สงครามกุหลาบที่ทำให้มีคนตกงาน

สงครามกุหลาบที่ทำให้มีคนตกงาน
อากาศที่เย็นยะเยือกจนทำให้สะท้านไปทั่วร่าง ระหว่างเดินท้อมๆไปตามทางยังนครที่มีความแออัดของประชากรต่อพื้นที่สูงเป็นอันดับสอง(รองแค่ลอนดอน)ก็สังเกตพบถึงผู้คนที่ทั้งหน้าตากับแต่งตัวดีตามท้องถนน

"Welcome to Yorkshire" ตัวหนังสือต้อนรับที่พบเจอได้ตั้งแต่ไถลหัวออกจากชานชาลา ขณะเดียวกันสัญลักษณ์รูปกุหลาบสีขาวก็ดูคล้ายเป็นของคู่บ้านที่เห็นได้ทุกตรอกซอกซอย

นี่เป็นเพียงบางคาแรกเตอร์ของเมืองที่ชื่อว่าลีดส์...เมืองใหญ่ที่สุดแห่งแคว้นยอร์คเชียร์

ผมมาค้างแรมคืนก่อนหน้าเกมที่บางคนรักเลือกว่า 'สงคราม' ก็ด้วยตรงนี้ จากประสบการณ์ส่วนตัวมักจะได้เรียนรู้กับเข้าใจถึงแง่งามของพวกเขาเหล่านั้นจากราตรีที่เสียงชนแก้วดังพอๆกับเสียงหัวเราะของการได้บำเรอชีวิต

เย็นของวันที่เช็กอุณหภูมิแล้วตัวเลขเฉียดติดลบก็เลือกเดินเข้าผับที่ด้านนอกตกแต่งทุกอย่างเกี่ยวกับลีดส์ ยูไนเต็ด ตั้งแต่หน้าต่างจนถึงบานประตูแคบๆ

"คุณเพิ่งมาลีดส์ครั้งแรกหรอ คุณมาจากที่ไหนล่ะ"ลุงคนหนึ่งที่หน้าแดงก่ำเข้ามาทักซึ่งก็คงเพราะน่าจะเห็นคนแปลกหน้าเข้ามา

ก็น่าทึ่งครับ ในคืนก่อนเกมในผับแห่งหนึ่งจะพบผู้คนที่หลายต่อหลายคนใส่เสื้อทีมเข้ามา บ้างเสื้อสีขาวชุดเหย้า บ้างเสื้อย้อนยุค 90 และบ้างที่ตั้งใจสวมเสื้อยืดที่มีโลโก้ลีดส์กับสกอร์ 0-1 เข้ามา

เกมเอฟเอ คัพรอบสามที่โอลด์ แทร็ฟฟอร์ดปี 2010 คงอยู่ในความทรงจำใครก็ตามที่ภูมิใจในดอกกุหลาบสีขาว วันนั้น แมนฯยูไนเต็ด ภายใต้ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ต้องแพ้คาบ้านให้อาคันตุกะจากยอร์คเชียร์ที่มาในฐานะทีมรองบ่อนอย่างเหลือเชื่อ

 "นี่คือเกมที่ใหญ่สุดของพวกเราอย่างแน่นอน เรื่องราวมันมาตั้งแต่ประวัติศาสตร์นานกว่า500ปีมาแล้ว เรื่องของสงคราม จากนั้นก็เรื่องของการต่อสู้แย่งชิงการค้าขายจนมาถึงฟุตบอล คุณจะไม่พบเกมไหนเหมือนเกมนี้"ลุงคนเดิมพูดพลางยกแก้วไป

"แฟนบอลจะโหมเข้าหาเราตลอด ผมเคยพูดเสมอเกี่ยวกับลิเวอร์พูล-แมนฯยูไนเต็ดว่าดุเดือดแต่มันไม่เทียบเท่าการเจอลีดส์ ยูไนเต็ดสักครึ่งเดียว"บางประโยคในอัตชีวประวัติของเฟอร์กี้

ถามว่าในทุกๆครั้งที่คู่นี้เจอกันโดยเฉพาะที่เอลแลนด์ โร้ดต้องใช้กำลังตำรวจเท่าไร? สถิติสูงสุดเคยทำไว้ที่ 900 นายเมื่อปี 2022

อย่างเดียวกันกับเมื่อวันอาทิตย์ล่าสุดที่ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ต้องออกทำงานแต่เช้า บอลเตะ12.30(เวลาท้องถิ่น)ก็แต่เก้าโมงเช้าแล้วที่ต้องแยกกระจายตามจุดๆต่าง ทว่าหนนี้พวกเขาวางแผนมารัดกุมขึ้นโดยบังคับให้แฟนผีเข้าสนามทางเดียวทางหลังประตูมีอุโมงค์เชื่อมต่อให้เฉพาะ ดังนั้นจึงช่วยลดเหตุปะทะกับพวกเจ้าถิ่นได้เยอะ    

"If you hate Man U, Stand Up"แค่สองนาทีเท่านั้นที่ทั่วสนามพร้อมใจตะโกนและลุกยืน

ก็เป็นไปได้ที่สองทีมที่อยู่คนละเมือง คนละแคว้น ห่างกันถึง40ไมล์จะชิงชังกันได้ ปูมหลังระหว่างสองเมืองนี้ก็มีบันทึกทางประวัติศาสตร์ว่าเริ่มตั้งแต่ศตวรรษ15ของสองราชวงศ์ที่แย่งชิงความเป็นใหญ่ ตอนนั้นยอร์คเชียร์(ลีดส์)สู้รบกับแลงคาเชียร์(แมนเชสเตอร์)จนอาบไปด้วยกลิ่นคาวเลือดโดยที่มาของคำว่า'สงครามดอกกุหลาบ'ก็มาจากตรงนี้    

ยอร์คเชียร์เป็นตัวแทนของกุหลาบสีขาว ส่วนแลงคาเชียร์กุหลาบสีแดง

จะบังเอิญหรือฟ้าจงใจเล่นตลกก็ตามที่สีชุดแข่งของทั้งสองสโมสรก็ดันไปตรงกับสีของกุหลาบซะด้วย ดังนั้นทุกครั้งที่ทั้งคู่ปะทะกันจึงมักเรียกเกมลูกหนังที่แฝงไปด้วยลมหายใจของผู้คนมากมายไว้ว่า' War Of Roses'

ฟุตบอลไม่ควรเป็นสงคราม

ฟุตบอลก็ควรเตะกันบนหญ้าสีเขียว ไม่ใช่บนสมรภูมิ

แต่ฟุตบอลตามความเชื่อของบางคนก็หมายถึงความเป็นกับความตาย

อย่างไรก็ตามในยุคดิจิตอลนี้ยกเอาเรื่องของสงครามดอกกุหลาบไปคุยกับกองเชียร์ยูงทองหรือปีศาจแดงก็อาจมีน้อยคนที่มองว่ามันเป็นต้นเหตุที่ทำให้ทั้งสองเกลียดกัน คือมันเรื่องนานมาแล้วที่อาจมีอยู่ในตำราเรียนกับคำบอกเล่าจากบรรพบุรุษ

"นั่นเป็นเพราะสื่อพยายามหาประเด็นให้พวกเราซึ่งอย่างแท้จริงแล้วความบาดหมางของสองเมืองนี้มาจากตอนปฎิวัติอุตสาหกรรม(ศตวรรษ18ต่อ19)ที่ลีดส์มีชื่อเสียงเรื่องผ้าขนสัตว์ ส่วนพวกแมนเชสเตอร์โด่งดังทางผ้าคัตตอน ยุคนั้นพวกเขาทั้งสองขับเคี่ยวกันเพื่อเป็นเบอร์หนึ่งจนกลายว่าไม่ลงรอยกัน"แฟนลีดส์วัยกลางคนคนหนึ่งเคยเล่าไว้

เกมจบ1-1ซึ่งก็ถือว่าแฟร์ดี หากถามว่าใครควรผิดหวังกว่ากัน? ก็น่าจะเป็นทางเจ้าถิ่นเพราะมันคือโอกาสดีที่สุดแล้วที่พวกเขาจะเอาชนะคู่อริเบอร์1ในสภาพที่ขาดแกนหลักไป3-4คน

สิ่งนี้หลังเกมทางดาเนี่ยล ฟาร์เก้ก็ออกมาให้สัมภาษณ์ทำนองเดียวกัน อย่างน้อยที่สุดก็ยังมีแต้มและยืดสถิติไม่แพ้ใครออกไปเป็น 7 เกมติดต่อกันแล้ว

ทิศทางของลีดส์น่าจะโอเคในระยะยาว หมายถึงน่าจะเอาตัวรอดได้

แต่ที่กลายเป็นข่าวใหญ่ตั้งแต่เกมจบข้ามมาจนถึงอีกวันก็เป็นการที่ แมนฯยูไนเต็ด ตัดสินใจปลดรูเบน อโมริมออกจากตำแหน่งหลังเข้ามารับงานได้แค่14เดือน พิจารณาจากอันดับในตารางอยู่ที่6ก็อาจจะดูใจร้อนไปหน่อยแต่วิเคราะห์ให้ลึกลงไป นี่ก็คือการกดปุ่มระเบิดที่มีการตั้งเวลาเอาไว้สักพักแล้ว

ใบหน้าตึงๆของโค้ชสัญชาติโปรตุกีสที่มานั่งอยู่หน้าไมโครโฟน เขาเองไม่มีรอยยิ้มเหมือนที่ผ่านมา คือก่อนนี้ต่อให้ทีมผลงานไม่ดีก็มีบางครั้งก็ยังมีออกมาพูดโจ๊กเพื่อสร้างบรรยากาศให้ผ่อนคลาย หนนี้ต่างออกไปและก็ทำให้พอได้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น

ทุกคำพูดของอโมริมทั้งการออกมายืนกรานว่าเขาเข้ามาเพื่อเป็น 'manager'ไม่ใช่'head coach'(แม้ตามตำแหน่งที่รับคือhead coach), การเอ่ยชื่อทูเคิ่ล, มูรินโญ่ไปจนถึงคอนเต้และการออกมายักไหล่ว่าเขาจะยึดมั่นในหลักการต่อไปจนกว่าสัญญาจะหมดอีก18เดือน ถ้าจะเปลี่ยนก็ให้เปลี่ยนโค้ช ได้บ่งชี้ว่าเบื้องหลังระหว่างเขากับพวกบอร์ดบริหารมีรอยร้าวเกิดขึ้น

"คับที่อยู่ได้ คับใจอยู่ยาก"ภาษิตโบราณว่าไว้

ว่ากันว่าเจสัน วิลค็อกซ์ ผอ.ฟุตบอลไม่พอใจที่อโมริมดื้อเกินไป ขาดความยืดหยุ่นในการจัดทีม สังเกตว่าช่วงหลังอโมริมก็มีลดอีโก้ลงมามีปรับใช้ระบบหลังสี่ตัวบ้างเพราะเหตุนี้ กระนั้นโดยลึกแล้วเขาก็ยังเชื่อว่าระบบหลังสามคือตัวเขา ขอแค่ได้นักเตะที่ต้องการมาเพิ่มกับให้เวลาในการพิสูจน์อีกหน่อย

ฟุตบอลยุคปัจจุบันโค้ชต้องทำงานร่วมกับบอร์ดบริหารเยอะกว่าสมัยก่อน คำว่า'head coach'ก็หมายถึงเช่นนั้น ต่างจากสมัยก่อนที่ใช้คำว่า 'manager' ที่ทำงานคลุมหมดรวมถึงเรื่องซื้อขายด้วย

แต่จะhead coach หรือ manager ท้ายที่สุดผลงานจะพิสูจน์ทุกอย่าง

14เดือนที่ผ่านมาทีมชนะ 25 จาก 63 เกมก็เพียงพอที่ทำให้สลักระเบิดเวลาถูกดึงออก แม้ว่ามันก็ดูจะเป็นวังวนเดิมๆของสโมสรที่ชื่อแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดก็ตาม

"ไก่ป่า"......



ที่มาของภาพ : reuters
BY : ไก่ป่า
เอกราช นิติสุทธิ์สกุล
ติดตามช่องทางอื่นๆ:
Website : siamsport.co.th
Facebook : siamsport
Twitter : siamsport_news
Instagram : siamsport_news
Youtube official : siamsport
Line : @siamsport