เป็นเกมของ 2 ครึ่งเวลาในแง่การครองบอล
ครึ่งแรกอาร์เซน่อลครองบอล ครึ่งหลังลิเวอร์พูลครองบอล
แต่ลิเวอร์พูลอยู่ในเกมตลอด 90 นาที แม้ไม่ได้เป็นฝ่ายครองบอลใน 45 นาทีแรก
การวางแผนของอาร์เน่อชัดเจน รับให้รัดกุม เล่นให้มีสมาธิที่สุด คุมพื้นที่และคุมคนในเขตโทษให้ละเอียด ลดทอนความผิดพลาดส่วนบุคคล
ให้อาร์เซน่อลเล่นด้านข้างได้ แต่ไม่ให้เจาะตรงกลาง การให้ โฟลเรียน เวียร์ทซ์ เล่นฟอลส์ไนน์ประสานกับ โดมินิก โซโบซไล โดยฉีก โกดี้ กักโป ไปยืนปีกซ้ายบอกแนวทางนี้ชัดเจน
เวียร์ทซ์ กับ โซโบ ช่วยปิดพื้นที่ตรงกลางร่วมกับ อเล็กซิส แม็ค อัลลิสเตอร์ และ ไรอัน กราเฟนแบร์ก ขณะที่ กักโป ช่วยซ้อน มิลอส เคอร์เคซ ทางซ้าย เหมือนที่ เฌเรมี่ ฟริมปง ทำในบทบาทเดียวกันทางขวาช่วย คอเนอร์ แบร๊ดลี่ย์
อาร์เซน่อลครองบอลต่อเนื่องแต่เกมรับของหงส์แดงรับมือได้ดี ไม่มีอาการปั่นป่วน มีสติและช่วยกันแก้ไขจังหวะที่เพื่อนแพ้การดวล รวมทั้งจังหวะสุดท้ายที่ไม่เด็ดขาดเองของจ่าฝูงอย่างตอนที่ บูกาโย่ ซาก้า กระชากผ่านเคอร์เคซกับแม็ค อัลลิสเตอร์ ไต่เส้นหลังลูกนั้น
บอลตบย้อนคืนมาของซาก้าที่แม้จะหลุดเป้าหมายแรกไปแต่ปกติจะมีเป้าหมายที่สองคือกองกลางสักคนเข้าหาบอลที่หลุดมาถึงจุดโทษ แต่จังหวะนั้นไม่มีผู้เล่นอาร์เซน่อลอยู่ในตำแหน่งเลย
เป็นโอกาสใกล้เคียงที่สุดของเจ้าบ้าน ที่ผ่านเกมป้องกันของอาคันตุกะจากเมอร์ซี่ย์ไซด์ถึงด่านสุดท้ายแล้วกลับทำไม่ได้เอง
จังหวะอื่น ๆ ไม่ได้อันตรายขนาดนั้นอีกไปจนจบครึ่งแรก
สิ่งที่ผมมองเห็นต่อมาคือการแก้เกมที่ได้ผลของอาร์เน่อ เขาอาจจะให้ลูกทีมเล่นอย่างเดิมก็ได้เพราะยังรับมือได้ดี ไม่มีข้อผิดพลาดเลย ทั้งยังมีจังหวะปลดเกมบีบกดดันสวย ๆ ขึ้นไปเข้าทำอย่างลูกที่แบร๊ดลี่ย์ยิงชนคาน
เพียงแต่จังหวะโต้คม ๆ หรือเปลี่ยนเกมรับเป็นเกมรุกในครึ่งแรกแทบจะทำไม่ได้ และนั่นน่าจะเป็นเหตุผลที่เขายอมเสี่ยงเล่นฟุตบอลอีกแบบใน 45 นาทีหลัง
ถ้าครึ่งหลังจะเลือกเล่นแบบเดิม ความเสี่ยงอยู่ตรงความกดดันที่จะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ หากตั้งรับแบบไม่ได้โต้ไปนาน ๆ
จาก 60 นาที เป็น 70 นาที 80 นาที ถ้าคุณไม่ได้ตอบโต้เลย ความตึงเครียดจะเพิ่มขึ้น ความอ่อนล้ามากขึ้น การจัดระเบียบเกมรับมีโอกาสหย่อนประสิทธิภาพลงด้วยสมาธิที่พร่องลงไปตามสภาวะ ยังไม่รวมโมเมนตัมที่อาจเป็นของทีมปืนใหญ่ที่จะโหมลุยใส่เป็นระลอกบวกกับเลือกเปลี่ยนตัวสำรองที่ลงมาเพิ่มมิติตามใจชอบ
ครึ่งแรกเล่นเกมรับและสามารถรับมือได้ดี ไม่ได้หมายความว่าครึ่งหลังจะทำอย่างนั้นได้ตลอด โดยเฉพาะในเงื่อนไขที่เกมโต้กลับหรือการเปลี่ยนรับเป็นรุกของทีมไม่ทำงาน บอลกระเด้งกลับมาเร็ว แทนที่จะพาขึ้นไปถึงแดนสุดท้ายหรือมีจังหวะได้จบขู่เป็นระยะ
และกับทีมอย่างอาร์เซน่อล หากคุณพลาดเปิดโอกาสให้เขาทีเดียวก็อาจเสียประตูได้เลย และถ้าเสียประตูในโมเมนตัมที่ถูกกดหนัก การดึงจังหวะการเล่นให้กลับมาเป็นของตัวเองยิ่งเป็นเรื่องยากมาก
ผมคิดว่าอาร์เน่อมองเห็นความเสี่ยงที่จะเกิดปัญหาแบบนั้นแม้ครึ่งแรกจะยังดูดี เขาจึงตัดสินใจอย่างที่เห็นในครึ่งหลัง
ดันเกมขึ้นมาสู้ตรงกลาง ขยับสูงขึ้น ชิงแย่งบอลและเก็บจังหวะสองให้ได้
เสี่ยงไหม.. มันเสี่ยงแน่เพราะพื้นที่การเล่นห่างประตูขึ้นมา ถ้าบอลยังเป็นของอาร์เซน่อล นักเตะปืนใหญ่สามารถเล่นงานพื้นที่นั้นได้ถนัดถนี่
เล่นแบบเดิม เสี่ยงอย่างหนึ่ง เล่นแบบใหม่ ก็เสี่ยงอีกแบบหนึ่ง ทุกวิธีการเล่นมีข้อดีข้อด้อยในตัวมันเองอยู่แล้ว แต่ขึ้นอยู่กับว่าคุณเลือกได้ถูกต้องกับสถานการณ์ไหม
และ 45 นาทีของเกมในครึ่งหลังบอกเราว่าอาร์เน่อเลือกถูก เพราะการครองบอลเปลี่ยนกลับมาเป็นของลิเวอร์พูลไปเลย ทั้งยังเป็นการครองบอลที่สร้างปัญหาให้อาร์เซน่อลไม่น้อย
โซโบซไลมีโอกาสยิงถึง 5 ครั้งจากฟรีคิกระยะหวังผล 2 หน และยิงแถว ๆ กรอบเขตโทษอีก 3 ที
แดนกลางทำงานได้เต็มที่ แม็กก้า กับ กราฟ โดดเด่นคุมจังหวะอยู่หมัด มีดึงจังหวะ มีผ่อนเกม มีพาบอลทะลุขึ้นมาเอง
ความเร็วของฟริมปงก็เป็นประโยชน์ บอลทิ้งไปทางปีกขวาดาวเตะดัตช์วิ่งไล่ตามเก็บได้หมด ความอันตรายตรงนี้อาจเป็นเหตุผลว่าทำไมครึ่งแรกเกมของอาร์เซน่อลจึงหนักขึ้นทางขวาด้วยการเติมของ ยูร์เรียน ทิมเบอร์ ไปประสานงานกับซาก้า ด้วยเพราะทางซ้าย ปิเอโร่ อินคาปิเย่ ต้องระวังอดีตเพื่อนร่วมทีมเลเวอร์คูเซ่น
ทีมปืนใหญ่ตั้งเกมไม่ได้ มิเกล อาร์เตต้า กับลูกทีมอาจคาดไม่ถึงว่าลิเวอร์พูลจะเล่นแบบนี้ในครึ่งหลังและน่าจะขัดเกลาหาวิธีการเจาะการตั้งรับของหงส์แดงหลังจากมองเห็นจุดที่ยังขาดหายไปในครึ่งแรก
เตรียมพร้อมที่จะกลับลงสนามมาเจาะเกมรับ อาจเน้นบอลชิ่ง 1-2 หน้าเขตโทษมากขึ้น หรือเพิ่มบทบาททางซ้ายของ เลอันโดร ทรอสซาร์ ให้มากขึ้น เพื่อปรับเกมให้สมดุลและเปิดพื้นที่โจมตีทางฝั่งขวาของซาก้า
แต่กลับกลายเป็นว่าเปิดฉากครึ่งหลังมาลิเวอร์พูลเล่นอีกแบบ ดันเกมขึ้นสูงกว่าเดิม กล้าแย่งและเน้นเก็บบอลสองดุดันขึ้น ขยับเคลื่อนที่หาช่อง ต่อบอลสู้ในแดนทีมปืนใหญ่เลย
อาการเครื่องรวนจึงปรากฏให้เห็น.. ตั้งหลักไม่ทัน แผนงานที่เตรียมไว้ถูกแช่แข็งด้วยบอลไม่ได้อยู่ในการครอบครองของตัวเองต่อเนื่องเหมือนครึ่งแรก
ลิเวอร์พูลกระชากเกมมาอยู่ในมือและควบคุมสถานการณ์ให้เป็นอย่างนั้นได้อย่างต่อเนื่อง อาร์เตต้าต้องแก้ด้วยการเปลี่ยนตัวหลัก ๆ 2 หน กาเบรียล มาร์ติเนลลี่ กับ กาเบรียล เชซุส ลงแทน ทรอสซาร์ กับ เยอเคเรส และ โนนี่ มาดูเอเก้ กับ เอเบเรชี่ เอเซ่ แทน ซาก้า กับ มาร์ติน โอเดการ์ด ไม่รวมที่เปลี่ยน อินคาปิเย่ ที่เจ็บ แต่รูปเกมไม่กระเตื้องนัก
กลายเป็นอาร์เซน่อลไม่สามารถดึงจังหวะของเกมจากมือลิเวอร์พูลให้กลับมาเป็นของตัวเองได้อีกเลยตลอดครึ่งหลัง กระทั่งช่วงทดเวลาที่เริ่มทำได้ดีขึ้นแต่ช้าเกินไปแล้ว
ผลเสมอ 0-0 ครั้งแรกในรอบ 10 ปีครึ่งของคู่นี้นับว่ายุติธรรมดีแล้ว ไม่ได้มีอะไรให้น่าเสียดายมากนักทั้ง 2 ฝ่าย
กับอาร์เซน่อล ในเกมใหญ่ที่เจอกับแชมป์เก่าซึ่งแม้จะมีปัญหาแต่ก็ยังมีพิษสงซ่อนอยู่ การระแวดระวังไว้ไม่เสี่ยงจนเกินไป สามคะแนนไม่ได้แต่มีแต้มติดมือก็ยังถือเป็นแต้มใหญ่ ไม่เสียหายอะไรเมื่อคำนึงถึงผลของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่สะดุดเช่นกัน
ช่องว่างยังห่าง 6 คะแนน กับเกมที่คู่แข่งก็เตรียมตัวมาดีและแก้เกมดีแบบนี้
กับลิเวอร์พูล หนึ่งคะแนนจากเอมิเรตส์ สเตเดี้ยม ด้วยเกมแพลนที่ถูกต้องและการแก้เกมที่เหมาะสม ต่อยอดผลงานไม่แพ้ใครออกไปเป็น 10 เกมติดต่อกัน แม้จะหนักไปทางเสมอ 5 เกมแต่ก็อยู่ในสถานการณ์ที่มั่นใจได้มากกว่าเดิมเยอะ
ย้อนกลับไปช่วงที่แพ้ติด ๆ กันต่อ แมนซิตี้ น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ และ พีเอสวี ไอนด์โฮเฟ่น ที่ทุกอย่างเละเทะไปหมด 3 เกมโดนยิงไป 10 ลูก มาถึงตรงนี้ทีมดูลงตัวและเชื่อมั่นในตัวเองขึ้น
ในเงื่อนไขที่ไม่มีกองหน้าอาชีพในเกมนี้เพราะ อูโก้ เอกิติเก้ ฟิตไม่ทันอาการเจ็บกล้ามเนื้อต้นขาด้านหลัง อเล็กซานเดอร์ อิซัคเจ็บยาว โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ยังอยู่โมร็อกโก ลิเวอร์พูลผ่านหนึ่งในเกมที่ยากที่สุดและเป็นบททดสอบที่โหดหินที่สุดด้วยการเล่นที่เยือกเย็น มีสมาธิ ทำทุกอย่างถูกต้อง
เป็นผลงานที่น่าพอใจและน่าจะช่วยเติมพลังให้ทีมได้ไม่น้อยเลยล่ะครับ
-ตังกุย-