เรื่องของเรื่องมีอยู่ว่า...
1. ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด ไมเคิ่ล คาร์ริค จะได้รับการแต่งตั้งให้เข้ามาคุม แมนยูไนเต็ด แบบชั่วคราว (อีกครั้ง) ไปจนจบฤดูกาล 2025/26 หลังสื่อแทบทุกสำนักรายงานตรงกันในเรื่องนี้
มิเท่านั้น รายงานข่าวยังกล่าวว่า ดาร์เรน เฟล็ทเชอร์ และจอนนี่ อีแวนส์ จะเป็นทีมงานสต๊าฟฟ์โค้ชของเขาด้วย
ส่วน โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ก็ตกกระป๋องไปตามระเบียบ
2. พูดถึงความสามารถ ตอนรักษาการแทน 'น้าลูกอม' เขาได้คุมทีมปีศาจแดงเพียงแค่ 3 นัด ผลงานเข้าขั้นไฉไล คือชนะ บียาร์เรอัล 2-0, เสมอ เชลซี 1-1 และชนะ อาร์เซน่อล 3-2 แต่แค่เพียง 3 นัด มันยังพิสูจน์อะไรไม่ได้มาก
ตอนเป็นนายใหญ่ของ มิดเดิ้ลส์โบรช์ แม้นตอนจบจะถูกปลดออกจากตำแหน่ง แต่ผมมองว่าเมื่อเทียบกับศักยภาพของ เดอะ โบโร่ ผลงานโดยรวมที่จบอันดับ 4 อันดับ 8 และโดนไล่ออกตอนอยู่อันดับ 10 ของตารางแชมเปี้ยนชิพ ถือว่าไม่น่าเกลียดอะไรมากมาย
อย่างน้อยก็มีประสบการณ์มากกว่าตอนรักษาการแทนในรอบแรก
3. ภารกิจที่ 'ท่านปลัด' ต้องทำคือเสกให้ แมนยูไนเต็ด จบฤดูกาลนี้ โดยติด 'ท๊อปซิ๊กซ์' เพื่อกลับไปเล่นในถ้วยยุโรป อันเป็นแหล่งขุมทรัพย์
ฌ ปัจจุบัน 'เรด เดวิลส์' อยู่อันดับ 7 ของพรีเมียร์ลีก โดยตามหลังทีมอันดับ 4 อย่าง ลิเวอร์พูล แค่ 3 แต้ม และมีน้อยกว่าทีมอันดับ 5 อย่าง เบรนท์ฟอร์ด แค่แต้มเดียว
ในทางทฤษฎีกับอีก 17 เกมที่เหลือ ยังพอมีลุ้นจบอันดับ 4-5-6 ของตาราง
มันจึงเกิดคำถามที่น่าสนใจว่า...
ในเมื่อมีลุ้น ทำไม แมนยูไนเต็ด ไม่หาผู้จัดการทีมตัวจริงระดับ 'บิ๊กเนม' แบบถาวรไปเลย มึงจะรอจนจบฤดูกาลทำแมวน้ำอะไร ???
เรื่องนี้มีความขัดแย้งกันในตัวเหมือนคำพังเพยที่ว่า
'น้ำขึ้นให้รีบตัก' กับ 'ช้าๆ ได้พร้าเล่มงาม'
หนึ่งคือถ้ารีบร้อนแต่งตั้ง แล้วถ้าได้คนที่ไม่เหมาะสมจริงๆ ล่ะ มันก็อาจซ้ำรอยตอนรีบคว้าเอา รูเบน อโมริม มาเป็นกุนซือหรือเปล่า ???
อีกประการหนึ่งคือนาทีนี้ ขอเรียนตามตรงว่าบรรดาผู้จัดการทีมที่อยู่ในบัญชีตัวเต็งที่พร้อมรับงานทันที มันก็ยังไม่มีใครที่เหมาะสมที่สุด และเหมาะสมจริงๆ เลยสักคน
แบบนี้สู้รอให้จบศึกฟุตบอลโลก 2026 ตอนกลางปีนี้ ไม่ดีกว่าเหรอ เพราะถึงตอนนั้นน่าจะมีผู้จัดการทีมคุณภาพคับตูดอีกหลายคนที่แยกทางกับทีมชาติ
ตัวอย่างเช่น โธมัส ทูเคิ่ล, คาร์โล อันเชล็อตติ หรือแม้แต่ ยูเลี่ยน นาเกลส์มัน !!!
4. ดูจากฟอร์มการเล่นและศักยภาพทีมของ แมนยูไนเต็ด และนาทีนี้
ภารกิจของ ไมเคิ่ล คาร์ริค ช่างใหญ่หลวงยิ่งนัก
ปัญหาที่ต้องแก้ไขเป็นอันดับแรกคือเรื่องเกมรับ แต่ด้วยคุณภาพของผู้เล่นชุดปัจจุบัน เฉพาะอย่างยิ่งมิดฟิลด์ตัวรับกับแผงหลัง มันคงยาก ดับเบิ้ลยากส์ที่จะทำให้เกมรับเหนียวแน่นขึ้นแบบชั่วข้ามคืน
คิดง่ายๆ ถ้ากองหลังเก่ง เกมรับมันก็จะดี ต่อให้เน้นเกมรุก กองหลังเก่งๆ ก็จะช่วยให้คุณเสียประตูน้อยได้ ตัวอย่างจาก ลิเวอร์พูล ของ เจอร์เก้น คล็อปป์ ที่มีเสาหลักตกน้ำมันอย่าง เฟอร์จิล ฟาน ไดค์
อย่างไรก็ตาม ตอนเป็นพ่อใหญ่แห่ง โอลด์ แทรฟฟอร์ด โชเซ่ มูรินโญ่ เคยทำให้ แมนยูไนเต็ด มีเกมรับที่เหนียวแน่นจนเสียไปแค่ 28 ประตู ในพรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2017/18 ทั้งๆ ที่มีกองหลังอย่าง คริส สมอลลิ่ง, ฟิล โจนส์, เอริก ไบญี่, ดาเล่ย์ บลินด์, มาร์กอส โรโฮ และมัตเตโอ ดาร์เมี่ยน แถมยังใช้ แอชลี่ย์ ยัง เล่นเป็นแบ็คอีกต่างหาก
เมื่อคุณภาพของกองหลังไม่สูงมากนัก 'จ่ามู' ทำให้เกมรับเหนียวแน่น ด้วยวิธีการเล่นครับ
วิธีการของกุนซือจอมอหังการในซีซั่นนั้นคือให้ลูกทีมเล่นด้วยความรัดกุม ระมัดระวัง และปลอดภัยไว้ก่อน
เพียงแต่มันก็ต้องแลกมาด้วยความน่าเบื่อ น่าเบื่อเหมือนกับที่ อาร์เน่อ สล็อต กำลังทำกับ ลิเวอร์พูล และนาทีนี้ที่เกมรับไม่แข็งแกร่งเหมือนเดิม
5. ว่าแล้วก็อยากให้เด็กผีทำใจครับ
ถ้า ไมเคิ่ล คาร์ริค ทำทีมเน้นเกมรุกบุกแหลกแบบที่บรรดากองเชียร์อยากจะเห็น
โอกาสพังพินาศมีสูงมาก เพราะประสิทธิภาพของเกมรุกชุดนี้ยังทดแทนจุดอ่อนในเกมรับไม่แนบสนิทแน่ๆ
ดังฉะนั้น หากพี่แกใช้ 'วิธีการเล่น' มาแก้ไขเกมรับที่มะเขือเผา เพื่อผลการแข่งขัน กองเชียร์ก็ต้องเข้าใจด้วย ไม่ใช่เอาแต่พล่ามบอก และบ่นว่ามันไม่ใช่ DNA ของปีศาจแดง