ลิเวอร์พูล แชมป์ พรีเมียร์ลีก สานผลงานไร้พ่ายได้อย่างต่อเนื่อง 12 นัดได้ตามคาด แต่ผิดไปจากที่กะเก็งคือพวกเขาทำได้แค่เฝ้าบ้านเสมอกับ เบิร์นลีย์ ทีมน้องใหม่ซึ่งรั้งตำแหน่งรองบ๊วยด้วยผลเสมอ 1-1 ในเกม พรีเมียร์ลีก ที่สนาม แอนฟิลด์ เมื่อวันเสาร์ที่ 17 ม.ค.ซึ่งส่งผลให้ หงส์แดง สร้างสถิติสุดเลวร้ายเป็นครั้งแรก ขณะที่ เดอะ คลาเร็ตส์ แม้จะมีแต้มติดมือกลับบ้าน แต่พวกเขายังสะกดคำว่าชนะในเกมลีกไม่ได้ต่อไปนับตั้งแต่วันที่ 26 ต.ค.หรือนานถึง 83 วันแล้ว
1. สล็อต ปรับทีมครึ่งโหล
อาร์เน่อ สล็อต กุนซือ ลิเวอร์พูล เปลี่ยนนักเตะตัวจริงรวมหกชีวิตลงเล่นกับทีมรองบ๊วยของตารางเมื่อเทียบจากเกม เอฟเอ คัพ รอบสามแมตช์เปิดสนามยำใหญ่ บาร์นสลีย์ 4-1
ในจำนวนนี้ อลิสซง ได้กลับมาเฝ้าตาข่าย ขณะที่นักเตะอีกห้ารายที่คืนโผ 11 คนแรกประกอบไปด้วย อิบราฮิมา โกนาเต้ , มิลอส เคอร์เคซ , ไรอัน กราเฟนแบร์ก , ฟลอเรียน เวียร์ตซ์ และ อูโก้ เอกิติเก้
สำหรับรายชื่อแข้ง หงส์แดง ที่ต้องหลีกทางให้บรรดาคีย์แมนในเกมนี้ได้แก่ จอร์จี้ มามาร์ดาชวิลี่ , โจ โกเมซ , แอนดี้ โรเบิร์ตสัน , อเล็กซิส แม็ค อัลลิสเตอร์ , ริโอ เอ็นกูโมฮา และ เฟเดริโก้ เคียซ่า
จากโผดังกล่าวหมายความว่า โดมินิค โซโบซไล จะย้ายไปเล่นเป็นปีกขวาโดยที่ โคดี้ กัคโป จะจู่โจมทางซ้าย
2. เดอะ คลาเร็ตส์ โรเตชั่นแปดตำแหน่ง
สกอตต์ พาร์เกอร์ กุนซือทีม เบิร์นลีย์ เปลี่ยนโผตัวจริงเกมนี้มากถึงแปดรายเมื่อเทียบกับศึก เอฟเอ คัพ รอบสามที่พวกเขาเปิดบ้านขยี้ มิลล์วอลล์ ยับเยิน 5-1 เมื่อสัปดาห์ก่อน
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อักเซล ตวนเซเบ้ ได้ออกสตาร์ตทันทีหลังเสร็จภารกิจรับใช้ชาติในรายการ แอฟริกา คัพ ออฟ เนชั่นส์
กระนั้นก็ดี อาคันตุกะ มีผู้เล่นร้างสนามจากอาการบาดเจ็บหลายราย และลงเล่นไม่ได้ทั้ง ไมค์ เทรซอร์ , จอช คัลเลน , จอร์แดน เบเยอร์ , คอนเนอร์ โรเบิร์ตส์ และ เซกี อัมดูนี่
ต่อการปราศจากกัปตัน คัลเลน ทำให้ ไคล์ วอล์คเกอร์ กองหลังจอมเก๋าวัย 35 ได้สวมปลอกแขนเดินนำทีมลงสนาม
3. โซโบ ออกทะเลซ้ำ
นัดก่อนในเกมถ้วยน็อกเอาต์ โซโบซไล เล่นแบบติดประมาท และถูกเจ้านายตำหนิผ่านสื่อกรณีตอกลูกส้นหมายส่งบอลให้ มามาร์ดาชวิลี่ จนทีมเสียประตูตีไข่แตกให้ บาร์นสลีย์ ไล่ตาม 2-1 ทั้งๆที่ตัวเองกระทุ้งให้ทีมนำหน้า
ต่อจังหวะดังกล่าว สล็อต จวกดาวเตะทีมชาติ ฮังการี ว่าไม่สมควรเล่นโชว์เหนือแบบนี้แม้กระทั่งในการซ้อมซึ่งถือเป็นการลงอาญานักเตะก็ว่าได้
จากนั้นในเกมนี้ โซโบซไล สร้างความผิดหวังให้กับเจ้านายซ้ำอีกหลังจากทีมได้ลูกโทษ และมีโอกาสนำหน้าก่อนในนาทีที่ 33 แต่พ่อค้าแข้งแมกยาร์ทิ้งโอกาสด้วยการซัดบอลกระทบคาน
มองดูแล้ว มันอาจเป็นไปได้ว่า โซโบซไล อาจไม่ใช่ตัวเลือกแรกในแดนกลางของทีมอีกต่อไปก็เป็นได้หลังเจ้าตัวสร้างความผิดหวังให้กับทีมเป็นซ้ำสองแม้เท่าที่ผ่านมาเขาจะสร้างประโยชน์ได้หลายต่อหลายเกมก็ตาม
อย่างไรก็ดี โซโบซไล สังหารลูกโทษพลาดเกมนี้เป็นครั้งที่สองในอาชีพเท่านั้นจากการยิงลูกโทษทั้งหมดของเขา 22 ครั้ง
4. เวียร์ตซ์ ต้องตรงปกให้มากกว่านี้
หลังย้ายมาจาก ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น ในราคา 116 ล้านปอนด์ ฟลอเรียน เวียร์ตซ์ ต้องใช้เวลาปรับตัวกับเกม พรีเมียร์ลีก อยู่นานสองนาน
กระทั่งหลายเกมหลัง สตาร์ทีมชาติ เยอรมนี แสดงให้เห็นว่าคุ้นชินกับสภาพแวดล้อมใหม่ดีขึ้นเรื่อยๆ และสร้างประโยชน์ให้ ลิเวอร์พูล ได้ทีละน้อย
อันรวมถึงเกมบู๊กับ เดอะ คลาเร็ตส์ ด้วยที่พ่อค้าแข้งชาวเมืองไส้กรอกทำประตูได้อีกนัดซึ่งหมายความว่า เวียร์ตซ์ สอยตาข่ายได้เป็นลูกที่สี่จากหกเกมหลังของเขากับ เร้ด แมชีน บวกกับสองแอสซิสต์
แม้จะมีผลงานที่ดีขึ้นโดยเฉพาะการคลำเป้า แต่ปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่า เวียร์ตซ์ สมควรมีบทบาทกับทีมมากกว่านี้กับการเป็นหัวใจสำคัญในการคว้าผลลัพธ์แม้แน่นอนว่าเจ้าตัวจะร่ายเพลงเตะได้อย่างโดดเด่นตลอดทั้ง 90 นาทีกับทีมน้องใหม่ แต่คงไม่มีใครพูดถึงหรือว่าจดจำในเมื่อเขาพาทีมเก็บสามแต้มไม่สำเร็จ
5. หงส์สร้างสถิติสุดเลวร้าย
หลังปล่อยให้ เบิร์นลีย์ บุกมาแชร์แต้ม ลิเวอร์พูล ซึ่งได้ส่องยิงมากถึง 32 ครั้งตลอด 90 นาทีสร้างผลงานเลวร้ายเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของสโมสรนับตั้งแต่ พรีเมียร์ลีก ถือกำเนิด
กล่าวคือนี่เป็นซีซั่นแรกที่ หงส์แดง เอาชนะสามทีมน้องใหม่ที่เลื่อนชั้นขึ้นมาใน แอนฟิลด์ ไม่ได้เลยทั้งในเกมต้อนรับ ซันเดอร์แลนด์ และ ลีดส์ ก่อนหน้านี้
3 ธ.ค.: เสมอ ซันเดอร์แลนด์ 1-1
1 ม.ค.: เสมอ ลีดส์ 0-0
17 ม.ค.: เสมอ เบิร์นลีย์ 1-1