จริงๆ ผมไม่ค่อยอยากเขียนถึงเรื่องนี้นะครับ เพราะไม่อยากให้อดีตดาวเตะพันธุ์อสูรยุคเรืองอำนาจอย่าง พอล สโคลส์ กับ นิคกี้ บัตต์ ถูกแฟนบอลในโลกโซเชี่ยล จิกหัวด่า แต่ไปๆ มาๆ มันดันกลายเป็นไฟลามทุ่งจนเกินอุเบกขาจะทัดทานทน !!!
1. ย้อนไปเมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา ก่อนศึกแมนเชสเตอร์ ดาร์บี้ ที่ โอลด์ แทรฟฟอร์ด
พอล สโคลส์ กับ นิคกี้ บัตต์ จัดรายการ 'พอดแคสต์' ด้วยกันในผับ
ด้วยความที่ไม่ทางการ และไม่ใช่รายการทีวี หรือรายการวิพากษ์วิจารณ์ลูกหนังอย่างจริงจัง ประกอบกับช่วงนั้นฟอร์มการเล่นของปีศาจแดงกำลังห่วยแตก ทำให้ 2 อดีตดาวดังพูดแบบคะนองปากว่า แมนฯ ยูไนเต็ด แกเด๊ดห่าแน่
ไอ้หัวแดงอั้งม้อบอกว่า ลิซานโดร มาร์ติเนซ คงจะรับมือกองหน้ามหาประลัยอย่าง เออร์ลิ่ง ฮาลันด์ ไม่ไหวแน่ ก่อนชี้ว่าไอ้เด็กยักษ์ไวกิ้งจะกระทุ้งตาข่ายได้ แล้วบรรจงโยนกองหลังร่างเล็กเข้าไปซุกตาข่าย
พลัน นิคกี้ บัตต์ ผสมโรงว่าบุตรของ อัล์ฟ อิงเก้ คงจะวิ่งไปพลางอุ้มกระเตงดาวเตะส่วนสูง 175 เซนติเมตรไปด้วย
อืมมมมมมม...นะ
2. การณ์กลับไม่เป็นเช่นนั้น
นอกจาก แมนฯ ยูไนเต็ด จะชำเรา แมนฯ ซิตี้ ด้วยสกอร์ 2-0 บนฟอร์มการเล่นที่ไฉไลเป็นบ้า
นักเตะที่เล่นไม่ออกกลับเป็น เออร์ลิ่ง ฮาลันด์ เมื่อเขาถูก ลิช่า มาร์ติเนซ ยัดใส่กางเกงในตลอดเกมเลยทีเดียว
หลังจบเกม นักข่าวไปถามกองหลังร่างเล็กหลังจบเกมทันทีว่ารู้สึกยังไงที่โดนอดีต 2 ตำนานกองกลางของทีมด้อยค่าแบบนี้
เจ้าของสมญา 'คนหั่นเนื้อ' จึงได้ทีขี้แพะไหล ตอกหน้าคืนกลับไปว่า “เขาจะพูดอะไรก็ได้ที่อยากพูด”
“ผมบอกเขาไปแล้วว่าถ้าอยากจะพูดอะไรถึงกู เอ้ย! ผม มาเจอกันที่บ้านผมก็ได้นะครับ”
“ทุกคนพูดกันไปเรื่อยเปื่อยในจอทีวี แต่ถ้ามานั่งเจอกันซึ่งๆ หน้าตรงนี้ แม่งคงไม่มีใครกล้าพูดหรอก”
พอเห็นนักเตะรุ่นน้องสวนกลับ 'สโคลซี่' โพสต์ข้อความถึงดาวเตะฟ้าขาวหลังเกมทันที
“บางคนเล่นได้ดีนะ ผมมีความสุขไปกับเขาด้วยจริงๆ ว่าแต่ขอน้ำชาไม่ใส่น้ำตาลนะ”
Tea, no sugar ว่ากันว่าเป็นสำนวน แต่ผมว่าเฮียหมาแกหมายความตามนั้นตรงๆ
คือกูพร้อมไปแดกน้ำชาที่บ้านมึง !!!
3. ซัดกันไปคนละดอกก็นึกว่าจะจบ แต่กลายเป็นว่า พอล สโคลส์ กับ นิคกี้ บัตต์ ยังพาดพิงถึง 'ลิช่า' ตอนมานั่งจัดรายการด้วยกันอีกรอบ
อดีตมิดฟิลด์หัวแดงเพลิงกล่าวทำนองว่านักเตะอย่าง
ลิซานโดร มาร์ติเนซ คงจะช่วยให้ แมนฯ ยูไนเต็ด เป็นแชมป์พรีเมียร์ลีกไม่สำเร็จหรอก
ขณะที่ 'บัตตี้' กระหน่ำตามน้ำไปอีกหนึ่งดอกประมาณว่า...ถ้ายังอ่อนไหวกับคำวิจารณ์ ก็อย่ามาอยู่กับสโมสรใหญ่ๆ แบบนี้เลย กูอายุ 50 แล้วคงไม่ไปมีเรื่องกับใครหรอก
4. เรื่องอดีตดาวดังยุครุ่งเรืองชอบเอาเลื่อยไฟฟ้ายัดเข้าไปในรูดาร์คซ์นักเตะของ แมนฯ ยูไนเต็ด ยุคนี้น่าจะทำให้ผู้เล่นพันธุ์อสูรชุดปัจจุบันชักจะรำคาญเต็มทน
ครั้นจะไปห้ามปากนักเตะรุ่นพี่เหล่านี้ที่เคยประสบความสำเร็จก็คงเป็นไปไม่ได้ เพราะมันเป็นหน้าที่การงานของพวกเขา
ความจริงคือในอดีต แมนฯ ยูไนเต็ด ดันสร้างมาตรฐานเอาไว้สูงเกินไป และเกินไปกว่าตำนานของทีมอื่น
นี่คือคำตอบของคำถามที่ว่าทำไมถึงไม่มีนักเตะในตำนานของทีมอื่นออกมาวิจารณ์นักเตะทีมเก่าของตัวเองเหมือนนักเตะในตำนานของปีศาจแดงบ้าง
ความกดดันเลยตกอยู่กับนักเตะรุ่นนี้ที่ผีเข้าผีออกทำอะไรไม่ได้ดั่งใจอดีตดาวดังในอดีตสักที
คิดง่ายๆ ว่าถ้าเล่นดี ผลงานดี มีความสม่ำเสมอ ก็ย่อมไม่มีใครมาด้อยค่าแบบนี้ได้
5. ต่อไปคือความเห็นของผม
ต่อให้ไม่เป็นทางการ หรือคุยกันขำๆ ก็เหอะ
แต่ พอล สโคลส์ กับ นิคกี้ บัตต์ เล่นงาน ลิซานโดร
มาร์ติเนซ อย่างรุนแรงแบบเกินห้ามใจไปจริงๆ แม้นจะอยู่ในพื้นฐานแห่งความหวังดีก็ตาม
มันควรจะนึกถึงใจเขาใจเราบ้าง
ที่สำคัญคือมันคนละยุคคนละสมัย ซึ่งบริบทรอบด้านมันแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
ตำนานทั้งคู่จึงถูกเด็กผีนรกในโลกโซเชี่ยลยุคนี้จิกหัวด่าพลางด้อยค่าแบบสาดเสียเทเสีย
ผมเห็น นิคกี้ บัตต์ โดนเด็กผียุคนี้ที่คงเกิดหรือโตไม่ทันดูเขาเอาไปปู้ยี่ปู้ยำว่าเป็นแค่ตัวสำรองกระจอกๆ คนหนึ่ง แล้วก็ได้แต่ถอนหายใจ
พอล สโคลส์ ก็เช่นกันที่พอถูกสวนกลับแล้วแทนที่จะเจ๊ากันไป 1-1 แล้วจบก็ดันไม่ยอมจบ
เพราะคำว่า 'อีโก้' หรือ 'อัตตา' อันเกิดจากความสำเร็จในอดีตนี่แหละ
ลิซานโดร มาร์ติเนซ ก็เช่นกันที่ควรใช้ความสามารถ และใช้ผลงานอันไฉไลบนฟลอร์หญ้าตบปากรุ่นพี่แทนที่จะใช้คำพูดตอกกลับ
ทัศนคติเป็นเรื่องสำคัญ เวลาถูกวิจารณ์หนักๆ นักเตะที่ทัศนคติดีจะนิ่งเสียตำลึงทอง แล้วเอาคำปรามาสมาเป็นแรงขับดันและแรงกระตุ้น เพื่อพิสูจน์ตัวเองให้เห็นว่าไม่ได้เป็นอย่างที่ถูกจาบจ้วงจึก
มิใช่สวนคืนด้วยอารมณ์อยากเตะหน้าคน
งานนี้ไม่มีคนชนะ มีแต่คนที่แพ้อย่าง แมนฯ ยูไนเต็ด ที่ดันกัดกันเองซะอย่างนั้น
แต่คิดไปคิดมาก็ดีเหมือนกันที่ฟัดกันแรงๆ แบบนี้
เพราะต่อไปพวกอดีตดาวเตะนามอุโฆษก็คงต้องระมัดระวังในการใช้คำวิพากษ์-วิจารณ์ให้มันถนอมน้ำใจกันมากกว่านี้
หวังว่าอะนะ
#บอบู๋