ทำไม อโมริม ถึงได้ไปต่อ ในวันที่ มาเรสก้า ต้องโดนปลด?

ทำไม อโมริม ถึงได้ไปต่อ ในวันที่ มาเรสก้า ต้องโดนปลด?
เจาะลึกชนวนเหตุที่ทำให้ เชลซี สั่งปลด เอ็นโซ่ มาเรสก้า กุนซือแชมป์สโมสรโลก พร้อมวิเคราะห์ทำไม รูเบน อโมริม ถึงยังได้รับความไว้วางใจให้สร้างตัวตนใหม่ในถิ่น โอลด์ แทรฟฟอร์ด ท่ามกลางวิกฤตศรัทธา

เมื่อวันที่ 1 มกราคม ที่ผ่านมา ในขณะที่แฟนบอลทั่วโลกกำลังฉลองปีใหม่ แต่ เชลซี กลับเลือกที่จะเริ่มต้นศักราชใหม่ด้วยการประกาศ "ทางใครทางมัน" กับ เอ็นโซ่ มาเรสก้า 

กุนซือชาวอิตาเลียน พาทีมคว้าแชมป์ ยูฟ่า คอนเฟอเรนซ์ ลีก และแชมป์สโมสรโลก ในทางตรงกันข้าม รูเบน อโมริม เพิ่งทำได้เพียงเปิดบ้านเสมอทีมบ๊วย กลับยังได้รับความไว้วางใจให้คุมบังเหียน แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ต่อไป 

ท่ามกลางเครื่องหมายคำถามที่ว่า อะไรคือบรรทัดฐานที่แท้จริงของคำว่า "ดีพอ"? ติดตามไปพร้อมกันที่นี่

กำแพงที่มองไม่เห็นในสแตมฟอร์ด บริดจ์

สำหรับ เชลซี ปัญหาของ มาเรสก้า ไม่ใช่เรื่องของถ้วยรางวัล เพราะการถล่ม ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ในนัดชิงสโมสรโลก คือเครื่องพิสูจน์ฝีมืออย่างดี 

แต่รอยร้าวเกิดจากความสัมพันธ์ที่พังทลายหลาย ๆ อย่างระหว่างเขากับบอร์ดบริหาร ทั้งการเรียกร้องเซ็นเตอร์แบ็กคนใหม่ การแสดงความอึดอัดผ่านสื่อถึงความโกลาหลภายในสโมสร 

รวมถึงบทสนทนาลับกับ แมนฯ ซิตี้ และยูเวนตุส เพื่อใช้เป็นข้อต่อรองขอสัญญาใหม่ นอกจากนี้เขายังเปิดศึกกับทีมแพทย์ด้วยการฝืนส่ง รีซ เจมส์ ลงเล่น 3 นัดในสัปดาห์เดียวจนเสี่ยงบาดเจ็บหนัก

ประกอบกับการตัดสินใจทางแท็กติกที่ขัดใจแฟนบอลอย่างการถอด โคล พาลเมอร์ ออกในเกมสำคัญ จนนำไปสู่เสียงโห่ที่สแตมฟอร์ด บริดจ์ 

เมื่อกุนซือเริ่มตั้งคำถามถึงการสนับสนุนจากเบื้องบน และสูญเสียแรงศรัทธาจากอัฒจันทร์ … ในยุคของ BlueCo “ความเด็ดขาด” จึงเป็นคำตอบเดียวที่พวกเขาเลือกใช้เพื่อรักษาระบบของสโมสรเอาไว้

เกราะกำบังที่ชื่อว่า "โครงสร้างใหม่" ของปีศาจแดง

ในขณะที่เก้าอี้ของ มาเรสก้า พังทลาย แต่ อโมริม กลับยังมีเกราะป้องกันที่แข็งแกร่งอย่างโครงสร้างการบริหารของ INEOS ภายใต้การนำของ เซอร์จิม แรตคลิฟฟ์

แม้ผลงานในสนามจะยังลุ่ม ๆ ดอน ๆ ถึงขนาดที่ บ๊วยติดคอ ทำได้แค่เสมอ วูล์ฟส์ ทีมท้ายตาราง แต่ อโมริม ถูกวางตัวให้เป็น "ศูนย์กลาง" ของโปรเจกต์ระยะยาว การซื้อตัวนักเตะอย่าง แพทริค ดอร์กู หรือ มาเตอุส คุนญ่า ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับระบบ 3-4-2-1 ของเขาโดยเฉพาะ 

ทำให้บอร์ดบริหารมองว่าการปลด อโมริม ในตอนนี้ เท่ากับต้องล้างบางแผนงานที่เพิ่งลงทุนไปมหาศาล นั่นทำให้ แมนฯ ยูไนเต็ด เลือกที่จะเชื่อในกระบวนการมากกว่าที่จะตื่นตระหนกกับผลการแข่งขันเพียงไม่กี่นัด

บทเรียนเรื่องความคาดหวังที่ต่างบริบท

ท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่ตัดสินอนาคตของทั้งคู่คือ “เป้าหมายขององค์กร” 

เชลซี ภายใต้นิยามใหม่ยังคงมี DNA ของการเป็นทีมที่ต้องการความสำเร็จแบบเบ็ดเสร็จและทันใจ หากใครสักคนเริ่มทำตัว "ใหญ่กว่าระบบ" หรือสร้างรอยร้าวในโครงสร้าง บอร์ดบริหารพร้อมจะตัดไฟตั้งแต่ต้นลมทันที 

ต่างจาก แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่อยู่ในช่วงการสร้างการสร้างตัวตนและรากฐานทางฟุตบอลขึ้นมาใหม่ พวกเขาเข็ดหลาบกับการเปลี่ยนกุนซือซ้ำซากและเลือกที่จะให้ "เวลา" เป็นเครื่องพิสูจน์

ความเชื่อมั่น อโมริม จึงยังได้ไปต่อไม่ใช่เพราะเขาเก่งกว่า มาเรสก้า ในเชิงสถิติ แต่เพราะเขาอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ยอมรับความผิดพลาดได้มากกว่านั่นเอง … ในอนาคตไม่มีใครรู้ว่ากุนซือชาวโปรตุกีสรายนี้จะอยู่กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้อีกนานแค่ไหน เราคงต้องติดตามกันต่อไป



ที่มาของภาพ : reuters
ติดตามช่องทางอื่นๆ:
Website : siamsport.co.th
Facebook : siamsport
Twitter : siamsport_news
Instagram : siamsport_news
Youtube official : siamsport
Line : @siamsport