หนึ่งแต้มที่น่าเสียดาย

หนึ่งแต้มที่น่าเสียดาย
การเป็นมวยคางเปราะของลิเวอร์พูลในฤดูกาลนี้คือเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ อาร์เน่อ ต้องปรับเปลี่ยนวิธีการเล่นในช่วงที่ผ่านมา

ความเปลี่ยนแปลงภายในทีมที่ตัวหลักหายไปเกือบครึ่ง การปรับตัวของนักเตะใหม่ ฟอร์มที่ตกลงไปของขุนพลเดิม การเตรียมพร้อมที่ดีขึ้นของคู่ต่อสู้ ความกดดันในฐานะแชมป์เก่า ความผิดพลาดส่วนบุคคล ฯลฯ

สารพันปัญหาและปัจจัยทั้งที่ควบคุมได้และควบคุมไม่ได้ ล้วนเป็นเหตุผลในอาการ "คางเปราะ" โดนเป็นร่วง ที่ได้เห็นตั้งแต่เปิดซีซั่น

การเสีย 10 ประตูใน 3 เกมช่วงเดือนพฤศจิกายนที่ถูก แมนเชสเตอร์ ซิตี้ น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ และ พีเอสวี ไอนด์โฮเฟ่น ผลัดกันขยี้เละเทะคือฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้กุนซือชาวดัตช์ต้องปรับ เพราะถ้าไม่ปรับเขานั่นแหละที่อาจเป็นฝ่ายถูกปรับแทน คือโดนปรับจำหน่ายออกจากทีม

มันจึงตามมาด้วยการถูกดร็อปของ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ การใช้แบ๊กขวาธรรมชาติทั้ง คอเนอร์ แบร๊ดลี่ย์ และ เฌเรมี่ ฟริมปง แทนที่การเอากองกลางไปยืน การเล่นแบบไม่มีปีกซึ่งเป็นจังหวะสอดคล้องพอดีกับที่ โกดี้ กักโป มีปัญหาบาดเจ็บช่วงนั้น

และฟุตบอลที่เน้นความรัดกุมมาก่อน จำกัดความเสี่ยงทั้งหลายให้เหลือน้อยที่สุด เล่นให้ทีมแพ้ยากที่สุด

ลดทอนการเสียบอล จังหวะไม่แน่นอนไม่จำเป็นต้องเล่น บอล 50/50 ไม่จำเป็นต้องเสี่ยง เห็นพื้นที่ว่างน่าแทงให้แต่ถ้าไม่ชัวร์ระดับ 70 เปอร์เซนต์ก็ต้องข่มใจพักเอาไว้ก่อน เลือกส่งให้เพื่อนใกล้ ๆ แทน ตั้งเกมหาช่องกันใหม่ อดทนรอโอกาสที่คู่ต่อสู้พลาดเปิดให้

นักเตะต้องเล่นด้วยความอดทนในช่วงเวลาที่ต้องตั้งหลัก มันก็ผิดธรรมชาติของพวกเขาเหมือนกันแต่จำเป็นต้องทำ

อาร์เน่อเองก็เช่นกัน ผมเชื่อว่ามันยังห่างจากฟุตบอลที่เขาอยากให้เป็นมาก แต่แผลที่ถูกจ้วงแทงพรุนไปทั้งตัว แก้ตรงนี้รั่วตรงนั้น แก้ตรงนั้นโดนตรงนู้น มันจำเป็นต้องกลับไปสู่พื้นฐานก่อน คือเล่นให้แน่นอน เสียบอลให้ยากเข้าไว้ กำจัดความเสี่ยงให้เหลือน้อยที่สุด

ค่อย ๆ ตั้งหลักใหม่ เรียกผลการแข่งขันมาก่อน แพ้ให้ยากที่สุดก่อน ให้ความเชื่อมั่นค่อย ๆ ฟื้นคืน แล้วหาจังหวะต่อยอดกันไปจากตรงนั้น

เก็บแต้มให้ได้ทุกนัดอย่ามือเปล่า ไต่อันดับจากกลางตารางขึ้นไปลุ้นพื้นที่ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 4 อันดับแรกให้ได้ก่อน

ลิเวอร์พูลไม่แพ้ใครมา 11 เกมติดต่อกันก่อนนัดล่าสุดเมื่อคืนวันเสาร์ ด้วยการเล่นที่หลาย ๆ คนบ่นว่าน่าเบื่อ เล่นช้า ขี้กลัว ทำดีเอ็นเอของความเป็นลิเวอร์พูลหายไป ทำให้เกิดภาพที่น่าขายหน้าแฟนบอลออกจากสนามก่อนเกมจบ

แน่นอน มันคือสิ่งที่ต้องยอมรับ เพราะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง เป็นข้อเท็จจริง

ผมก็เห็นภาพเดียวกับหลาย ๆ คนนั่นล่ะครับว่าหลายเกมที่ผ่านมาลิเวอร์พูลเล่นไม่สนุกเลย ระแวดระวังมากจริง ๆ

เพียงแต่ผมมั่นใจว่าเป้าหมายของอาร์เน่อไม่ได้อยู่ตรงนี้แน่

เป้าหมายของเขาต้องไกลกว่าฟุตบอลแบบนี้อยู่แล้ว ไม่มีทางเลยที่เขาจะพอใจกับสไตล์ฟุตบอลแบบนี้ ไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่โดนใครด่าหรอก เอาแค่ตัวเขาเอง สไตล์การเล่น แนวทางที่ทีมเล่น มันก็ไม่สมเหตุสมผลอยู่แล้ว ลิเวอร์พูลเป็นทีมใหญ่ มีประวัติศาสตร์ยาวนาน มีแฟนบอลทั่วโลก จะเล่นแค่นี้ได้ยังไง

ผมเชื่อว่าเป้าหมายของอาร์เน่อนั้นไกลกว่าฟุตบอลที่กำลังเป็นอยู่มาก ตอนทำอาแซด อัลค์มาร์ กับ เฟเยนูร์ด ร็อตเตอร์ดัม เขาได้รับคำชมว่าทำให้ทั้ง 2 ทีมเล่นฟุตบอลเกมบุกที่น่าตื่นตาตื่นใจ มีแคแร็กเตอร์ชวนหลงใหล บอลเคลื่อนที่เร็ว เพรสซิ่งสูงดุดัน เข้มข้น พาบอลเข้าเขตโทษคู่ต่อสู้ตลอดเวลา

เน้นการครองบอลสมบูรณ์ และสร้างสรรค์โอกาส มีจินตนาการ ปรับเปลี่ยนรูปแบบการเล่นระหว่างเกม ฟูลแบ๊กขยับเข้ามาเล่นบทบาทกองกลาง กล้าเสี่ยง มีอารมณ์ของความบ้าบิ่นเล็ก ๆ

มันดูห่างไกลจากสิ่งที่กำลังเป็นอยู่ใช่ไหม แน่นอน เราเห็นภาพเดียวกันอยู่แล้ว แต่ผมไม่คิดว่าฟุตบอลแบบช้า ฟุตบอลแบบกลัว หรือฟุตบอลตัวยูอะไรอย่างที่ถูกล้อ ๆ กันนั่นคือสิ่งที่อาร์เน่อต้องการให้ลิเวอร์พูลเป็น

ชีวิตไม่ได้หยุดแค่ตรงนี้ ฟุตบอลก็ไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่นี้เช่นกัน

ผมถึงเชื่อว่าลิเวอร์พูล 2.0 หรือ 3.0 หรือจะเวอร์ชั่นอะไรก็แล้วแต่ที่เขาวาดภาพเอาไว้ มันไม่ใช่แบบนี้อยู่แล้ว เพียงแต่ปัญหาทั้งหลายที่รุมเร้าเข้ามาตั้งแต่ต้นฤดูกาลจนตัวเขาเองแก้ไม่ตกซึ่งแน่นอนว่าหนึ่งในเหตุผลสำคัญก็คือการทำงานของตัวเขาเองด้วย ทำให้เขาต้องกำหนดแผนการใหม่

ถอยหลังก่อนสักก้าว เพื่อยืนให้มั่นคง ตั้งหลักใหม่ ก่อนจะก้าวไปต่อ ไม่อย่างนั้นเขาอาจไม่มีโอกาสได้ทำมันเลย

เขาเองก็ต้องเอาตัวรอดและต้องประคองสถานการณ์พาทีมออกจากสถานการณ์ที่กำลังดิ่งเหว ความเชื่อมั่นที่หายไปเกลี้ยงจะทำอย่างไรที่จะดึงมันกลับมา ค่อย ๆ ฟื้นทีละนิด ๆ ยังดีกว่าหักด้ามพร้าด้วยเข่าแล้วเสียหายถาวร

รอจังหวะที่เหมาะสม เพื่อก้าวไปอีกขั้น

จังหวะนั้นอาจมาถึงในเกมที่เพิ่งผ่านไป.. เกมรับมือเบิร์นลี่ย์

แน่นอนครับ ผลการแข่งขันคือเรื่องผิดหวัง ผลเสมอทีมรองบ๊วยในแอนฟิลด์ย่อมเป็นผลงานที่น่าผิดหวัง แต่มันก็เป็นเกมที่ผมมองเห็นความเปลี่ยนแปลงอยู่เหมือนกัน

มันเป็นผลเสมอที่ต่างไปจากการเล่นอย่างระวังตัวในเกมเสมอ ลีดส์ ยูไนเต็ด หรือไล่ตีเสมอซันเดอร์แลนด์ สองเกมนั้นลิเวอร์พูลเสมอในบ้านเหมือนกันแต่รูปเกมและแนวทางที่เล่นต่างกัน

เกมกับเบิร์นลี่ย์ ผมคิดว่าสิ่งที่ได้เห็นคืออาร์เน่อน่าจะใช้เกมนี้เป็นเกมที่เริ่มขยับออกจากการ์ด กล้าเล่นขึ้น บอลเร็วขึ้น เสี่ยงมากขึ้น ไม่ลังเลที่จะเล่นบอลบุก เราจึงได้เห็น อิบู โกนาเต้ กล้าแทงบอลจากกลางสนามทะลุเข้าพื้นที่เขตโทษ ซึ่งแม้จะเป็นบอลเสียหลุดออกหลัง แต่แสดงถึงแนวคิดที่เปลี่ยนไป

ผมคิดว่าช่วงน่าเบื่อ ๆ ที่ผ่านมาลิเวอร์พูลได้เรื่องดีเข้ามาเช่นกัน นอกจากไม่แพ้ 12 เกมติดรวมนัดล่าสุดและความผิดพลาดต่าง ๆ ทั้งด้านแท็คติกและส่วนบุคคลลดลงแล้ว โฟลเรียน เวียร์ทซ์ ก็เริ่มมีส่วนกับประตูอย่างเป็นรูปธรรม เปลี่ยนโอกาสเป็นประตูและแอสซิสต์ได้ต่อเนื่อง

มิลอส เคอร์เคซ เองก็ดูมั่นใจขึ้น เกมล่าสุดกับเบิร์นลี่ย์คือเกมที่เขาเล่นได้ใกล้เคียงกับสมัยอยู่บอร์นมัธที่สุด กล้าเลี้ยง กล้าลุย มีความเร็ว กระชากถึงเส้นหลัง เติมเกมตลอดเวลา

ลิเวอร์พูลเมื่อวันเสาร์ฟูลแบ๊กทั้ง 2 ฝั่งเติมเกมบุกแทบจะเหมือนปีก คนอื่น ๆ เดินหน้าทำเกมรุกสร้างโอกาสได้เรื่อย ๆ มีความพยายามหลากหลาย โยนลึกเข้าเขตโทษ ครอสบอลจากปีก หรือไปถึงเส้นหลัง เจาะตรงกลาง ยิงไกล ทำชิ่ง 1-2 หรือเลี้ยงกินตัว

ทำทุกวิถีทางที่จะได้ประตู ไม่ว่าจะในสถานการณ์เสมอกันอยู่ 0-0 นำ 1-0 หรือหลังถูกตีเสมอ 1-1 ในนาทีที่ 65

ลูกยิงของ โกดี้ กักโป ถูก บาเชียร์ ฮัมฟรีส์ สกัดบนเส้น 2 ครั้ง อูโก้ เอกิติเก้ ยิงเข้าแต่ล้ำหน้า เคอร์ติส โจนส์ ยิงผ่านเสาไกล ไรอัน กราเฟนแบร์ก ยิงติดบล็อก เคอร์เคซโยนให้ เฌเรมี่ ฟริมปง วอลเล่ย์ หรือการป้องกันประตูอันยอดเยี่ยมของ มาร์ติน ดูบราฟก้า นายทวารทีมเยือน

จุดโทษของ โดมินิก โซโบซไล ที่ซัดไปชนคาน ประตูอันยอดเยี่ยมของเวียร์ทซ์ที่เริ่มต้นจากการลากทะลุแหวกคู่แข่ง 2 คนของเอกิติเก้ และการสร้างสรรค์โอกาสอีกมากมาย ในการเล่นที่เปิดเกมบุก กล้าเสี่ยงขึ้น เร็วขึ้น

มันก็เป็นฟุตบอลที่เราอยากเห็นไม่ใช่หรือ..

ฟุตบอลไม่เคยง่าย กระทั่งเกมที่ควบคุมทุกอย่างเบ็ดเสร็จและมีสมาธิเล่นให้ผิดพลาดน้อยที่สุด โอกาสทำประตูมากมาย 32 ครั้ง แต่เพียงแค่การบุกชุดเดียวของเบิร์นลี่ย์ ผลลัพธ์สุดท้ายคือเสมอ 1-1

เบิร์นลี่ย์ขอชุดนั้นชุดเดียวจริง ๆ ช่วงนาทีที่ 63 ถึง 65

สองนาทีสั้น ๆ ที่ทุกอย่างเริ่มจากจังหวะของ ไคล์ วอล์คเกอร์

แบ๊กขวามากประสบการณ์ที่ตลอดทั้งเกมหันหน้าหาบอลเล่นตั้งรับพร้อมเพื่อน ๆ ตัดสินใจปรี่มาตัดบอลจากลูกโหม่งของ เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ ก่อนจะไปถึงเคอร์เคซ

เป็นความเสี่ยงเพราะถ้าถึงบอลช้ากว่าก็จะกลายเป็นเข้าพรวด แต่จังหวะนั้นวอล์คเกอร์ทำสำเร็จเพราะเคอร์เคซเองก็ไม่ทันระวังตัว ด้วยเวลา 60 นาทีเศษ ๆ ที่ผ่านไปเขาได้เล่นบอลแบบมีพื้นที่เลี้ยงเข้าใส่คู่แข่งตลอด

สุดท้ายมันไปจบที่การเกือบเป็นประตูตีเสมอของเบิร์นลี่ย์ โกนาเต้ทิ้งตัวสกัดได้ทันก่อนที่บอลจาก มาร์คัส เอ๊ดเวิร์ดส์ จะไปถึง เจดอน แอนโธนี่

แต่นั่นก็เพียงพอที่จะทำให้เกิดความปั่นป่วนเล็ก ๆ ขึ้น นักเตะลิเวอร์พูลเครียด นักเตะเบิร์นลี่ย์ฮึด ดันเกมขึ้นมาสูงกดดันเจ้าถิ่นทันที

มันตามมาด้วยการพยายามต่อบอลจากแดนหลัง 3-4 ทอดก่อนที่ โกนาเต้ จะส่งให้ ฟริมปง ซึ่งเข้าอีหรอบเดิมคือกะจังหวะพลาดแล้วโดนตัดบอล เพียงแต่คราวนี้เบิร์นลี่ย์ทำได้ดีกว่าเดิมคือผ่านบอลกัน 10 ครั้งก่อน ฟลอเรนติโน่ หลุยส์ จะแทงเข้าช่องให้ เอ๊ดเวิร์ดส์ โฉบไปยิงเข้าเสาไกลเฉียบขาด

แค่ชุดเดียว โอกาสยิง 2 ที เท่านั้นเอง เบิร์นลี่ย์ก็ตีเสมอลิเวอร์พูลได้ บางทีฟุตบอลมันก็โหดร้ายอย่างนี้

ผลเสมอเกมนี้ผมเสียดายเช่นเดียวกับทุกคน น่าผิดหวังที่เก็บได้แค่คะแนนเดียว แต่ก็นั่นล่ะ เมื่อมันเกิดขึ้นแล้วก็ต้องทำใจยอมรับมันให้ได้ นักเตะทุกคนก็สู้และพยายามอย่างเต็มที่ที่จะชนะให้ได้ พวกเขาคงผิดหวังยิ่งกว่าเราอีก

อย่างน้อยเกมนี้ผมก็ได้เห็นฟุตบอลที่ดุขึ้น สนุกขึ้น เริ่มมีความเปลี่ยนแปลงในทางที่อยากเห็น แต่ก็น่าคิดว่าเมื่อพลาดถูกเบิร์นลี่ย์ตีเสมอแบบนี้ เกมต่อ ๆ ไปอาร์เน่อจะให้ลูกทีมเล่นอย่างไร รวมทั้ง โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ที่กลับมาสมทบกับทีมอีกครั้งจะไปอยู่ตรงไหน

ลุ้นกันต่อไปครับ ไม่มีเวลาให้เสียดายอะไรมากมายหรอก คืนวันพุธนี้ก็ต้องไปเยือน โอลิมปิก มาร์กเซย ในแชมเปี้ยนส์ ลีกแล้ว

#ตังกุย



ที่มาของภาพ : Reuters
BY : ตังกุย
ณัฐพล ดำรงโรจน์วัฒนา
ติดตามช่องทางอื่นๆ:
Website : siamsport.co.th
Facebook : siamsport
Twitter : siamsport_news
Instagram : siamsport_news
Youtube official : siamsport
Line : @siamsport