในพื้นที่หน้าแนวรับ แนวคิดคล้าย ๆ กับเกมเบิร์นลี่ย์ที่กล้าเล่นเสี่ยง และดูเหมือนการเล่นแบบนี้จะสอดคล้องกับธรรมชาติของนักเตะมากกว่า

ถ้ามันเป็นอย่างที่คิดจริง บางทีการค่อย ๆ ปรับเกมให้ช้าลง เล่นให้แน่นอนขึ้น เพื่อให้แพ้ยากขึ้นที่ผ่านมา อาจเป็นพื้นฐานที่ทำให้ความเชื่อมั่นมากขึ้นและกล้าขึ้นก็ได้

มันประกอบกับการกลับมาของคุณภาพอย่างซาลาห์ และการปรับตัวเข้ากับทีมได้ดีขึ้นอีกสำหรับนักเตะใหม่อย่างเวียร์ทซ์ ฟริมปง และเคอร์เคซ โดยเฉพาะแบ๊กซ้ายฮังกาเรียนที่ผลงานเตะตาติด ๆ กันมา 2 นัดแล้ว

เป็นแนวโน้มที่ดี

สิ่งที่อาร์เน่อพูดหลังจบเกมนั้นน่านำไปคิดตามนะครับ เขาบอกว่า 14 เกมหลังสุดที่ทีมไม่แพ้ใครนั้น (จริง ๆ คือ 13 เกมถ้านับเฉพาะที่ไม่แพ้ต่อเนื่อง เข้าใจว่าเขาน่าจะนับผิด) ลิเวอร์พูลมีช่วงเวลาตามหลังคู่แข่งรวมกันแค่ 54 นาทีเท่านั้น (จากเวลาเต็ม 1,170 นาที)

และการยกตัวอย่างที่เห็นภาพปัญหาแก้ไม่ตกของลิเวอร์พูลในฤดูกาลนี้คือลูกที่เอกิติเก้ยิงชนคานแล้วโดนโอแอ็มโต้กลับไปจนเกือบยิงตีเสมอ 1-1 นั้น ถ้าเป็นหลาย ๆ ครั้งที่ผ่านมาในซีซั่นนี้ ลิเวอร์พูลโดนตีเสมอไปแล้ว..

ลิเวอร์พูลไม่เด็ดขาด ใช้โอกาสเปลือง และเกมรับมีข้อผิดพลาดไล่ตั้งแต่แดนบนลงมา บุกแล้วยิงไม่ได้ สกอร์ไม่ขยับเพิ่ม และก็มาพลาดถูกทะลวงตาข่าย

เป็นอย่างนี้ครั้งแล้วครั้งเล่าจนแก้ไม่ตก หลายครั้งที่เกมดีแล้ว เหมือนจะควบคุมทุกอย่างอยู่ในมือแล้ว แต่ก็ยังมีความผิดพลาดส่วนบุคคลกระชากคู่แข่งให้กลับมาสู่เกม

การยกตัวอย่างของอาร์เน่อจึงเป็นการแสดงให้เห็นถึงปัญหาที่เกิดขึ้นในฤดูกาลนี้ ซึ่งเขาและลูกทีมก็พยายามแก้ไขมาตลอด

ได้บ้างไม่ได้บ้าง และยังห่างไกลจากคำว่าสมบูรณ์แบบ แต่พวกเขาก็พยายาม ด้วยการเปลี่ยนวิธีการอย่างที่เห็น

ชัยชนะที่มาร์กเซยน่าจะทำให้บรรยากาศดีขึ้น ส่วนการเล่นแมตช์ต่อไปกับบอร์นมัธวันเสาร์นี้ยังคาดเดาไม่ได้เหมือนกันว่าอาร์เน่อจะให้ลูกทีมเล่นแบบไหน

แน่นอนครับ เดอะค็อปคงอยากเห็นทีมเล่นเกมบุกเต็มที่ และเล่นอย่างมั่นใจ รอดูกันล่ะครับอีก 2 วันก็รู้แล้ว

ตังกุย



ที่มาของภาพ : -
BY : ตังกุย
ณัฐพล ดำรงโรจน์วัฒนา
ติดตามช่องทางอื่นๆ:
Website : siamsport.co.th
Facebook : siamsport
Twitter : siamsport_news
Instagram : siamsport_news
Youtube official : siamsport
Line : @siamsport