เจาะลึกความสำเร็จ Bournemouth Model จากทีมเกือบล้มละลายสู่โรงงานผลิตนักเตะกำไรหลักพันล้าน
จากทีมที่เคยนอนรอความตาย มีเงินติดบัญชีไม่กี่ปอนด์ จนเกือบโดนลบชื่อออกจากสารบบฟุตบอลอังกฤษเมื่อปี 2008
ใครจะเชื่อว่าผ่านมาไม่ถึงสองทศวรรษ "เดอะ เชอร์รีส์" บอร์นมัธ จะสถาปนาตัวเองกลายเป็น "โรงงานผลิตทองคำ" แห่งชายฝั่งตอนใต้ ที่ไม่ใช่แค่ประคองตัวรอดในพรีเมียร์ลีก แต่ยังโชว์กึ๋นการทำธุรกิจที่ทีมยักษ์ใหญ่ยังต้องสนใจ
บทเรียนจากนรกสู่การวางรากฐาน
หากย้อนกลับไปในอดีต บอร์นมัธ เคยติดลบถึง 17 แต้มในลีก ทู และเกือบสิ้นชื่อ เพราะปัญหาการเงิน แต่ตามรายงานจาก บีบีซี จุดเปลี่ยนสำคัญคือการเข้ามาของกลุ่มทุนที่มองการณ์ไกล
การวางโครงสร้าง "หลังบ้าน" ให้แข็งแกร่งกว่าการทุ่มซื้อความสำเร็จชั่วคราว พวกเขาเลือกที่จะลงทุนในระบบแมวมอง (Scouting System) ที่ตาถึงและแม่นยำยิ่งกว่าจับวาง
โมเดล "ซื้อถูก-ปั้นโหด-ขายโคตรแพง"
ไม่ใช่แค่ โดมินิค โซลันกี้ เท่านั้นที่ทำเงินให้สโมสร แต่ บอร์นมัธ ยังมีลิสต์ "สินค้าเกรดเอ" ที่ปล่อยออกไปโกยเงินเข้ากระเป๋าอย่างต่อเนื่อง ยกตัวอย่างให้เห็นภาพง่าย ๆ อย่างเช่น
- มิลอส เคอร์เคซ ไป ลิเวอร์พูล : 40 ล้านปอนด์
- นาธาน อาเก้ ไป แมนฯ ซิตี้ : 41 ล้านปอนด์
- อองตวน เซเมนโย่ ไป แมนฯ ซิตี้ : 64 ล้านปอนด์
รวมทั้งนักเตะอื่น ๆ อีกหลายรายที่ฟันกำไรไปได้หลายล้าน
แม่ทัพผู้ยกระดับมูลค่า
ตามการวิเคราะห์ของ สกายสปอร์ตส์ การเลือก อันโดนี่ อิราโอล่า เข้ามาคุมทัพ คือการอัปเกรดซอฟต์แวร์ครั้งใหญ่
บอร์นมัธ ไม่ได้เล่นเพื่อรอดตาย แต่เล่นฟุตบอลสมัยใหม่ที่เน้น High Pressing ซึ่งช่วยขับเน้นศักยภาพนักเตะดาวรุ่งอย่าง อองตวน เซเมนโย่ และ มิลอส เคอร์เคซ ให้โดดเด่น จนทีมใหญ่หลายทีมจ้องตาเป็นมันก่อนคว้าตัวไปในที่สุด
"Bournemouth Model" คือข้อพิสูจน์ว่าในโลกฟุตบอลยุคปัจจุบัน "เงิน" ไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่จะบันดาลความสำเร็จ แต่วิสัยทัศน์และความอดทนในการสร้างนักเตะคือหัวใจสำคัญที่ทำให้พวกเขาอยู่รอดในลีกใหญ่จนถึงทุกวันนี