หลังจาก ดาร์เรน เฟล็ตเชอร์ ได้คุมทีม แมนฯ ยูไนเต็ด ชุดใหญ่แบบขัดตาทัพสองนัด ในที่สุด ไมเคิ่ล คาร์ริค ก็หวนคืนสู่ โอลด์ แทรฟฟอร์ด ในตำแหน่งเฮดโค้ชไปจนจบซีซั่น
ภายใต้การค้าแข้งกับ แมนฯ ยูไนเต็ด ในยุคของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน คาร์ริค ลงเล่นให้ ผีแดง 464 นัดระหว่างปี 2006-2018 และได้แชมป์รวม 18 รายการ
ครั้นจะถามว่า "ดีเอ็นเอ" ของ แมนฯ ยูไนเต็ด เข้าไปอยู่ในสายเลือดของ คาร์ริค อย่างเต็มตัวแล้วหรือยัง มองดูจากสถิติสมัยที่เขาเป็นผู้จัดการทีม มิดเดิ้ลสโบรช์ มันก็น่าจะเป็นอย่างนั้น
ขณะเดียวกันไม่ต้องสงสัยเลยว่า คาร์ริค จะไม่คุมทีมลงเล่นในระบบหลังสามตามแนวทางของ รูเบน อโมริม อย่างแน่นอนหากมองไปที่สไตล์ของเขาช่วงที่คุมทีม สิงห์อีสาน ระหว่างเดือนต.ค.2022-มิ.ย.2025
ที่้เป็นอย่างนั้นก็เพราะตามข้อมูลมีการเปิดเผยว่า คาร์ริค คุมทีม เดอะ โบโร่ ลงเล่นตามแนวทาง 4-2-3-1 เป็นส่วนใหญ่มากถึง 112 นัดจาก 124 นัด
- แผนการเล่นของ คาร์ริค กับ มิดเดิ้ลสโบรช์
ระบบ 4-2-3-1 / 112 นัด
ระบบ 4-4-2 / 6 นัด
ระบบ 3-4-1-2 / 3 นัด
ระบบ 3-5-2 / 1 นัด
ระบบ 4-4-1-1 / 1 นัด
ระบบ 5-4-1 / 1 นัด
จากสถิติดังกล่าวจะเห็นได้ว่า คาร์ริค คุมทีมลงสนามในระบบหลังสามหรือหลังห้าแค่สามนัดเท่านั้น และส่วนใหญ่เขายึดติดกับระบบแบ็คโฟร์มากที่สุดโดยไม่คิดปรับเปลี่ยนสักเท่าไหร่
นอกจากนี้ มิดเดิ้ลสโบรช์ ช่วงที่มีอดีตกองกลางทีมชาติ อังกฤษ กุมบังเหียนมีผลงานจำนวนประตู จังหวะยิง ความคาดหวังถึงประตู การผ่านบอลสำเร็จ และการได้สัมผัสบอลในเขตโทษของคู่แข่งสูงเป็นอันดับหนึ่งด้วย
ไม่เพียงเท่านั้น เดอะ โบโร่ มีเปอร์เซนต์การครองบอลเฉลี่ยสูงเป็นอันดับสองที่ตัวเลข 55.2% ซึ่งบ่งบอกได้อย่างชัดเจนว่าฟุตบอลของเขาเป็นสไตล์บุกแหลกบู๊ล้างผลาญ
กระนั้นก็ดี แม้ตัวเลขในหลายๆด้านจะรั้งอันดับหนึ่ง แต่ มิดเดิ้ลสโบรช์ เลื่อนขึ้นสู่ พรีเมียร์ลีก ไม่สำเร็จตลอดทั้งสามซีซั่น
เริ่มจากซีซั่นแรก 2022/23 ตอนที่เขาได้คุมทีมแทน คริส ไวล์เดอร์ ฟุตบอลของ คาร์ริค ต่างไปจากปรัชญาของกุนซือคนก่อนอย่างสิ้นเชิง
ขณะรับตำแหน่งช่วงปลายเดือนต.ค.มิดเดิ้ลสโบรช์ รั้งอันดับ 21 ของตารางซึ่งเสี่ยงต่อการตกชั้นสูงปรี๊ด
อย่างไรก็ดี นายใหญ่คนใหม่ของถิ่น ริเวอร์ไซด์ สเตเดี้ยม พลิกผันผลงานของทีมได้อย่างน่าทึ่งด้วยการพาทีมกำชัย 13 จาก 17 นัดแรกกระทั่งสุดท้าย สิงห์อีสาน จบอันดับสี่ได้เตะเพลย์ออฟเลื่อนขึ้นสู่ พรีเมียร์ลีก ซึ่งพวกเขาพ่ายต่อ โคเวนทรี
จากผลงานดังกล่าวทำให้ คาร์ริค เอาชนะใจแฟนบอลได้สำเร็จโดยซีซั่นแรกของเขากับ มิดเดิ้ลสโบรช์ ซึ่งไม่นับรวมเกมเพลย์ออฟมีการเผยสถิติว่า เดอะ โบโร่ รั้งอันดับสามของลีกในด้านการครองบอล (58.9%) และผ่านบอลต่อเนื่องอย่างน้อยสิบจังหวะ 379 ครั้ง อีกทั้งรั้งอันดับสองในการบิลด์เกมบุกแบบโอเพ่นเพลย์ รวมทั้งได้สัมผัสบอลหรือง้างยิงในเขตโทษคู่แข่ง 77 ครั้ง
และที่สำคัญ ทีมของ คาร์ริค ไม่เล่นฟุตบอลอืดอาดยืดยาดเช่นเดียวกับ เฟอร์กูสัน หากแต่เหตุที่ ช้างกระทืบโรง ชนะ มิดเดิ้ลสโบรช์ รวมถึงมีจังหวะยิงมากกว่าก็เพราะการเล่นเกมโต้กลับที่เด็ดขาด
อย่างไรก็ดี ซีซั่นที่สองและสามของ คาร์ริค กับ มิดเดิ้ลสโบรช์ มีสถิติตัวเลขในทุกๆด้านที่ย่ำแย่ลงแม้การครองบอลจะยังเป็นหัวใจหลักของทีมซึ่งทำให้สาวกหงุดหงิดเนื่องจากทีมไร้ประสิทธิภาพในจังหวะสุดท้ายจนไม่อาจทำลายเกมรับของฝ่ายตรงข้ามได้
ที่เป็นอย่างนั้นก็เพราะ คาร์ริค เสีย ชูบา อัคปอม ดาวยิงสูงสุดของสโมสรในสองซีซั่นแรกให้กับ อาแจ็กซ์ ช่วงซัมเมอร์ปี 2023 หลังจากเขาระเบิดฟอร์มตะบันได้ 29 ประตูใน แชมเปี้ยนชิพ
นอกจากนี้ เอ็มมานูเอล ลัตเต้ ลัธ ก็ย้ายไปร่วมทีม อตาลันต้า ช่วงกลางซีซั่นหลังรั้งตำแหน่งดาวซัลโวสูงสุดของลีกในซีซั่น 2023/24 จากจำนวน 18 ประตู
ประกอบกับอาการบาดเจ็บของนักเตะในซีซั่น 2023/24 รวมถึงแท็คติกที่อาจไม่ยืดหยุ่นมากพอส่งผลให้สโมสรหมดความอดทนกับเขาในที่สุด
แน่นอนว่าในฐานะนายใหญ่ชั่วคราว คาร์ริค ไม่น่าจะกดดันมากนักกับการคุมทีม แมนฯ ยูไนเต็ด ไปจนจบซีซั่นด้วยรู้ดีว่าเขาไม่มีแววได้คุมทีมอย่างถาวรในซีซั่นหน้า
แต่หากการกลับสู่ โอลด์ แทรฟฟอร์ด คราวนี้เขาพาทีมประสบความสำเร็จตามที่ถูกคาดหวังก็ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเส้นทางสายกุนซือของโค้ชวัย 44 ปีจะกลับมาสดใสอีกครั้งเฉกเช่นซีซั่นแรกที่เขาสร้างชื่อกับ เดอะ โบโร่ ได้อย่างน่าประทับใจ