ปัญหาใหญ่ที่สุดของ ลิเวอร์พูล ตอนนี้ คือพวกเขากำลังเผชิญวิกฤตการหาตัวตนของตัวเองไม่เจอ
เรื่องที่หลายคนตั้งคำถามขึ้นมาคือ ทีมของ อาร์เน่อ ชุดนี้ เป็นทีมแบบไหนกันแน่ ?
และทุกคนก็น่าจะตอบเป็นเสียงเดียวกันคือ "หาไม่เจอ"
ย้อนไปเมื่อฤดูกาล 2024/25 ตอนที่พวกเขาเดินหน้ากวาดชัยชนะต่อเนื่องจนนำไปสู่แชมป์ลีกสูงสุดสมัยที่ 20
ตอนนั้น เราเองก็มองเห็นแผน และโครงสร้างที่ชัดเจน นั่นคือฟุตบอลที่เน้นการครอบครอง, คุมเกม, และคุมจังหวะมากขึ้นกว่ายุคของ เจอร์เก้น คล็อปป์
ขณะเดียวกัน ปีก่อน เรายังเห็นการเพรสซิ่งสูง, ดุดัน และตั้งเกมบุกเพื่อเดินหน้ากดดันคู่แข่งตลอดเวลา
มันเป็นความสมดุลที่เกิดขึ้นทั้งเกมรุกและเกมรับ จน อาร์เน่อ ได้รับคำชมล้นหลาม เมื่อ ลิเวอร์พูล ไล่ถล่มคู่แข่งในประเทศแบบไม่ไว้หน้า
อย่างไรก็ตาม
นับตั้งแต่ซัมเมอร์ที่ผ่านมาที่มีการยกเครื่องทีมขนานใหญ่
ทุกอย่างกลับเริ่มมีหมอกดำขึ้นมาปกคลุมจนมองไม่ชัดเหมือนที่เคยเป็น
ซีซั่นนี้ แบ่งออกเป็นได้ 3 ช่วงชัด ๆ คือ
ช่วงแรก : ลิเวอร์พูล มีดวงช่วยอยู่ไม่น้อย ชนะเกมแบบที่ไม่น่าจะกลับมาชนะได้ และมีดราม่าช่วงท้ายเกมปะปนอยู่ตลอด
ซึ่งแน่นอน มันไม่ยั่งยืน และเมื่อฟอร์มโดยรวมไม่ดีขึ้น สุดท้าย ล้อก็หลุดด้วยช่วงเวลาหายนะที่แพ้ถึง 9 จาก 12 นัดทุกรายการ เป็นช่วงที่ ลิเวอร์พูล ดูเปราะบางสุด ๆ ยามไม่มีบอล
ช่วงสอง : หลังจากนั้นจนถึงก่อนปลายพฤศจิกายน คือช่วงที่ปัญหาเดิม ๆ สะสม และทีมดูเหมือนยังหาทางออกไม่เจอ
ช่วงสาม : ตั้งแต่ปลายพฤศจิกายนเป็นต้นมา ตอนที่ อาร์เน่อ โดนกดดันอย่างหนัก เขาพาทีมฟื้นขึ้นมาระดับหนึ่ง พา ลิเวอร์พูล กลับเข้าสู่ท็อปโฟร์ นำ เชลซี ทีมอันดับ 5 อยู่ 3 แต้ม
แทนที่มันจะสร้างความเชื่อมั่นทั้งในและนอกสนามจากการไม่แพ้ใคร 9 นัดติด แต่กลับเหมือนความสงสัยยิ่งพอกพูนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
ลิเวอร์พูล กระชับและแพ้ยากขึ้นก็จริง แต่ อาร์เน่อ ก็ดูเหมือนทำให้ทีมดูยากขึ้นไปพร้อม ๆ กัน
ลิเวอร์พูล ดูเป็นทีมที่หลีกเลี่ยงความเสี่ยงมากขึ้น หวาดกลัวมากขึ้น และเล่นไม่น่าตื่นตาตื่นใจเหมือนเดิม
ความไหลลื่นมีน้อย ประกายและชั้นเชิงแทบไม่เห็น เกมนิ่งเกินไป ดูทื่อเกินไป
"ปีนี้ ปรัชญาฟุตบอลของผมไม่ได้เปลี่ยนเลยเมื่อเทียบกับทุกฤดูกาลก่อนที่ผมเคยเป็นผู้จัดการทีม" อาร์เน่อ ยืนยันหลังเกมเสมอฟูแล่ม 2-2 ที่ คราเวน ค็อตเทจ เมื่อวันอาทิตย์
"เราต้องเล่นให้ได้แบบนั้นด้วยนักเตะที่เรามีอยู่และพร้อมใช้งาน เราแสดงความแข็งแกร่งตั้งแต่ต้นเกม เดินทางมาที่นี่โดยไม่มีตัวเลือกเกมรุกหลายคน ฟูแล่ม เป็นทีมที่ดี และเราแทบไม่ปล่อยให้พวกเขามีโอกาสจะแจ้งเลย"
"ผมอยากสร้างโอกาสให้ได้มากกว่าตอนนี้ 5 เท่า และไม่เสียโอกาสให้คู่แข่งเลยด้วยซ้ำ แต่ในช่วงเวลาที่เราเล่นเปิดมากกว่า ผมไม่คิดว่าเราสร้างโอกาสได้มากขึ้น แต่กลับเสียโอกาสให้คู่แข่งมากขึ้นเยอะ"
"ถ้ามันเป็นไปได้ในเกมรับ ผมอยากเล่นด้วยผู้เล่นเกมรุก 8 คน แต่ถ้าผู้เล่นเกมรุกทั้ง 8 คนนั้นไม่ช่วยเกมรับมากพอ มันก็ยากที่จะชนะเกมฟุตบอล”
อาร์เน่อ อ้างถึงอาวุธหนักที่ ลิเวอร์พูล ขาดหายไปในวันอาทิตย์อย่างเข้าใจได้
โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ไปรับใช้ทีมชาติอียิปต์ ขณะที่สถิติการซื้อตัวแพงสุดของสโมสรอย่าง อเล็กซานเดอร์ อิซัค กำลังพักฟื้นจากขาหัก แล้วยังมาเสียดาวยิงอย่าง อูโก้ เอกิติเก้ ที่เจ็บแฮมสตริงเล็กน้อยหลังเดินทางไป ลอนดอน จนกลายเป็นอุปสรรคเพิ่มเข้ามา
อย่างไรก็ดี การแก้ขัดด้วยการให้ โคดี้ กัคโป ยืนหน้าเป้า และให้การเซ็นสัญญามูลค่า 116 ล้านปอนด์ (156 ล้านดอลลาร์) อย่าง ฟลอเรียน เวียร์ตซ์ ยืนอยู่ด้านหลัง เป็นแผนสำรองที่ผู้จัดการทีมส่วนใหญ่ได้แต่ฝันในสถานการณ์แบบนี้
ดังนั้นจึงไม่ควรมีข้ออ้าง เพราะภาพรวมผลงานเกมกับฟูแล่ม (ทีมกลางตาราง) ก็ยังคล้ายกับหลาย ๆ เกมก่อนหน้านี้
เป็นอีกครั้งที่ ลิเวอร์พูล ไม่สามารถครองเกมได้จริง
เป็นอีกครั้งที่เกมขึ้นบอลช้าเกินไป เดาง่ายเกินไป และแทบไม่มีความเร่งด่วน
อาร์เน่อ พูดถึงการคุมเกม แต่การครองบอลเยอะมันไม่มีความหมาย หากคุณบุกไม่เข้าเลย
มันก็เหมือนนักมวยที่มีแต่สเตปฟุตเวิร์ค แต่ไม่มีหมัดที่จะทำลายการ์ดคู่ต่อสู้
นี่เป็นครั้งที่ 13 จาก 20 เกมลีกฤดูกาลนี้ ที่ ลิเวอร์พูล ไม่สามารถทำประตูได้ในครึ่งแรก
พวกเขายิงเข้ากรอบไม่ได้เลยสักครั้งก่อนพักครึ่ง และกลับเสียประตูจากการบุกครั้งแรกของ ฟูแล่ม เมื่อ แฮร์รี่ วิลสัน ยิงใส่ทีมเก่าของตัวเอง
ครึ่งหลัง ลิเวอร์พูล ดูดีขึ้นบางช่วง เพราะยกระดับความเร็วขึ้น คอเนอร์ แบรดลีย์ สร้างสรรค์ประตูตีเสมอด้วยการพาบอลวิ่งใส่แนวรับเจ้าบ้าน บังคับให้คู่แข่งต้องตัดสินใจ ก่อนจ่ายให้ เวียร์ตซ์ แม้ตอนแรกผู้ตัดสินยกธงล้ำหน้า แต่หลัง VAR เช็กอยู่นานก็กลับคำตัดสิน ทำให้ดาวเตะเยอรมันได้ฉลองประตูที่ 2 ในพรีเมียร์ลีกในที่สุด
แต่แรงส่งไม่ได้ถูกต่อยอด และ ลิเวอร์พูล โชคดีมากที่รอดเสียประตู เมื่อ วิลสัน ยิงชนคาน หลัง ราอูล ฮิเมเนซ หลุดไปด้านหลัง อิบราฮิม่า โกนาเต้ ได้
โกนาเต้ และ อเล็กซิส แม็ค อัลลิสเตอร์ เล่นแบบต่ำกว่ามาตรฐานที่พวกเขาทำไว้เมื่อฤดูกาลก่อน อะไรหลายอย่างเหมือนไม่เป็นใจ กระทั่ง กัคโป แหย่เท้าจากลูกครอสสุดสวยของ เจเรมี่ ฟริมปง เข้าไปในนาทีที่ 94
และดาวเตะทีมชาติเนเธอร์แลนด์ กำลังจะกลายเป็นฮีโร่
ทว่าเมื่อ อาร์เน่อ เปลี่ยนเขาออก ส่ง โจ โกเมซ ลงมาเพื่อปิดเกม
สุดท้าย กัคโป ได้แต่นั่งดูด้วยความไม่อยากเชื่อบนม้านั่งสำรอง เมื่อ แฮร์ริสัน รีด ซัดประตูสุดสวยให้ ฟูแล่ม ตีเสมอเป็น 2-2 ซึ่ง รีด ผู้นี้ไม่ยิงใน พรีเมียร์ลีก มาตั้งแต่เดือนเมษายน 2023
จังหวะนาที 97 ไม่มีนักเตะ ลิเวอร์พูล คนไหนอยู่ในระยะ 10 หลาใกล้ตัวกองกลาง ฟูแล่ม เลย
อาร์เน่อ ยอมรับ คิดว่า ฟูแล่ม จะทุ่มไกลเข้ากรอบเขตโทษ มันอาจไม่ต่างอะไรนัก แต่ความจริงคือพวกเขาช้าเกินไปในการรับมืออันตราย เมื่อ ฟูแล่ม เลือกเล่นเร็วด้วยการทุ่มสั้น
"ถ้าคุณไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของ ลิเวอร์พูล และไม่ได้ตามดูเราทุกเกม คุณคงคิดว่าเราชนะไปแล้ว (ตอนที่ กัคโป ยิงได้)" อาร์เน่อ กล่าวเสริม
"แต่น่าเสียดาย ผมเจอเรื่องแบบนี้มาหลายเดือนแล้ว โอกาสครั้งแรกและครั้งเดียวของอีกทีมในครึ่งแรกกลายเป็นประตู นี่คือสิ่งที่เราเห็นบ่อยกับทีมเรา"
"อย่างที่สองคือ ทีมคู่แข่งมักยิงประตูที่คุณไม่คาดคิดในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ แล้วมันจะน่าแปลกใจไหม?"
หลังจากเสียประตูช่วงทดเจ็บแบบเดียวกันกับ คริสตัล พาเลซ, เชลซี และ ลีดส์ ยูไนเต็ด ตอนนี้ ลิเวอร์พูล ทำแต้มหลุดมือไปแล้ว 6 คะแนนจากการเสียประตูช่วงวินาทีท้าย ๆ ในลีกฤดูกาลนี้
และมันอาจแพงเอามาก ๆ เมื่อถึงเดือนพฤษภาคม
มันยากที่จะมีความรู้สึกเป็นบวกกับการไร้พ่าย 9 นัด เมื่อในจำนวนนั้นมีผลเสมอกับ ซันเดอร์แลนด์, ลีดส์ (สองครั้ง) จนมา ฟูแล่ม
และยิ่งยากขึ้นไปอีกเมื่อทุกเกมจบลงด้วยความอึดอัดเหมือนต้องฝ่าดงหนามตลอด
ถ้าปรัชญาฟุตบอลของ อาร์เน่อ ไม่ได้เปลี่ยนจริง ๆ เขาก็ไม่น่าจะพอใจกับสิ่งที่ทีมกำลังเล่นอยู่ในตอนนี้ เพราะตัวตนของ ลิเวอร์พูล หล่นหายไปแล้ว
จริง ๆ ที่ คราเวน ค็อตเทจ ถ้า ลิเวอร์พูล ชนะได้ มันก็จะเป็นผลการแข่งขันที่หลอกตาด้วยซ้ำ
และเมื่อดูจากฟอร์มตอนนี้ การไปเยือน เอมิเรตส์ สเตเดี้ยม เพื่อเจอกับจ่าฝูงอย่าง อาร์เซน่อล คือโจทย์ที่น่าหวั่นใจอย่างยิ่ง
HOSSALONSO