ตัว เยอร์เก้น คล็อปป์ และคำพูดของเขายังอบอวล

หนึ่งในจุดเด่นของ เยอร์เก้น คล็อปป์ คือการใช้คำพูด

ไม่ว่าจะเป็นการพูดกับลูกทีม พูดกับนักข่าว หรือพูดคุยสื่อสารกับแฟนบอล เขาทำได้ดี เต็มไปด้วยตรรกะเหตุผล และชัดเจน

หลายเรื่องเขาเป็นคนดับไฟร้อนแห่งความโมโหของแฟนบอล หลายเรื่องก็เป็นตัวเชื่อมทำความเข้าใจสลายข้อขัดแย้ง ทำได้บ้างไม่ได้บ้างแต่ที่แน่ ๆ ย่อมมีหลายคนเข้าใจมากขึ้น

หรือจะเป็นการรับมือกับคำถามยาก ๆ ของนักข่าว แรก ๆ เขาก็ยอมรับว่าไม่เคยเจอลักษณะการถามจี้ลึก ๆ ของสื่ออังกฤษเหมือนกันด้วยความที่มาจากวัฒนธรรมต่างกัน แต่ก็ปรับตัวรับมือกับมันได้

เห็นเขาต่อปากต่อคำตอบคำถามนักข่าวอังกฤษแล้วก็เหมือนดูหนังหักเหลี่ยมที่มีไดอะล็อกคำพูดดี ๆ เรื่องหนึ่ง มันบันเทิงอย่างจัดจ้านดีทีเดียว

ไหวพริบปฏิภาณไม่เป็นรองใคร ตอบคำถามตรงเป้า มีจุดยืน มีแนวคิด มีทัศนคติมุมมองที่ชัดเจน คุณอาจจะเห็นด้วยกับเขาหรืออาจจะไม่เห็นด้วยกับเขาไม่เป็นไร แต่เขามีความชัดเจนในทุก ๆ คำที่พูดออกไป

หรือจะเป็นการพูดกับนักเตะของเขาเอง คล็อปป์มีคำพูดดี ๆ ให้เสมอ ปลุกเร้า กระตุ้น ให้กำลังใจ โอบอ้อมอบอุ่นเต็มไปด้วยความเข้าใจในแบบของคนผ่านร้อนผ่านหนาวมามาก

"My biggest skill is common sense. I understand life" ครั้งหนึ่งเขาเคยให้สัมภาษณ์ไว้อย่างนั้น - ทักษะที่ดีที่สุดของผมคงเป็นคอมมอนเซนส์ ผมพอจะเข้าใจชีวิตอยู่บ้าง

นี่คือคำพูดที่แสดงความเป็นตัวตนของเขา เราจึงไม่เคยเห็นเขาวิจารณ์ลูกทีมตัวเองออกสื่อเลย หากแต่ปกป้องพวกเขาเหล่านั้นจากเสียงวิจารณ์อยู่เสมอ

"ฟุตบอลคือเกมที่คุณไม่สามารถเล่นโดยที่ไม่ผิดพลาดเลยได้หรอก"

นี่คือคำพูดของเขาที่มีต่อเสียงวิจารณ์ซึ่งพุ่งใส่ อัลเบร์โต้ โมเรโน่ หลังจบเกมที่ลิเวอร์พูลบุกชนะอาร์เซน่อล 4-3 เมื่อเดือนสิงหาคม ปี 2016 ที่แม้จะชนะแต่ โมเรโน่ ทำฟาวล์ ธีโอ วัลคอตต์ ให้อาร์เซน่อลได้จุดโทษ และยังเล่นแย่ตลอดทั้งเกม

การ์ธ ครู้กส์ กับ แกรี่ เนวิลล์ เล่นงานแบ๊กซ้ายชาวสเปนหนักหน่วง ครู้กส์บอกว่า "ถ้าเขายังเก็บ อัลเบร์โต้ โมเรโน่ ไว้ในทีมก็ลืมเรื่องพื้นที่ท็อปโฟร์ได้เลย เขาต้องดร็อปนักเตะคนนี้ได้แล้ว"

ขณะที่ เนวิลล์ บอกว่า "การทำฟาวล์ของ โมเรโน่ ใส่ ธีโอ วัลคอตต์ นั่นขยะเป็นบ้า ถ้าคุณส่งโมเรโน่เป็นแบ๊กซ้ายตั้งแต่แรกก็เหมือนคุณต่อให้คู่แข่งไปแล้วหนึ่งประตู"

คล็อปป์ตอบโต้เสียงวิจารณ์เผ็ดร้อนของทั้ง 2 คนทันที

"เราจะต้องมาพูดถึงความผิดพลาดของใครสักคนในห้องแถลงข่าวทุก ๆ ครั้งเลยเหรอ อัลเบร์โต้น่าจะทำได้ดีกว่านั้นนั่นใช่ แต่ผมก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่าเรากำลังพูดถึงอะไรกันอยู่

"ผมคงให้ความสนใจกับเสียงวิจารณ์จากคนอื่นไม่ได้หรอกนะ เขาได้ลงสนามก็เพราะมีเหตุผลของมัน มันเป็นเรื่องของผมไม่ใช่เรื่องของใครอื่นที่จะมาบังคับผม

"บางทีผมคงต้องอ่านหนังสือพิมพ์มากกว่านี้ล่ะมั้งจะได้เข้าใจอะไรมากขึ้น แต่ผมยอมรับตามตรงเลยว่าไม่เข้าใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นเลย โลกทั้งใบกำลังไม่พอใจแบ๊กซ้ายของเราเนี่ยนะ

"ฟุตบอลเป็นเกมที่คุณไม่สามารถเล่นโดยที่ไม่ผิดพลาดได้หรอก"

มันก็ชัดเจนในแบบที่เป็นเขา ความผิดพลาดเป็นเรื่องคู่กับนักฟุตบอลมาแต่สมัยไหน หมุนเวลาเดินหน้ามาในฤดูกาลนี้ จาเรลล์ ควอนซาห์ ที่พลาดในเกมเสมอ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 2-2 ก็ถูกด่าทออย่างรุนแรงในโลกโซเชียล และคล็อปป์ก็พูดถึงความผิดพลาดของลูกทีมคนนี้ได้อย่างเป็นผู้ใหญ่เช่นกัน

"ผมมีข่าวร้ายจะบอกให้คุณรู้นะ มันจะไม่ใช่ความผิดพลาดครั้งสุดท้ายของเขาหรอก เสียใจด้วย แต่ชีวิตจริงมันก็เป็นอย่างนี้แหละ.. ผมคิดว่าเขาจัดการกับความผิดพลาดนั้นได้ยอดเยี่ยมนะ พวกเราเองก็เช่นกัน

"แต่คุณรู้ไหมว่าแม้กระทั่งนักเตะคนโปรดของพวกเราทุกคนไม่ว่าจะเป็นใครต่างก็ล้วนเคยทำผิดพลาดด้วยกันทั้งนั้น เพียงแต่มันเกิดขึ้นในยุคที่ยังไม่มีโซเชียลมีเดีย เพราะฉะนั้นผมหวังว่าเขาคงจะรู้นะว่าควรจะปิดเครื่องซะไม่ต้องไปดูมัน

"อย่าไปอ่านเดลี่เมลหรืออะไรพวกนั้นที่จะไปไล่ถามความคิดเห็นของใครต่อใครถึงเรื่องนี้ จงเก็บมันเป็นบทเรียนส่วนตัวซะ

"เขาจัดการกับความผิดพลาดได้เยี่ยมและนั่นคือส่วนหนึ่งของเกม ฟุตบอลของเราคือการเล่นกับลูกบอล เก็บบอล และต่อบอลสร้างเกม มันอาจไม่ใช่สถานการณ์ที่ดีอะไรนักหรอกแต่มันก็ยังมีความผิดพลาดที่ร้ายแรงยิ่งกว่านี้อีกตั้งเยอะในโลกฟุตบอล

"ผมไม่มีคำตำหนิหรือวิจารณ์อะไรทั้งนั้น ไม่มีเลย มันก็แค่ความผิดพลาดที่เกิดขึ้น เขาจะได้เรียนรู้จากมันและนั่นคือสิ่งที่ดีที่สุดเท่าที่มันจะเกิดขึ้น"

บางคนบอกว่าโอ๋นักเตะ บางคนบอกว่าให้ท้ายนักเตะ ผมคิดว่ามันเป็นการตัดสินที่มักง่ายไปหน่อย คุณจะรู้ได้อย่างไรว่าหลังจากนั้น คล็อปป์ กับ ควอนซาห์ จะจัดการกับความผิดพลาดที่เกิดขึ้นอย่างไร เขาจะไม่ทำอะไรกับจังหวะพลาดนั้นเลยหรือ มันเป็นไปได้ไหมหรือมีโอกาสเป็นอย่างไหนมากกว่ากัน

คล็อปป์ไม่ด่านักเตะออกสื่ออย่างที่หลายคนอยากได้ยิน ซึ่งก็ไม่รู้เหมือนกันว่าได้ยินไปแล้วจะทำให้ชีวิตมันมีความสุขหรืออย่างไร สังคมขับเคลื่อนด้วยความเกลียดชัง แต่ไม่ใช่ทุกคนที่กระโจนลงไปอยู่กับมัน

คล็อปป์มีคำพูดที่เข้าใจความเป็นไปของโลกเสมอ ครั้งหนึ่งเขาเคยพูดว่า "ถ้าคุณแพ้ คนก็จะพากันถามว่าทำไมไม่ส่งคนนั้นคนนี้คนนู้นลงเล่น แต่ถ้าคุณชนะมันก็ไม่เห็นจะมีใครตั้งคำถามอะไร"

ผมคิดว่านอกเหนือไปจากบุคลิกภาพ ความสัมพันธ์ ปฏิกิริยายามอยู่ข้างสนามแล้ว เราคงคิดถึงคำพูดที่ชาญฉลาดของ เยอร์เก้น คล็อปป์ ด้วยหลังจากที่เขาอำลาพรีเมียร์ลีกไปแล้ว

คำพูดที่เป็นอมตะของเขามีอยู่พอสมควรนะครับ ทั้งคำพูดปลุกใจนักเตะ ทั้งคำพูดแสดงถึงตัวตน ทั้งคำพูดที่มีไปยังแฟนบอล

"ฉันคิดว่ามันคือเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลย แต่เพราะมันเป็นพวกนาย เราจึงยังมีโอกาส" นี่คือคำพูดที่เขามีให้ลูกทีมก่อนรับมือ บาร์เซโลน่า ในรอบตัดเชือกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก นัดที่สอง ฤดูกาล 2018/19 ที่ทีมถล่ม 4-0 พลิกกลับมาเข้าชิงทั้งที่แพ้ในเกมแรก 0-3

"ทุก ๆ คนในสนามต้องท็อปฟอร์มที่สุด กระทั่งคนขายฮ็อตด็อกของเราด้วยก็ต้องท็อปฟอร์ม" คือคำพูดปลุกใจทุก ๆ คนที่แอนฟิลด์ไม่เพียงแต่นักเตะเท่านั้น ในเกมสำคัญรับมือ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ฤดูกาล 2019/20 ที่ทีมออกสตาร์ตได้อย่างเหลือเชื่อและมีลุ้นเต็มตัวถึงแชมป์ลีกที่รอคอยมา 30 ปี

"หลังเราเสียประตูนั้นในนาทีที่ 82 มันยังเหลือเวลาอีก 12 นาที ผมเห็นหลายคนออกจากสนาม ตอนนั้นผมรู้สึกโดดเดี่ยวจริง ๆ" คือประโยคที่เตือนใจแฟนบอลทุกคนว่ากำลังใจจากพวกเขานั้นสำคัญแค่ไหนสำหรับนักฟุตบอลในสนาม

"มันไม่สำคัญหรอกว่าผู้คนคิดยังไงกับคุณในวันที่คุณเดินเข้ามา มันสำคัญว่าพวกเขาคิดยังไงกับคุณในวันที่คุณเดินจากไปต่างหาก" คือการแสดงให้เห็นถึงทัศนคติที่มีต่อความตั้งใจในการทำงาน จงจริงจัง มุ่งมั่น เต็มที่กับมัน

และ 2 ประโยคที่น่าจะอยู่เหนือกาลเวลาต่อไปนับจากนี้..

"ผมไม่อยากพูดถึงตัวผมเท่าไหร่ ผมเป็นแค่คนธรรมดา ๆ คนหนึ่งเท่านั้นเอง ผมมาจากป่าดำ ผมเป็นแค่ 'Normal One'"

กับ

"คุณต้องเปลี่ยนจากความสงสัยเป็นความเชื่อ เราต้องเริ่มทำมันด้วยกันตั้งแต่ตอนนี้แล้วค่อยมาดูกันว่าปีนี้จะเป็นอย่างไร"

เยอร์เก้น คล้อปป์ พูด 2 ประโยคนี้ในวันแถลงข่าวรับตำแหน่งผู้จัดการทีมลิเวอร์พูลเมื่อวันที่ 9 ต.ค. 2015

คำ "The Normal One" กับประโยค "We need to change from doubter to believer" เกิดขึ้นตั้งแต่วันนั้น และมันจะคงอยู่ในหน้าประวัติศาสตร์สโมสรลิเวอร์พูลตลอดไป

เยอร์เก้น คล็อปป์ ไม่อยู่ในตำแหน่งแล้ว แต่ความเป็นตัวเขาและคำพูดของเขายังอบอวลอยู่ในทุกอณู คิดถึงเมื่อไหร่ก็แค่หลับตานึกถึงเขา แล้วความโหยหาก็จะบรรเทาลงไปเอง

ตังกุย

#จากคอลัมน์กรุ่นกลิ่นหมึก

#หนังสือพิมพ์สตาร์ซอคเก้อร์รายวัน ฉบับวันที่ 20 พ.ค. 2567


ที่มาของภาพ : getty images
BY : ตังกุย
ณัฐพล ดำรงโรจน์วัฒนา
ติดตามช่องทางอื่นๆ:
Website : siamsport.co.th
Facebook : siamsport
Twitter : siamsport_news
Instagram : siamsport_news
Youtube official : siamsport
Line : @siamsport