เหตุการณ์ที่คล้ายคลึงกันระหว่าง เออร์ลิง ฮาลันด์ กับ วิคตอร์ เยอเคเรส ในเกมคาราบาว คัพรอบรองชนะเลิศนัดแรกเมื่อคืนวันอังคารกับพุธที่แล้วบอกกับเราอีกครั้งว่าการใช้ VAR ยังคงมีปัญหา
เป็นปัญหาเรื่องการตีความในเหตุการณ์ที่เหมือนกัน คล้าย ๆ กัน หรือมีเนื้อหาในประเด็นเรื่องเดียวกัน.. แต่ผลลัพธ์ของการตัดสินออกมาไม่เหมือนกัน
ผมยังคงเชื่อว่าการมี VAR ดีกว่าไม่มี VAR เพราะในขณะที่เรามองเห็นความผิดพลาดและปัญหาของมันที่เกิดขึ้นเป็นระยะ ๆ เราอาจจะลืมไปแล้วว่ามันช่วยแก้ปัญหาที่เคยมีได้ชะงัด
ปัญหาแบบที่เห็นกันชัดเจนอย่างเช่นล้ำหน้าชัดเจน ไม่ล้ำหน้าชัดเจน เจตนาใช้มือปัดบอลชัดเจน ใบแดงชัดเจน ถูกแก้ไขได้หมดแทบจะ 100%
เราไม่ได้เห็นประตูแบบหัตถ์พระเจ้าของดีเอโก้ มาราโดน่า เกิดขึ้นอีก ไม่ได้เห็นลูกยิงแบบที่ เปโดร เมนเดส ยิงใส่ รอย แคร์โรว์ หรือ แฟร้งค์ แลมพาร์ด ยิงใส่ทีมชาติเยอรมันถูกมองว่ายังไม่ข้ามเส้นประตูอีก ไม่ได้เห็นการล้ำหน้าชนิดที่อยู่เลยแนวรับ 2 เมตรแต่ธงไม่ขึ้น หรือยังอยู่ก่อนถึงแนวป้องกันสุดท้ายร่วม ๆ 3 เมตรแต่ธงดันขึ้นอีก
ความผิดพลาดแบบมือสมัครเล่นที่เห็นกันได้ชัด ๆ ด้วยตาเปล่าเหล่านั้นหายไปหมดแล้ว เมื่อมี VAR และแน่นอน ประตูในแบบที่ตกบนเส้นหรือข้ามเส้นอย่างที่ เจฟฟ์ เฮิร์สท์ ยิงใส่เยอรมันตะวันตกในนัดชิงฟุตบอลโลก 1966 ก็ไม่เกิดขึ้นอีกแล้วเช่นกัน ความคลุมเครือหายไป กลายเป็นความแน่นอนจากภาพช้าและเทคโนโลยีเข้ามาช่วยทำให้มันถูกต้อง
นั่นคือสิ่งที่เราอาจจะลืมเลือนไป เมื่อมุ่งสมาธิไปอยู่กับปัญหาบางอย่างที่ VAR ยังแก้ไม่ตก
อันที่จริงแล้วเจตนาของการใช้ VAR นั้นชัดเจนและถูกต้องตามหลักเกณฑ์มาก ๆ แล้วนะครับ นั่นคือมันจะเข้ามาช่วยผู้ตัดสินในสนามเพียงเฉพาะการตัดสินที่ผิดพลาดแบบ - Clear and obvious - ชัดเจนมาก ๆ เท่านั้น
และหมวดหมู่ของความผิดพลาดแบบ Clear and obvious นั้นก็ยังตีกรอบให้อยู่ใน 4 หมวดด้วย คือ
1) เป็น/ไม่เป็นประตู
2) จุดโทษ/ไม่ใช่จุดโทษ
3) ใบแดงโดยตรง/ไม่ใช่ใบแดงโดยตรง
4) ลงโทษผิดคน
เพราะฉะนั้นถ้าเป็นการตัดสินผิดพลาดแบบชัดเจนในเรื่อง ให้/ไม่ให้ลูกเตะมุม ใบเหลือง/ไม่เป็นใบเหลือง ฟาวล์/ไม่ฟาวล์ตรงกลางสนาม VAR จะไม่เข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะมันไม่ได้มีอำนาจครอบคลุมตรงนั้น (ในอนาคตอาจมีการขยายขอบเขตการใช้ VAR ไปถึงเรื่องเตะมุมกับใบเหลืองที่สองที่จะเปลี่ยนเป็นใบแดง แต่ตอนนี้ยังใช้แค่ 4 หมวดที่ว่า)
หลักการการใช้งานของมันเป็นอย่างนั้น ถึงวันนี้ก็ยังเป็นอย่างนั้น
ปัญหาก็คือในขณะที่ความผิดพลาดจากเหตุการณ์ชัดเจนชนิดระดับคน 100 คนมองเห็นเหมือนกันหมดทั้ง 100 คนประเภทบอลข้ามเส้นไป 2 เมตร หรือเจตนาใช้มือปัดบอลชัดเจนถูกกำจัดสิ้นซากไปหมดแล้ว แต่เหตุการณ์ที่มองยากกว่านั้นยังไม่อาจมีบรรทัดฐานใหม่ขึ้นมาได้ทั้งหมด
เพราะในเกมฟุตบอลมีจังหวะมากมาย หลายครั้งมีเส้นแบ่งราง ๆ ระหว่างฟาวล์กับไม่ฟาวล์ เป็นจังหวะที่ก้ำกึ่ง ดูยาก และไม่ได้มีเส้นแบ่งชัดเจนว่าข้ามเส้น/ไม่ข้ามเส้นประตู ล้ำหน้า/ไม่ล้ำหน้า จากเทคโนโลยีที่เข้ามาช่วย
จังหวะปะทะกันบางครั้งอย่าว่าแต่แฟนบอลเลย กระทั่งกรรมการ 10 คนก็เห็นไม่เหมือนกันทั้งหมด อาจจะ 8 คนว่าฟาวล์ 2 คนว่าไม่ฟาวล์.. 4 คนว่าฟาวล์ 6 คนว่าไม่ฟาวล์ หรือไปจนถึง 5 คนว่าฟาวล์ อีก 5 คนว่าไม่ฟาวล์
หรือจังหวะ DOGSO กองหลังที่ทำฟาวล์ถือเป็นตัวสุดท้ายหรือไม่ ทิศทางบอลที่กองหน้ามุ่งไปนั้นเข้าหาประตูหรือไม่ เป็นการปฏิเสธโอกาสทำประตูอย่างชัดแจ้งหรือไม่
อย่างที่บอกนะครับ ถ้ามันเป็นเหตุการณ์เข้าข่าย DOGSO ชัดเจน ประเภทหลุดขึ้นไปตรง ๆ แล้วโดนกองหลังตัวสุดท้ายดึงล้ม มันก็เป็นใบแดงแน่ ๆ แต่หลายครั้งมันไม่ได้ดูง่ายขนาดนั้น และต้องอาศัยการตีความของผู้ตัดสินว่าเข้าข่ายไหม
ตรงนี้แหละที่จะมีปัญหาเกิดขึ้นแล้ว เพราะบางครั้งมันพิจารณายาก แฟนบอล 2 ฝั่งก็มองไม่เหมือนกันเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว พอสุดท้ายต้องมีคำตัดสินออกมา เสียงวิจารณ์ว่า VAR ไม่ได้ช่วยแก้อะไรจึงตามมา
นั่นคือสิ่งที่เราต้องยอมรับว่ามันมีอยู่จริง ๆ ในเกมฟุตบอล ไม่ได้เป็นความลำเอียง ไม่ได้เป็นเรื่องอยุติธรรมหรือจงใจตัดสินเข้าข้างฝ่ายไหน แต่ด้วยเหตุการณ์ที่ว่าอยู่ในพื้นที่สีเทา ๆ ไม่ดำ ไม่ขาว มีโอกาสที่จะมองไม่เหมือนกันได้
สิ่งที่ควรจะดำเนินไปก็คือในจังหวะที่ยาก ๆ เหล่านั้น การตัดสินจากองค์กรผู้ตัดสินควรจะค่อย ๆ ถูกขัดเกลาไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งมีบรรทัดฐานกลางที่ยึดถือร่วมกัน
เหตุการณ์ลักษณะเดียวกันหรือใกล้เคียงกัน ผลการตัดสินควรจะต้องไปในทิศทางเดียวกัน การสกัดลักษณะนี้คือฟาวล์ การสไลด์แบบนี้คือไม่ฟาวล์ หรือการโดนแขนอย่างนี้ไม่เป็นแฮนด์บอล
อันที่จริงเราเองก็อาจไม่ทันได้สังเกตว่า VAR นั้นช่วยแก้ปัญหาผิดพลาดชัด ๆ ไปได้หมดแล้ว และก็ยังมีการสร้างบรรทัดฐานบางอย่างขึ้นมาบ้างแล้วเช่นกัน
ทุกวันนี้จังหวะที่ลูกบอลแฉลบส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายก่อนมาโดนแขน แนวทางของการตัดสินจะเป็นไม่แฮนด์บอล ตรงนี้การใช้ VAR ที่ได้เห็นภาพช้าเกือบทุกครั้งจะได้การตัดสินว่าไม่ใช่แฮนด์บอล
แต่บรรทัดฐานที่เกิดขึ้นกับเรื่องแฮนด์บอลนี้ เป็นเพียงหนึ่งในไม่กี่เรื่องที่พวกเราเริ่มเข้าใจตรงกัน เห็นปุ๊บก็พอจะเข้าใจเองได้ทันทีว่าโอกาสเป็นแฮนด์บอลมีน้อย และน้อยครั้งจริง ๆ ที่คำตัดสินจะออกมาสวนทาง
หากก็ยังเหลือเหตุการณ์อีกเยอะที่ยังไม่อาจกำหนดบรรทัดฐานให้เหมือนกันได้ อย่างจังหวะ DOGSO ที่ยกตัวอย่างไป หรือทุกวันนี้เรื่องการมีคนเข้าไปเบียดผู้รักษาประตูในกรอบ 6 หลาเวลาที่ทีมได้ลูกเตะมุมก็ยังมีความไม่เข้าใจกันอยู่บ้างตกลงเป็นการฟาวล์หรือไม่ใช่
รวมทั้งบรรทัดฐานการตัดสินจากต่างลีก หรือต่างรายการ เช่นฟุตบอลลีกในประเทศกับฟุตบอลสโมสรยุโรป หรือทัวร์นาเม้นต์นานาชาติ มันยังมีความไม่เหมือนกันอยู่
ผมเขียนถึงเรื่องนี้เพราะขมวดคิ้วกับจังหวะล้ำหน้าของฮาลันด์ ที่ตามมาทันทีในวันรุ่งขึ้นด้วยจังหวะคล้าย ๆ กันของเยอเคเรสที่ผลการตัดสินกลับเป็นอีกแบบ
ใช้ดุลยพินิจอีกแล้ว เป็นการตีความว่าทั้งคู่ที่ยืนอยู่ในตำแหน่งล้ำหน้ามีส่วนเกี่ยวข้องกับประตูที่ทีมทำได้ไหม
ลักษณะคล้าย ๆ กัน ฮาลันด์ล้ำ แต่เยอเคเรสไม่ล้ำ
เมื่อสัก 2 สัปดาห์ เดล จอห์นสัน นักเขียนของ BBC ลงสกู๊ปชิ้นหนึ่งเรื่องความผิดพลาดของ VAR ในฤดูกาลนี้
จอห์นสันอ้างข้อมูลจากบทสรุปของคณะกรรมการพิจารณาเหตุการณ์สำคัญของแมตช์ - Key Match Incidents (KMI) Panel ซึ่งเป็นหน่วยงานอิสระประกอบไปด้วยสมาชิก 5 คน (อดีตนักเตะและโค้ชรวม 3 คน ตัวแทนพรีเมียร์ลีก 1 คน และตัวแทนกรรมการอาชีพ Professional Game Match Officials (PGMO) อีก 1 คน
คณะกรรมการนี้จะพิจารณาการตัดสินของผู้ตัดสินในทุกสัปดาห์ แล้วส่งบทสรุปที่ได้ไปให้องค์กรผู้ตัดสิน เป็นการช่วยรีวิวผลงานของผู้ตัดสินอีกแรง
KMI Panel ชี้ว่า 19 เกมแรกหรือครึ่งฤดูกาลของพรีเมียร์ลีกซีซั่น 2025/26 มีความผิดพลาดของ VAR เกิดขึ้น 13 ครั้ง
เป็นตัวเลขที่น้อยกว่าฤดูกาล 2022/23 (23 ครั้ง) และ 2023/24 (20 ครั้ง) ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดี แต่ก็แย่กว่าฤดูกาลที่แล้ว 2024/25 ที่มีผิดพลาดเพียง 10 ครั้ง
ใน 13 ครั้งที่ว่านั้น มีอยู่ 11 ครั้งที่ KMI Panel มองว่า VAR ผิดพลาดตรงที่ควรจะกลับคำตัดสินของผู้ตัดสินได้ แต่สุดท้ายไม่เกิดขึ้น ส่วนอีก 2 ครั้งคือกลับคำตัดสินแล้วยังเป็นการตัดสินที่ผิด (ในมุมมองของ KMI Panel ซึ่งใช้การโหวตจากสมาชิกทั้งห้าว่าเห็นอย่างไรในจังหวะปัญหาทั้งหลาย เสียงที่ออกมาจะมีตั้งแต่ 5-0, 4-1 และ 3-2)
จังหวะที่ KMI Panel มองว่า VAR ผิดพลาดในฤดูกาลนี้ก็อย่างเช่น ประตูของ โจชัว คิง นักเตะฟูแล่มในเกมที่แพ้เชลซี 0-2 น่าจะเป็นประตู ซึ่งในเกมนั้น VAR ริบประตูคืนเพราะมองว่า โรดริโก้ มูนิซ ย่ำเท้า เทรวอร์ ชาโลบาห์ ก่อน จังหวะนี้เสียงโหวต 5-0
จังหวะที่ มาร์กอส เซเนซี่ กองหลังบอร์นมัธน่าถูกใบแดงจากกฎ DOGSO ตอนที่ทำฟาวล์ใส่ อิสไมลาร์ ซาร์ ของคริสตัล พาเลซ เจ้าถิ่นในเกมเสมอกัน 3-3 VAR มองว่าควรเป็นแค่ใบเหลือง ตรงนี้เสียงโหวตแตก 3-2
หรือจังหวะที่ เอมมานูเอล อักบาดู กองหลังวูล์ฟแฮมป์ตันน่าจะเสียแฮนด์บอลจุดโทษในเกมแพ้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 1-4
เสียงโหวตตรงนี้คือ 4-1
จะเห็นว่ากระทั่งคณะกรรมการที่มีเวลาพิจารณาแต่ละจังหวะอย่างถี่ถ้วน ไม่ได้ถูกความกดดันที่ต้องตัดสินแข่งกับเวลาอย่างทีมงาน VAR ช่วงการถ่ายทอดสด เสียงที่ออกมาก็ยังแตกไม่ได้เป็นเอกฉันท์ทั้งหมด เพราะมันล้วนเป็นจังหวะยาก ๆ ก้ำกึ่งระหว่างแฟร์กับฟาวล์ที่จะตัดสินให้เด็ดขาดลงไปทั้งสิ้น
ใน 13 จังหวะที่ KMI Panel สรุปว่า VAR ตัดสินผิด มีเพียง 3 เหตุการณ์เท่านั้นที่เสียงโหวตเอกฉันท์ 5 ต่อ 0
อีก 3 เหตุการณ์เสียงโหวต 4 ต่อ 1 และอีก 7 เหตุการณ์ที่เหลือเสียงโหวตสูสี 3 ต่อ 2
ความยากในการตัดสินบางเหตุการณ์ให้มีบรรทัดฐานเดียวกันนั้นยังคงมีอยู่อย่างที่เห็น
และมันจะยังคงมีอยู่ต่อไปแน่นอน เหลือเพียงแค่เราจะได้เห็นการตัดสินที่เป็นบรรทัดฐานเดียวกันเกิดขึ้นเป็นวงกว้างได้แค่ไหน เมื่อไหร่
การตัดสินที่เป็นดุลยพินิจนั้นถ้ามันอยู่อย่างสะเปะสะปะ แยกส่วนแยกหน่วย แยกประเทศกัน มันก็อาจไม่ได้มารวมกันเป็นฐานข้อมูลใหญ่ ๆ สักที ได้แต่ประชุมกันตามวาระ หยิบกรณีตัวอย่างมาถก มีแนวทางคำตัดสินกระจายออกไป แต่สุดท้ายมันก็เป็นแค่แนวทางของลีกนั้น ๆ ประเทศนั้น ๆ หรือหนักหน่อยก็กระทั่งผู้ตัดสินคนนั้น ๆ ซึ่งตีความต่างกันอีก
ผมเชื่อว่าองค์กรที่ดูแลการตัดสินก็พยายามอย่างเต็มที่ที่จะแก้ไขปัญหานี้มาตลอด เพียงแต่ขอบเขตของมันยังกว้างอยู่มากจริง ๆ บางเหตุการณ์แทบจะเรียกได้ว่าฟาวล์ 50 ไม่ฟาวล์ 50 ด้วยซ้ำ แต่เมื่อมันเกิดขึ้นในเขตโทษ คำตอบก็มีแค่ 2 อย่าง คือได้จุดโทษ หรือไม่ได้จุดโทษ
ข้อถกเถียงก็ย่อมเกิดขึ้นอีกถ้าจังหวะ 50-50 แบบเดียวกันนั้นเกิดขึ้นอีก 10 ครั้งแล้วผลการตัดสินไม่เหมือนกันทุกครั้ง
นั่นคือโจทย์.. โจทย์ของวงการผู้ตัดสินล่ะครับว่าควรจะทำอย่างไรให้การตัดสินในจังหวะต่าง ๆ มีบรรทัดฐานเดียวกันให้มากที่สุด
หรือเป็นไปได้ไหมที่ในอนาคตมันอาจไปถึงการมีระบบเก็บข้อมูลเป็นเครือข่ายมหึมาและใช้ AI เข้ามาช่วย เหตุการณ์ในหมวดนี้ การปะทะแบบนี้ การสกัดลักษณะนี้ จากกรณีตัวอย่างที่เหมือนหรือใกล้เคียงกัน 1,000 ครั้ง 10,000 ครั้ง คำตัดสินมาตรฐานเป็นอย่างไร
คำตัดสินมาตรฐานที่ว่าย่อมต้องผ่านองค์กรสูงสุดอย่างสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) ชี้ชัดไปเลยว่าจังหวะแบบนี้ฟาวล์หรือไม่ฟาวล์ แดงหรือไม่แดง
การรวบรวมเหตุการณ์ตัวอย่างจากทั่วโลก ผ่านไปหนึ่งเดือน สองเดือน หกเดือน สิบเดือนก็จะได้ตัวอย่างจังหวะปัญหามากมายล้นมือแบบกองพะเนิน จะอัพเดตเป็นประจำทุกไตรมาสหรือทุกปีก็ได้
เมื่อถึงเวลาใช้ซึ่งก็ต้องใช้ในขอบเขตอำนาจ VAR (4 หมวดในปัจจุบันหรือที่อาจปรับเพิ่มมากกว่านี้ในอนาคต) กรรมการ VAR โยนคลิปจังหวะปัญหานั้นลงไปในโปรแกรม
เสียเวลาเท่า ๆ กับการตัดต่อภาพช้ามาออกอากาศในการถ่ายทอดสด แล้วให้เทคโนโลยี AI ประมวลเปรียบเทียบกับเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันหลายหมื่นเหตุการณ์ว่าจังหวะนั้น ๆ คำตัดสินบรรทัดฐานจากฟีฟ่าเป็นอย่างไร
แล้วก็ให้มันดีดคำตอบออกมา
มันก็ไม่แน่เหมือนกันนะครับ มันอาจเป็นวิธีแก้ในอนาคตก็ได้ แต่ ณ เวลานี้ เราทำได้เพียงแค่เอาใจช่วยให้พวกเขากำหนดบรรทัดฐานเดียวกันให้ได้มากที่สุด
ตังกุย