ผลงาน 7 นัดหลังสุดที่ไร้ประตูแบบไม่รวมจุดโทษของ เออร์ลิง ฮาลันด์ อาจไม่ได้สะท้อนแค่ปัญหาฟอร์มการยิง แต่คือผลพวงจากโปรแกรมถี่และการใช้งานต่อเนื่อง ที่เริ่มกัดกินทั้งความสดและความเฉียบคมของดาวยิง แมนฯ ซิตี้
โปรแกรมการแข่งขันที่อัดแน่น ผนวกกับตัวเลือกในแดนหน้าที่มีจำกัด ทำให้ ฮาลันด์ ต้องรับภาระหนักกว่าที่ควร การลงเล่นอย่างต่อเนื่องเริ่มส่งผลต่อทั้งสภาพร่างกายและความเฉียบคม คำถามจึงไม่ใช่แค่ฟอร์มของดาวยิงชาวนอร์เวย์ แต่คือถึงเวลาหรือยังที่ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ต้องบริหารสภาพร่างกายของเขาอย่างจริงจัง ก่อนที่จะถึงช่วงสำคัญของฤดูกาล
1. โปรแกรมถี่ ฮาลันด์ แทบไม่ได้พัก
ฤดูกาลนี้ ฮาลันด์ แทบไม่รู้จักคำว่า “พัก” และไม่ใช่เพราะ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ไม่ต้องการถนอมร่างกายหัวหอกตัวเก่ง แต่สถานการณ์รอบด้านบีบให้ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ต้องใช้งานกองหน้ารายนี้
ดาวยิงทีมชาตินอร์เวย์ ลงสนามไปแล้วถึง 30 จาก 32 นัดในทุกรายการ รวมเวลามากกว่า 2,400 นาที มากกว่าเพื่อนร่วมทีมทุกคนอย่างชัดเจน ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า ซิตี้กำลังใช้งาน ฮาลันด์ แบบเต็มกำลัง
โดยเฉพาะบนเวทียูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ที่แม้ “เรือใบสีฟ้า” จะรั้งอันดับ 4 ของตาราง แต่ความได้เปรียบแทบไม่มี ช่องว่างระหว่างพื้นที่ปลอดภัยกับโซนเพลย์ออฟห่างกันเพียงแต้มเดียว หากพลาดเพียงนัดเดียว อาจทำให้เส้นทางในรอบต่อไปยากขึ้นทันที
บทเรียนจากฤดูกาลก่อนยังติดตา ซิตี้เคยเกือบไม่รอดตั้งแต่รอบแรก และต้องจอดป้ายตั้งแต่รอบเพลย์ออฟ นั่นทำให้ เป๊ป ไม่กล้าเสี่ยงซ้ำรอย โดยเฉพาะการพักผู้เล่นที่เป็นศูนย์กลางเกมรุกอย่าง ฮาลันด์
2. ขุมกำลังไม่เอื้อ ฮาลันด์ คือทางเลือกเดียวในแดนหน้า
ปัญหาไม่ได้อยู่ที่แท็กติกเพียงอย่างเดียว แต่คือโครงสร้างทีมในแนวรุกที่แทบไม่เปิดช่องให้หมุนเวียน การที่ โอมาร์ มาร์มูช เดินทางไปรับใช้ทีมชาติอียิปต์ในศึกแอฟริกา คัพ ออฟ เนชั่นส์ ทำให้แมนฯ ซิตี้ เหลือศูนย์หน้าธรรมชาติให้ใช้งานเพียงรายเดียว ฮาลันด์ จึงกลายเป็นคำตอบเดียวโดยปริยาย
นั่นอธิบายได้ว่าทำไมดาวยิงวัย 25 ปี ต้องถูกส่งลงสนามแทบทุกรายการ ตั้งแต่เกมใหญ่ในยุโรป ไปจนถึงบอลถ้วยภายในประเทศ แม้บางนัดจะไม่ใช่เกมที่จำเป็นต้องส่งเขาลงสนาม
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ ฮาลันด์ ลงสนามในศึกคาราบาว คัพ รอบก่อนรองชนะเลิศ พบ เบรนท์ฟอร์ด ซึ่งนับเป็นการลงเล่นรายการนี้ครั้งแรกนับตั้งแต่ย้ายมาร่วมทีมในปี 2022
นอกจากนี้ ฮาลันด์ ยังมีชื่อเป็นตัวจริงในเกมเอฟเอ คัพ รอบสาม ที่พบกับ เอ็กเซเตอร์ ซิตี้ ถือเป็นครั้งแรกที่เขาได้ลงเล่นรอบนี้ แม้จะถูกเปลี่ยนตัวออกในช่วงพักครึ่งก็ตาม
3. เป๊ป รับสภาพ ใช้งานหนักจนร่างกายเริ่มส่งสัญญาณ
ก่อนศึกแมนเชสเตอร์ ดาร์บี้ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า ฮาลันด์ อยู่ในสภาพ “อ่อนล้า” จากการลงสนามอย่างต่อเนื่อง พร้อมยอมรับโดยนัยว่าการบริหารขุมกำลังของตนมีส่วนทำให้ดาวยิงชาวนอร์เวย์ต้องแบกรับภาระหนักเกินไป
ฤดูกาลนี้ ฮาลันด์ แทบไม่มีโอกาสได้พักเต็ม ๆ เขาหลุดจากทีมตลอดเกมเพียงสองนัดในศึกคาราบาว คัพ และมีเพียงครั้งเดียวในยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ที่เริ่มต้นด้วยการเป็นตัวสำรองในเกมพ่าย ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น 0-2
ความพ่ายแพ้ในเกมนั้น แม้เป๊ปจะส่งตัวหลักลงมาแก้เกมในครึ่งหลัง กลายเป็นบทเรียนสำคัญ และเป็นเหตุผลที่ทำให้กุนซือชาวสเปนเลือกใช้งานฮาแลนด์อย่างต่อเนื่องในช่วงหลัง
4. ฟอร์มเริ่มแผ่วตามสภาพร่างกาย
แม้สภาพร่างกายจะเริ่มอ่อนล้า แต่ เป๊ป ยังไม่คิดพัก ฮาลันด์ ในเร็ว ๆ นี้ โดยย้ำหลังเกมดาร์บี้ว่า ทีมยังต้องพึ่งพาดาวยิงรายนี้อย่างมาก
“เราต้องการ เออร์ลิง เขาสำคัญกับเรามาก การเล่นทุก ๆ สามวันคือความท้าทายในการรักษามาตรฐานให้ต่อเนื่อง” เป๊ป กล่าว
อย่างไรก็ตาม สัญญาณเริ่มชัดขึ้น ฮาลันด์ ทำไปถึง 24 ประตูจาก 23 นัดแรกของฤดูกาล แต่ฟอร์มฝืดในเกมเสมอแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ซึ่งเป็นการลงสนามนัดที่ 6 ภายใน 17 วันของปี 2026 สะท้อนว่าความถี่ของโปรแกรมเริ่มส่งผลต่อทั้งความสดและความเฉียบคม
5. ถึงเวลาบริหารร่างกาย ไม่ใช่ฝืนใช้งาน
ช่วงฟอร์มเงียบของ ฮาลันด์ ไม่ใช่เรื่องใหม่ และไม่น่าจะลากยาว หากได้รับการบริหารจัดการที่เหมาะสม
โปรแกรมข้างหน้าถือว่าเปิดช่องให้หมุนเวียนได้ ไม่ว่าจะเป็นเกมเยือน โบโด กลิมท์ ที่ขาดความต่อเนื่องจากการปิดฤดูกาลลีก หรือเกมเหย้ากับ วูล์ฟแฮมป์ตัน รวมถึงนัดสุดท้ายรอบลีกกับ กาลาตาซาราย หากสถานการณ์เข้ารอบชัดเจนแล้ว
จากนั้นยังมีโปรแกรมหนักรออยู่ ทั้งการเจอ สเปอร์ส, ลิเวอร์พูล และ คาราบาว คัพ รอบรองชนะเลิศ นัดสองกับ นิวคาสเซิ่ล ซึ่ง ซิตี้ กุมความได้เปรียบจากสกอร์รวม 2-0 และได้เล่นในบ้าน
แม้ ฮาลันด์ จะถูกมองว่าแข็งแกร่งราวกับเครื่องจักร แต่ในความเป็นจริง เขาก็ยังเป็นนักเตะที่ต้องการการบริหารจัดการที่เหมาะสม การพักเขาออกจากบางเกม อาจเป็นกุญแจสำคัญในการเรียกความสดและความเฉียบคมกลับมา มากกว่าการฝืนใช้งานทุกนัดจนร่างกายส่งสัญญาณเตือน