มันไม่ใช่แค่อีกหนึ่งเกมที่ชนะไม่ได้ แต่คือผลลัพธ์ที่ถูกลากไปเชื่อมโยงกับทุกสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนหน้า และทุกสิ่งที่อาจเกิดขึ้นหลังจากนี้
มีหลายปัญหาที่กำลังก่อตัวขึ้น
ถ้ามองด้วยตัวเลข ลิเวอร์พูล ควรจะชนะเกมนี้
ยิงมากกว่า 19 ต่อ 4
ค่า xG สูงกว่า 1.96 ต่อ 0.68
ครองบอล ปักหลักในพื้นที่สุดท้าย และกดดันต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม ฟุตบอลไม่เคยตัดสินด้วยคำว่าควรหรือน่าจะ
ที่น่าสนใจคือ 0.5 ของ xG ฝั่ง ลีดส์ มาจากจังหวะที่ อลีสซง เบ็คเกอร์ เตะบอลพลาดแบบไร้เหตุผล
ซึ่งยิ่งตอกย้ำว่า หากตัดความผิดพลาดเฉพาะตัวออกไป เกมนี้แทบไม่มีช่วงไหนที่ ลิเวอร์พูล เกือบแพ้ แต่พวกเขาก็ไม่ได้เกือบชนะเช่นกัน
ตลอด 90 นาที ลิเวอร์พูล สร้างโอกาสชัด ๆ ได้เพียงครั้งเดียว
โอกาสที่เหลือคือการยิงที่มีคุณภาพต่ำ การครอสที่ถูกอ่านทางออก และการจบสกอร์ที่ขาดความเฉียบคม
มันคือเกมที่ ลิเวอร์พูล ทำให้เกมรุกตัวเองถูกอ่านออกไปเสียหมด
สิ่งที่ทำให้ผลเสมอนี้หนักกว่าที่ควรจะเป็นคือบริบท
ลิเวอร์พูล แพ้ไปถึง 9 จาก 12 เกมก่อนหน้านี้
แม้จะไม่แพ้มา 8 นัดติด และยังอยู่ในเส้นทางลุ้นโควตา แชมเปี้ยนส์ ลีก แต่ความรู้สึกว่าทีมกำลังกลับมายังไม่เคยเกิดขึ้นจริง
ยิ่งไปกว่านั้น การเสมอกับ ลีดส์ ถึงสองครั้งในช่วงโปรแกรมที่ถูกมองว่าไม่หนัก ยิ่งทำให้คำถามดังขึ้นว่า ลิเวอร์พูล กำลังเดินไปข้างหน้า หรือแค่ไม่ถอยหลัง
และบางครั้ง การไม่ถอยหลังก็ไม่เพียงพอ
หลายเกมมานี้ อาร์เน่อ เลือกเปลี่ยนวิธีการเล่นของทีมอย่างชัดเจน
จากฟุตบอลที่เปิดเกม กล้าเสี่ยง และเร้าใจ สู่ฟุตบอลที่ปิดมากขึ้น ระมัดระวังมากขึ้น และยอมแลกเกมรุกเพื่อความนิ่งในเกมรับ
เหตุผลนั้นเข้าใจได้ เพราะช่วงหนึ่ง ลิเวอร์พูล เสียประตูง่ายเกินไป และความมีเสถียรภาพคือสิ่งจำเป็น
แล้วสิ่งที่ตามมา คือเกมรุกที่ถูกลดทอน ไอเดียหายไป ความกล้าหายไป และการทำประตูกลายเป็นเรื่องที่ต้องลุ้นมากกว่าที่ควร
เกมกับ ลีดส์ คือภาพสะท้อนชัดเจนที่สุด ลิเวอร์พูล ดูจืดในพื้นที่สุดท้าย เหมือนทีมที่พยายามไม่แพ้ มากกว่าทีมที่มุ่งมั่นจะชนะ
และนี่คือจุดที่อันตรายสำหรับ อาร์เน่อ เพราะเมื่อฟุตบอลไม่เร้าใจ ผลลัพธ์จะกลายเป็นสิ่งเดียวที่ยึดเหนี่ยวเก้าอี้ของเขา
โดยเฉพาะเมื่อสัญญาเหลือเพียงหนึ่งปีหลังจบฤดูกาลนี้
หาก ลิเวอร์พูล ไม่สามารถมอบฟอร์มการเล่นที่หรูหรา สวยงาม เร้าใจ ชนะด้วยคุณภาพ ไม่ใช่แค่ผลลัพธ์ได้อีกต่อไป
ผลการแข่งขันก็จะกลายเป็นสิ่งเดียวที่ค้ำจุนอนาคตของ อาร์เน่อ
...
ประมาณ 70–75% ของทีม พรีเมียร์ลีก เลือกเล่นฟุตบอลแบบ low block
พึ่งลูกตั้งเตะ การโต้กลับ และความผิดพลาดของคู่แข่ง
ประตูจากโอเพนเพลย์ลดลง ประตูจากลูกนิ่งเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน
คำถามคือ ฟุตบอลแบบสวยงาม เร้าใจ เปิดเกมแลก ยังมีพื้นที่ให้ยืนมากแค่ไหน
อาร์เซน่อล คือทีมที่ถูกยกเป็นตัวอย่างของการเอาตัวรอดและประสบความสำเร็จในยุคนี้
ฟุตบอลไม่หวือหวา แต่มีระบบ มีลูกนิ่ง และมีวินัย
ขณะที่ ลิเวอร์พูล ดูเหมือนกำลังยืนอยู่ตรงกลาง ไม่ดุดันเหมือนอดีต แล้วก็ยังไม่เฉียบคมแบบทีมที่ชนะด้วยโครงสร้าง
ท่ามกลางความผิดหวัง ยังมีผู้เล่นที่ทำหน้าที่ของตัวเองได้ดี
ไรอัน กราเฟนแบร์ก คือหนึ่งในคนที่โดดเด่นที่สุด ตัดบอลได้ถึง 11 ครั้ง หยุดเกมโต้กลับของ ลีดส์ และช่วยคลายความกดดันในแดนกลาง
นี่คือเกมที่เขาแสดงให้เห็นถึงวุฒิภาวะที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน
อิบราฮิม่า โกนาเต้ กลับมาในเวอร์ชันที่แข็งแกร่ง ชนะการดวล 10 จาก 10 ครั้ง เคลียร์บอล 7 ครั้ง และรับมือกับเกมหนัก ๆ ของ ลีดส์ ได้ทั้งหมด
เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ ยังคงรักษามาตรฐาน ทั้งการป้องกันและการเปลี่ยนมุมเกมด้วยบอลยาว
ขณะที่ ริโอ เอ็นกูโอฮา สร้างความแตกต่างทันทีที่ถูกส่งลงมา
พลัง ความกล้า และการเลี้ยงบอลดูเหมือนจะเป็นคำตอบหนึ่งในการเจาะ low block ในวันที่ทุกอย่างดูติดขัด
...
อีกมุมหนึ่ง นี่คือค่ำคืนที่ ลีดส์ ควรภาคภูมิใจ
ทีมของ ดาเนี่ยล ฟาร์เค่ ไม่แพ้ใคร 6 นัดติด หนีโซนตกชั้น 7 คะแนน และปิดครึ่งฤดูกาลแรกด้วย 21 แต้ม
แม้จะปรับทัพถึง 4 ตำแหน่ง แต่โครงสร้างเกมรับยังแข็งแรง ระบบกองหลัง 3 คนทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ฝั่งขวา เจมส์ จัสติน และ เซบาสเตียน บอร์นาว ช่วยกันปิดพื้นที่ บล็อกสำคัญ ๆ
ขณะที่แผงมิดฟิลด์อย่าง อีธาน อัมปาดู, อิลิยา กรูเยฟ และ อันทอน สตัค ก็ทำหน้าที่เป็นเกราะหน้าแนวรับได้อย่างยอดเยี่ยม
มันคือความมั่นใจที่ ลีดส์ จะหอบกลับไป เอลแลนด์ โรด ก่อนศึกสงครามดอกกุหลาบกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่แฟนบอลรอคอยมากที่สุด
#HOSSALONSO