การปลด รูเบน อโมริม ทำให้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กลับมาถกประเด็น “ดีเอ็นเอสโมสร” อีกครั้ง ท่ามกลางคำถามจากอดีตแข้งและกูรูว่า แนวคิดนี้ยังสำคัญหรือเป็นเพียงภาพฝันจากอดีต
การค้นหานายใหญ่คนใหม่ของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หลังการปลด รูเบน อโมริม ออกจากตำแหน่ง ได้จุดกระแสเดิมที่แฟนบอลคุ้นเคยกลับมาอีกครั้ง นั่นคือเสียงเรียกร้องให้กุนซือคนต่อไปต้อง “เหมาะกับดีเอ็นเอของสโมสร”
“ดีเอ็นเอ” กลายเป็นถ้อยคำปลอบใจในยามวิกฤต สื่อถึงการหวนรำลึกถึงยุคเรืองรองและตัวตนดั้งเดิมของสโมสร หลังการอำลาของอโมริม อดีตกองหลังลูกหม้ออย่าง แกรี เนวิลล์ เชื่อว่า ยูไนเต็ด มาถึงจุดที่ต้องเลือกผู้จัดการทีมที่ “เข้าใจและเหมาะกับดีเอ็นเอของสโมสรฟุตบอลแห่งนี้”
อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับยูไนเต็ดเพียงทีมเดียว โดย จอห์น อัลดริดจ์ อดีตกองหน้า ลิเวอร์พูล เคยโพสต์วิจารณ์หลังเกมเสมอ ลีดส์ ยูไนเต็ด 0-0 ว่า “ดูเหมือนเราจะทำ ดีเอ็นเอ ของเราหายไป ไม่มีแรงขับเคลื่อน ความกระหาย และขาดไอเดีย”
เมื่อสโมสรเผชิญปัญหา การเรียกร้องหา “ดีเอ็นเอ” มักหมายถึงการกลับไปสู่สิ่งที่สโมสรยึดถือ และเป็นรากฐานของความสำเร็จในอดีต ซึ่งอาจอธิบายได้ว่าทำไม เซอร์ จิม แรตคลิฟฟ์ ผู้ถือหุ้นส่วนน้อยของ ยูไนเต็ด และทีมงาน จึงพิจารณาบุคคลที่มีสายสัมพันธ์กับ โอลด์ แทรฟฟอร์ด เพื่อรับบทกุนซือชั่วคราว
ดาร์เรน เฟล็ตเชอร์ เพิ่งลงคุมทีมในเกมกับ เบิร์นลีย์ ขณะที่ชื่อของ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา อดีตผู้จัดการทีมที่ถูกปลดในปี 2021 และ ไมเคิล คาร์ริค ก็อยู่ในข่ายพิจารณาเช่นกัน โดย เฟล็ตเชอร์ และ คาร์ริค รวมกันคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก ถึง 10 สมัย ส่วน โซลชา คว้า 6 สมัย และยังเป็นเจ้าของประตูประวัติศาสตร์ในนัดชิง ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 1999 ที่เอาชนะ บาเยิร์น มิวนิค
เฟล็ตเชอร์ ถึงขั้น "ขอพร” จาก เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ก่อนรับหน้าที่ชั่วคราว สะท้อนอิทธิพลที่ยังหลงเหลือของตำนานกุนซือวัย 84 ปี ผู้พายูไนเต็ดคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก 13 สมัย และแชมเปี้ยนส์ ลีก 2 สมัย แต่คำถามสำคัญคือ การยึดโยงกับอดีตจะช่วยฟื้น “ดีเอ็นเอ” ของทีมได้จริงหรือไม่ หลังจากเขาอำลาตำแหน่งมานานกว่า 13 ปี
ปีเตอร์ ชไมเคิล อดีตผู้รักษาประตูระดับตำนาน กล่าวขณะจัดรายการวิทยุให้กับ บีบีซี ไว้ว่า ยูไนเต็ด ผ่านกุนซือชื่อดังมาแล้วมากมาย ทั้ง โชเซ มูรินโญ และ หลุยส์ ฟาน กัล แต่ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะพวกเขานำระบบของตัวเองเข้ามา ซึ่งไม่สอดคล้องกับ “วิถีแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด”
แนวคิดเรื่องดีเอ็นเอของสโมสร จึงถูกตั้งคำถามว่าเป็นสิ่งที่มีอยู่จริงหรือเป็นเพียงภาพโรแมนติกในความทรงจำ อดีตยุคของ เซอร์ แมตต์ บัสบี้ และ เฟอร์กูสัน สร้างภาพจำของฟุตบอลเกมรุกที่รวดเร็ว ดุดัน และให้โอกาสนักเตะเยาวชน เช่น บัสบี้ เบ๊บส์ และ คลาส ออฟ 92
ในทางกลับกัน ฟุตบอลยุคใหม่ให้คุณค่าสูงสุดกับ “ชัยชนะ” ไม่ว่าด้วยวิธีใด หลายสโมสรที่ประสบความสำเร็จอย่าง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ หรือ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ไม่ได้มี ดีเอ็นเอ ที่ชัดเจน แต่ก็ยังคว้าแชมป์ได้อย่างต่อเนื่อง
สุดท้ายแล้ว “ดีเอ็นเอ” อาจเป็นเพียงวาทกรรมสวยงามที่ใช้เรียกสิ่งเดียวกัน นั่นคือ การมีนักเตะและผู้จัดการทีมระดับสูง พร้อมบุคลิกผู้นำที่พาสโมสรไปสู่ความสำเร็จ ซึ่งบุคคลแบบ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ไม่ใช่สิ่งที่จะหาได้ง่ายในโลกฟุตบอลปัจจุบัน