"ทำไมไม่ชนะวะ"
นั่นคือเสียงในหัวหรือใครที่แพ้ก็คงสบถมันออกมา
มันเป็นเกมที่พอจบ 90 นาทีแล้ว เหมือนมีอะไรแน่นอยู่ตรงอก
ถามว่า ลิเวอร์พูล เล่นดีขึ้นไหม ? ใช่
แต่ผลการแข่งขันดันตอกกลับมาว่า "แล้วไง?" พร้อมเสียงโห่จากผู้ชมแฟนสีแดงเพลิงในสนาม
พวกเขาคงแยกไม่ออกแล้วว่า ตกลงเราควรเชื่อในกระบวนการ (Process) หรือหันไปเชื่อผลลัพธ์ (Result) แบบไม่ต้องคิดเยอะ
...
เมื่อคำว่า "เล่นดี" เริ่มไม่พออีกต่อไป
แม้จะไม่แพ้ใคร 12 นัด แต่สิ่งที่ต้องมองหาไม่ใช่แค่ผลการแข่งขันที่ออกหัวออกก้อย มันคือกระบวนการ
ถ้าทีมคุณสร้างโอกาสเยอะ, คุมเกมได้, สมดุลดี, ตัวเลขคุณเหนือกว่า คุณก็ควรจะชนะบ่อยกว่าแพ้ และสิ่งที่ทำจะกลายเป็นเรื่องดีในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม ปัญหาคือ ที่ผ่านมา ลิเวอร์พูล มีผลการแข่งขันที่ไม่แพ้ แต่ภาพฟุตบอลมันยังไม่น่าเชื่อ
ตอนชนะบาร์นสลีย์ 4-1 หรือเกมที่เกือบชนะ ฟูแล่ม มันยังไม่ใช่ทีมที่สร้างสรรค์และคุมเกมแบบทีมใหญ่จริง ๆ
แต่การเจอ เบิร์นลีย์ กลับตรงกันข้าม กระบวนการดีขึ้นอย่างชัดเจน ซึ่งสุดท้ายจยที่ผลลัพธ์มันไม่ตามมา
เกมนี้ ลิเวอร์พูล ทำทุกอย่าง ยกเว้นปิดเกมให้มันจบ
ตัวเลขมันโหดมากแบบที่คุณแทบไม่ต้องอธิบายเพิ่ม
มันควรจบ 3-0 หรือ 4-1
มันเป็นอาการของทีมที่กำลังอยู่กลาง ๆ ตาราง ทีมที่ทำดีเยอะ แต่ชนะไม่เป็น
ทีมที่สร้างโอกาสได้เหมือนทีมใหญ่ แต่จบสกอร์เหมือนทีมที่ยังไม่พร้อม
มันเหมือนคุณอ่านหนังสือมาทั้งคืน ทำข้อสอบได้แทบหมด แล้วผลออกมาผ่านแบบเฉียดฉิว
คุณไม่ได้เสียใจเพราะตัวเองไม่เก่ง คุณเสียใจเพราะมันควรได้มากกว่านี้
...
หนึ่งในโจทย์ที่ทรมาน ลิเวอร์พูล ทั้งฤดูกาลคือทีมรับลึก Low Block ที่มานอนเรียงเป็นชั้น ๆ แล้วรอให้หัวเสีย
เกมนี้ ลิเวอร์พูล แก้โจทย์ได้ดีขึ้น ด้วยรูปแบบที่เรียกว่า ช้า-ช้า-เร็ว (slow-slow-quick)
ไม่ใช่ครองบอลไปเรื่อย ๆ แบบทื่อ ๆ แต่เป็นการสะสมจังหวะ ลากแนวรับให้เคลื่อน แล้วค่อยเร่งสปีดในวินาทีที่คู่แข่งเสียรูป
อีกจุดที่น่าสนใจคือการใช้ฟูลแบ็กสอดหลังให้วิ่ง แทงพื้นที่ไปกดความกลัวในไลน์สุดท้าย และที่สำคัญที่สุดคือการบีบ เบิร์นลี่ย์ ให้ติดอยู่ในแดนตัวเองนาน ๆ
ภาพรวมคือ ลิเวอร์พูล ขังคู่แข่งไว้ได้ กดดันจนอีกฝ่ายไม่มีทางออก นี่คือสิ่งที่ทีมที่ลุ้นท็อปโฟร์ควรทำได้ในบ้าน และเกมนี้ พวกเขาทำได้จริง
แต่ฟุตบอลมันตัดสินด้วยการจบสกอร์
ปัญหาแบบเดิมที่โผล่ซ้ำ ๆ คือทีมอื่นยิงครั้งเดียว...พัง
ลิเวอร์พูล มีนิสัยหนึ่งที่น่ากังวลมาก คือเสียประตูจากโอกาสแทบจะครั้งเดียว
มันทำให้ทีมดูเป็นทีมอันดับ 6-8 มากกว่าทีมที่ควรยึดท็อปโฟร์ เพราะทีมระดับสูงมักมีความแน่นอนบางอย่าง อย่างน้อยคือไม่ปล่อยให้คู่แข่งมาเจาะครั้งเดียวแล้วเอาคืนได้ทันที
ยุคคล็อปป์ เกมแบบนี้อาจถูกเรียกว่าวันซวย ส่วนสถานการณ์ปัจจุบัน ลิเวอร์พูล ยังขาดความสม่ำเสมอ ทั้งฟอร์มและผลลัพธ์
คำว่า "วันซวย" เลยไม่ค่อยมีเครดิต เพราะมันเริ่มเกิดบ่อยเกินไป
...
เสียงโห่หลังเกม ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะแฟนบอลไม่เห็นความพยายาม แต่เพราะความอดทนมันถูกกินไปทีละนิดจากผลเสมอที่ควรชนะ
ไม่แพ้ 12 นัดก็จริง แต่ พรีเมียร์ลีก เสมอมา 4 นัดติด
คู่แข่งคือทีมหนีตกชั้น แต่ ลิเวอร์พูล กลับทำแต้มหล่นในบ้าน
แฟนบอลเริ่มจำไม่ได้แล้วว่า ครั้งสุดท้ายที่ทีมเล่นดีและชนะขาดคือเมื่อไหร่
และเมื่อความรู้สึกนี้สะสม คำถามมันก็ไหลไปที่คนคุมทีมโดยอัตโนมัติ
อนาคตของ อาร์เน่อ ถูกตั้งคำถามแรงขึ้น ทั้งจากการที่สโมสรยังไม่ยื่นสัญญาใหม่ และจากการที่เสียงไม่พอใจลามจากโซเชียลลงมาถึงอัฒจันทร์จริง
นี่คือจุดที่อันตรายที่สุดสำหรับกุนซือคนไหนก็ตาม เสมอแบบนี้ทำให้แฟนบอลรู้สึกเหมือนแพ้
แม้ผลจะน่าหงุดหงิด แต่เกมนี้มีหลายคนที่แสดงพัฒนาการให้เห็นจริง
ฟลอเรียน เวียร์ตซ์ ปรับตัวกับสปีดและแรงปะทะของ พรีเมียร์ลีก ได้ดีขึ้น
ประตูของเขามาจากความมั่นใจ การตัดสินใจเร็วขึ้น การเล่นในพื้นที่แคบเริ่มไม่โดนกลืน
นี่คือข่าวดีในระยะยาว เพราะถ้า ลิเวอร์พูล จะเปลี่ยน process ให้เป็น result พวกเขาต้องมีคนที่เปลี่ยนโอกาสครึ่งจังหวะให้เป็นประตูได้
เจเรมี่ ฟริมปง โดดเด่นทั้งรุกและรับ สปีดของเขาไม่ใช่แค่พาบอลไปข้างหน้า แต่มันคืออาวุธในการกดดันคู่แข่งตั้งแต่จังหวะสอง และเป็นทางออกเวลาทีมติด low block
มิลอส เคอร์เคซ พัฒนาต่อเนื่อง มีพิษสงในเกมรุก และเกมรับไม่หลุด
เขาไม่โดนเลี้ยงผ่านในเกมนี้ แปลว่าไม่ใช่แค่บุกอย่างเดียว แต่เริ่มมีวินัยในการยืนตำแหน่ง
...
ลิเวอร์พูล ยังอยู่อันดับ 4 แต่สถานการณ์มันเป็นแบบเฉียดฉิวสุด ๆ
คือบางพอที่จะโดนแซงได้ ถ้าทีมข้างหลังเริ่มเครื่องติด โดยเฉพาะถ้า แมนยู ภายใต้ ไมเคิล คาร์ริค เร่งฟอร์มได้จริง
และที่โหดคือ โปรแกรมข้างหน้าไม่ได้ใจดี ไปเยือน มาร์เซย เจอ คาราบัค เพื่อพยายามติดท็อป 8 แชมเปี้ยนส์ ลีก
เกมลีกเยือน บอร์นมัธ ที่ไม่ใช่งานง่าย
นี่คือสัปดาห์ที่ผลการแข่งขันสำคัญพอ ๆ กับกระบวนการ เพราะโปรแกรมยุโรปหนักขึ้นแล้วมันจะลากความล้าไปกิน พรีเมียร์ลีก ทันที
และ ลิเวอร์พูล ตอนนี้ไม่ใช่ทีมที่มีขุมกำลังเหลือเฟือให้สลับแบบสบาย ๆ
ลิเวอร์พูล ตอนนี้ เหมือนทีมที่เริ่มสร้างบ้านได้ถูกวิธี โครงสร้างดี วางแบบดี วัสดุดีขึ้น
แต่ยังปิดประตูบ้านไม่สนิท เลยโดนลมพายุพัดเข้ามาที…บ้านก็สั่นทั้งหลัง
และเมื่อมันสั่นบ่อยเข้า แฟนบอลก็เริ่มถามว่า "คนคุมงานก่อสร้าง…ควรได้เวลาเพิ่มไหม?"
คำตอบของคำถามนั้น ไม่ได้อยู่ในสถิติ 32 ครั้ง แต่อยู่ในเกมต่อ ๆ ไปที่ต้องแปลงกระบวนการให้เป็นสามแต้มให้ได้เสียที
#HOSSALONSO