รูเบน อโมริม เปิดฉากความตึงเครียดภายในแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หลังย้ำชัดบทบาท “ผู้จัดการทีม” ไม่ใช่แค่เฮดโค้ช ท่ามกลางปัญหาอำนาจและงบเสริมทัพ
รูเบน อโมริม เฮดโค้ชหนุ่มชาวโปรตุกีสของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กลายเป็นประเด็นร้อนในแวดวงฟุตบอลอังกฤษ หลังออกมาแสดงจุดยืนอย่างชัดเจนถึงบทบาทหน้าที่ของตนเอง ภายหลังเกมที่ “ปีศาจแดง” บุกเสมอ ลีดส์ ยูไนเต็ด 1-1 โดยย้ำว่าเขาเข้ามาทำงานในฐานะ “ผู้จัดการทีม” ไม่ใช่เพียงผู้ฝึกสอนที่รับคำสั่งจากฝ่ายบริหาร
คำพูดดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงการชี้แจงธรรมดา แต่ถูกมองว่าเป็นการส่งสัญญาณถึงรอยร้าวภายในถิ่นโอลด์ แทรฟฟอร์ด โดยเฉพาะในประเด็นอำนาจการตัดสินใจและทิศทางของสโมสร ซึ่งกำลังเป็นที่จับตามองอย่างหนักในช่วงเวลานี้
เส้นบาง ๆ ระหว่าง “เฮดโค้ช” กับ “ผู้จัดการทีม”
ในยุคฟุตบอลสมัยใหม่ หลายสโมสรเลือกแยกบทบาทเฮดโค้ชออกจากโครงสร้างบริหาร โดยให้ผู้อำนวยการฟุตบอลดูแลการเสริมทัพและนโยบายระยะยาว ขณะที่เฮดโค้ชโฟกัสเฉพาะเรื่องแท็กติกและการซ้อม แต่แนวคิดดังกล่าวไม่ตรงกับสิ่งที่ รูเบน อโมริม ต้องการ
กุนซือวัยหนุ่มย้ำชัดว่า การเป็น “ผู้จัดการทีม” สำหรับเขา หมายถึงการมีส่วนร่วมในแกนหลักของทีม ทั้งการวางโครงสร้างและการคัดเลือกนักเตะให้เหมาะสมกับระบบ 3-4-2-1 ที่เขาถนัด หากปราศจากอำนาจในจุดนี้ แผนการเล่นทั้งหมดก็อาจเหลือเพียงทฤษฎีที่ไม่สามารถนำไปใช้ได้จริง
สงครามภายในที่เริ่มจากนอกสนาม
รายงานจากสื่ออังกฤษอย่าง เดอะ การ์เดี้ยน และ สกาย สปอร์ตส์ ระบุตรงกันว่า ความตึงเครียดครั้งนี้มีรากฐานมาจากความไม่ชัดเจนด้านงบประมาณและอำนาจการบริหารทีม โดยเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่าง อโมริม กับ เจสัน วิลค็อกซ์ ผู้อำนวยการของสโมสร
ก่อนหน้านี้ อโมริมเชื่อว่าเขาได้รับสัญญาเรื่องการเสริมทัพในตลาดเดือนมกราคม แต่สุดท้ายกลับได้รับแจ้งว่าสโมสรไม่มีงบประมาณเพียงพอ และต้องการให้ใช้ขุมกำลังที่มีอยู่ ซึ่งกลายเป็นชนวนสำคัญที่นำไปสู่การแสดงจุดยืนอย่างแข็งกร้าวในห้องแถลงข่าวหลังเกมกับลีดส์
สัญญา 18 เดือน กับการเดิมพันอนาคต
อีกประเด็นที่ทำให้สถานการณ์ร้อนแรงยิ่งขึ้น คือการที่ รูเบน อโมริม พูดถึงอนาคตของตัวเองอย่างตรงไปตรงมา โดยยืนยันว่าจะทำหน้าที่ต่อไปจนครบสัญญา 18 เดือนที่เหลือ และจะไม่ลาออกด้วยตัวเอง
ท่าทีดังกล่าวถูกมองว่าเป็นการกดดันบอร์ดบริหารให้ต้องตัดสินใจอย่างชัดเจน ว่าจะสนับสนุนเขาอย่างเต็มที่ หรือปล่อยให้สถานการณ์ดำเนินต่อไปโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลง ซึ่งอาจส่งผลต่อทิศทางของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในระยะยาว
หากตลาดนักเตะเดือนมกราคมยังไร้ความเคลื่อนไหว ความสัมพันธ์ระหว่างกุนซือกับฝ่ายบริหารอาจยิ่งห่างเหิน และอาจทำให้ภาพของ “ปีศาจแดง” ในยุคอโมริม เต็มไปด้วยคำถามมากกว่าคำตอบบนเส้นทางการสร้างทีมใหม่อีกครั้ง