ในประวัติศาสตร์ พรีเมียร์ลีก ไม่เคยมีทีมไหนคว้าแชมป์ได้โดยไม่มีผู้เล่นติดท็อป10 ดาวซัลโวเลยแม้แต่ทีมเดียว แต่ “ปืนใหญ่” ภายใต้การทำทีมของ มิเกล อาร์เตต้า กำลังท้าทายสถิตินั้นอย่างชัดเจน
ท่ามกลางคำถามที่ว่า “ถ้าไม่มีกองหน้าที่ยิงประตูถล่มทลาย พวกเขาจะไปถึงฝั่งฝันได้จริงหรือ?”
ผ่าวิกฤตหน้าเป้า: เมื่อเพชฌฆาตล่องหน แต่กองทัพปืนใหญ่ ยังแกร่งทั่วแผ่น
ในขณะที่ เออร์ลิง ฮาลันด์ ระเบิดฟอร์มซัดไปแล้ว 20 ประตูในลีก แต่สองดาวซัลโวสูงสุดของอาร์เซน่อลอย่าง วิคตอร์ โยเคเรส และ เลอันโดร ทรอสซาร์ กลับทำไปได้เพียงคนละ 5 ประตูเท่านั้น
โดยเฉพาะในรายของ โยเคอเรส ดาวยิงค่าตัว 64 ล้านปอนด์ที่ย้ายมาพร้อมความคาดหวังจากสถิติสุดโหดในโปรตุเกส แต่ปัจจุบันเขากำลังเผชิญมรสุมเรื่องความมั่นใจอย่างหนัก หลังคลำเป้าจากการเล่นโอเพ่นเพลย์ได้เพียงลูกเดียว จาก 15 นัดหลังสุด ซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่ที่ อาร์เตต้า ต้องเร่งแก้ไข
สูตรลับของ อาร์เตต้า: กระจายความเสี่ยง
แม้ อาร์เซน่อล จะไร้กองหน้าที่ยิงประตูได้อย่างถล่มทลาย แต่พวกเขายังรักษาเกมรุกที่ดุดันเป็นอันดับ 2 ของลีก (40 ประตู) ด้วยกลยุทธ์การกระจายตัวทำประตู ที่มีผู้เล่นพังสกอร์ไปแล้วถึง 13 ราย เสริมด้วยทีเด็ดจากลูกตั้งเตะที่ทำประตูได้มากที่สุดในพรีเมียร์ลีกถึง 17 ลูก
อาร์เตต้า ย้ำชัดว่า “สิ่งที่สำคัญที่สุดไม่ใช่ผลงานส่วนตัวของใครคนใดคนหนึ่ง แต่คือการที่ทีมยังโชว์ฟอร์มแกร่งและคว้าชัยชนะมาครองได้อย่างต่อเนื่อง” ซึ่งเป็นหัวใจหลักที่ทำให้พวกเขายังคงผงาดรั้งจ่าฝูงอยู่ในเวลานี้
แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์: การกลับมาของ ไค ฮาแวร์ตซ์
ความหวังในเกมรุกเริ่มดูสดใสขึ้นเมื่อ ไค ฮาแวร์ตซ์ สลัดอาการบาดเจ็บยาวเกือบปีกลับมาลงสนามได้แล้ว อาร์เตต้า ถึงกับเอ่ยปากชมว่า “การเห็นเขาเคลื่อนที่และความเข้าใจเกมของเขา มันคือความสุขที่ได้ดูจริงๆ” ซึ่งนี่อาจเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่เข้ามาเติมเต็มแนวรุกในช่วงโค้งสุดท้าย
โมเดลแชมป์แบบไร้กองหน้า?
อาร์เซน่อล กำลังเดินตามรอยความสำเร็จของ เชลซี (2005) และ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (2021) ที่พิสูจน์ให้เห็นว่าระบบทีม สำคัญกว่า กองหน้าเบอร์ 9 โดยเน้นการเล่นที่สอดประสานจนผู้เล่นทุกคนพร้อมกลายเป็นผู้ทำประตูได้ทุกวินาที
ความน่ากลัวของ “ปืนใหญ่” ชุดนี้ไม่ได้มีแค่เกมรุกที่หลากหลาย แต่ยังมีเกมรับที่แกร่งที่สุดในลีกด้วยสถิติเสียเพียง 14 ประตูจาก 21 นัด
ด้วยช่องว่าง 6 คะแนนบนตารางและความสมดุลที่ไร้จุดอ่อน อาร์เซน่อลปี 2025 กำลังจะสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่และพิสูจน์ให้โลกเห็นว่า “การคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก ไม่จำเป็นต้องมีเครื่องจักรถล่มประตูเสมอไป”