แอนฟิลด์สังเวียนปราบผี, ซาลาห์ เฉิดฉายทุบสถิติ! 5 ข้อ ลิเวอร์พูล ขยี้ แมนยู ไม่เกรงใจนรก

เครื่องสะดุด เพลาหัก สลักหาย ในที่สุด แมนฯ ยูไนเต็ด ที่กำลังโชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยมก็สิ้นฤทธิ์จนได้เมื่อบุกมาเยือนรัง แอนฟิลด์ ของ ลิเวอร์พูล ทีมคู่ปรับสำคัญ พร้อมทั้งโดนถล่มไปแบบเบาะๆ 7-0 ในเกมแดงเดือดเมื่อวันอาทิตย์ที่ 5 มี.ค.

งานนี้จึงเท่ากับว่า เร้ด เดวิลส์ ต้องมองไปที่การล่าโทรฟี่อีกสองถ้วยเป็นหลัก ขณะที่ เร้ด แมชีน ได้ลุ้นคว้าอันดับท็อปโฟร์อย่างเต็มตัวแล้วนอกเหนือไปจากการพยายามพลิกสถานการณ์เข้ารอบแปดทีมถ้วย แชมเปี้ยนส์ลีก ให้ได้หลังมีความมั่นใจเพิ่มขึ้นเป็นพะเรอเกวียน

1. หงส์ ปรับทัพสามรายไม่ถูกใจแฟน


ลิเวอร์พูล เปลี่ยนโผนักเตะ 11 คนแรกรวมสามรายจากเกมชนะ วูล์ฟส์ นัดก่อนโดยส่ง จอร์แดน เฮนเดอร์สัน , โคดี้ กัคโป และ แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน กลับมาลงเล่นเป็นตัวจริงแทน  สเตฟาน บายเซติช , คอสคาส ซิมิคาส และ ดีโอโก้ โชต้า

จากการประกาศรายชื่อ ทำเอาแฟนบอล เร้ด แมชีน ในสื่อโซเชี่ยลออกอาการไม่เห็นด้วยกับ เจอร์เก้น คล็อปป์ สักเท่าไหร่โดยพากันบ่นระงมว่า  บายเซติช น่าจะถูกส่งลงบู๊มากกว่า เฮนโด้ หรือไม่ก็ ฮาร์วีย์ เอลเลียตต์

ด้าน โรแบร์โต้ ฟีร์มิโน่ ที่เตรียมอำลา แอนฟิลด์ หลังหมดสัญญาในซัมเมอร์นี้มีชื่อนั่งเป็นตัวสำรอง ขณะที่ เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ ลงเล่นเกม พรีเมียร์ลีก เป็นนัดที่ 150 ให้กับ เร้ด แมชีน พอดีพร้อมกับที่ เฮนโด้ ลงสนามเป็นเกมที่ 400 ให้กับเจ้าบ้าน 

2. ผี แข็งโป๊กโรเตชั่นครึ่งโหล


แมนฯ ยูไนเต็ด โรเตชั่นนักเตะมากถึงหกชีวิตจากเกมชนะ เวสต์แฮม ในถ้วย เอฟเอคัพ รอบห้า

รวมแล้วเป็นไปตามความคาดหมายทั้งสิ้นเนื่องจาก ลิซานโดร , มาร์คัส แรชฟอร์ด , เฟร็ด , กาเซมีโร่ , ราฟาแอล วาราน และ ลุค ชอว์ กลับมายึดตำแหน่งในทีมตัวจริงครบครั้น

กระนั้นก็ดี หากจะเทียบจากนัดชนะ นิวคาสเซิ่ล 2-0 ในเกมชิงถ้วย คาราบาวคัพ เอริค เทน ฮาก ส่งขุนพลชุดเดิมทั้งหมดที่ลงเล่นใน เวมบลีย์ บุกมาเยือน แอนฟิลด์

3. ครึ่งแรกยังไร้ความเดือด


ด้วยความเป็นศึกแห่งศักดิ์ศรี หลายเกมของวันแดงเดือดใน 45 นาทีแรกมักเป็นไปแบบเกร็งๆเนื่องจากต่างก็ไม่มีใครอยากแพ้ให้กับศัตรูหมายเลขหนึ่งด้วยกันทั้งนั้น

อย่างเกมนี้ก็เช่นกันที่ทั้ง ลิเวอร์พูล กับ แมนฯ ยูไนเต็ด ยังสงวนท่าที และเน้นดูเชิงกันในครึ่งแรกด้วยจุดประสงค์หากไม่ได้ประตูก็อย่าเสียประตูก่อนเป็นดีที่สุดอันส่งผลให้เกมการฟาดแข้งยังไม่ออกรสเท่าที่ควร

กระทั่งในที่สุด นาทีที่ 43 แผงหลัง ผีแดง ก็ก่อความผิดพลาด เปิดรูเบ้อเริ่มให้ โรเบิร์ตสัน ผ่านบอลให้ กัคโป หลุดเข้าเขตโทษด้านซ้ายไปซัดเสียบเสาไกลพา เร้ด แมชีน นำ 1-0 และแน่นอนว่ามันส่งผลดีต่อการจุดประกายให้เกมส่อเค้าดุเด็ดเผ็ดร้อนมากขึ้นในอีก 45 นาทีที่เหลือ

แต่ที่แน่ๆ จากภาพรวมในครึ่งแรก ลิเวอร์พูล คุมสถานการณ์ได้ดีกว่าจนสมควรได้ประตูนำจากเปอร์เซนต์การครองบอล 60:40% และได้ลุ้นยิงประตูมากกว่า 8:4 ครั้ง แม้จะเข้ากรอบน้อยกว่า 1:3 ครั้ง แต่ก็มากพอที่จะทำให้พวกเขานำหน้า

4. มนต์ขลัง แอนฟิลด์


เริ่มครึ่งหลังมาได้แค่สองนาที แผงหลัง ผีแดง พลาดง่ายๆอีกจนได้โดยคราวนี้ ชอว์ จ่ายบอลเข้ากลางแย่จนโดนตัด แถมนักเตะ แมนฯ ยูไนเต็ด หลายรายออกอาการแข้งขาอ่อนแรงเข้าแย่งบอลคืนไม่ได้เลย และไปจบที่โดน ดาร์วิน นูนเญซ โขกเหน่งๆเผาขนดับฝันทีมเยือนพาเจ้าบ้านทิ้งห่าง 2-0 ก่อนที่ โม ซาลาห์ จะจ่ายให้ กัคโป หลุดไปซัดมุมแคบให้ ลิเวอร์พูล นำห่าง 3-0

ถึงตรงนี้ จึงแน่นอนว่าเกมตกเป็นของเจ้าบ้านแบบเต็มตัวแล้ว และมาได้ประตูเพิ่มเป็นชุดแทบจะทุกครั้งที่ง้างไกก่อนชนะไปแบบหายห่วง 7-0 จนเป็นเกมแดงเดือดที่ ผีแดง แพ้ยับที่สุดเท่าที่เคยเป็นมา และเป็นครั้งแรกที่ แมนฯ ยูไนเต็ด แพ้ด้วยสกอร์นี้ในทุกๆรายการจากที่เคยโดน วูล์ฟส์ ถล่มเละ 7-0 เช่นกันเมื่อเดือนธ.ค.1931

จบ 90 นาที ลิเวอร์พูล ครองบอลได้มากกว่าเท่ากับครึ่งแรกเป๊ะ 60:40% แต่ได้ยิงทั้งหมด 18 ครั้ง และเข้ากรอบ 8 ครั้งซึ่งเป็นสถิติที่เด็ดขาดอย่างแท้จริงกับการได้ 7 ประตู ขณะที่ แมนฯ ยูไนเต็ด ได้ยิงรวมกัน 8 ครั้ง และเข้ากรอบ 4 ครั้ง

และที่สำคัญ ลิเวอร์พูล มีชัยในเกมแดงเดือดด้วยสกอร์ที่สูงที่สุดตามระเบียบหลังพวกเขาเคยขยี้ แมนฯ ยูไนเต็ด ยับ 7-1 มาก่อนเมื่อเดือนต.ค.1895 สมัยยังเล่นอยู่ในดิวิชั่นสอง

ต่อความพ่ายแพ้ในเกมล่าสุด ทำให้ แมนฯ ยูไนเต็ด ยังไม่สามารถบุกมากำชัยที่ แอนฟิลด์ ได้ต่อไปแม้ซีซั่นนี้พวกเขาจะมีฟอร์มที่น่าจับตามองอย่างยิ่งโดยครั้งสุดท้ายที่ ลิเวอร์พูล เสียท่าคารังในเกมแดงเดือดต้องย้อนกลับไปในปี 2016 ซึ่ง หลุยส์ ฟาน กัล ยังเป็นกุนซือ ผีแดง อยู่ และพวกเขามี เวย์น รูนีย์ เป็นฮีโร่พาทีมบุกมาคว้าชัย 1-0

ขณะเดียวกัน คู่แข่งที่ แมนฯ ยูไนเต็ด เสียท่าใน พรีเมียร์ลีก บ่อยที่สุดก็ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็น ลิเวอร์พูล นี่เองรวมทั้งสิ้นเป็นเกมที่ 19 ใน พรีเมียร์ลีก แล้ว และจากห้านัดหลัง ผีแดง โดน หงส์แดง ฉีกตาข่ายแบบไม่ปราณีมากถึง 21 ประตูเลยทีเดียว

5. ซาลาห์ ไม่พลาดฝังผีลงหลุม


หลังพยายามดันเกมรุกกันทั้งแผงเพื่อทวงประตูคืน แมนฯ ยูไนเต็ด ก็เปิดพื้นที่ให้เจ้าบ้านได้โต้กลับตลอดก่อนโดนทีเด็ดจาก โม ซาลาห์ เล่นงานตะบันให้สกอร์ขยับเป็น 4-0 ซึ่งเท่ากับว่าดาวยิงทีมชาติ อียิปต์ ยังทำแสบกับ ผีแดง ได้อีกตามเคยกับการสอยตาข่ายคู่แข่งรายนี้ได้เป็นประจำโดยไม่รู้เบื่อ

ยิ่งไปกว่านั้น นาทีที่ 83 แผงหลัง แมนฯ ยูไนเต็ด มาทำหมูหกให้ ซาลาห์ ซัดได้อีกเม็ดจึงทำให้ดาวยิงไอยคุปต์สร้างสถิติเป็นดาวซัลโวสูงสุดในเกม พรีเมียร์ลีก ของ ลิเวอร์พูล แซงหน้า ฟาวเลอร์ ทันทีจากจำนวน 129 ประตู

พร้อมกันนี้ ดาวยิงสัญชาติมัมมี่ยังเป็นนักเตะ ลิเวอร์พูล คนแรกด้วยที่สอยตาข่าย แมนฯ ยูไนเต็ด ได้ตลอดหกเกมหลัง และหากจะนับเฉพาะ พรีเมียร์ลีก เขาทำสถิติเทียบเท่า อลัน เชียเรอร์ ได้เรียบร้อยแล้วในฐานะพ่อค้าแข้งที่กระซวกประตู เร้ด เดวิลส์ ได้มากที่สุด 10 ประตู


ที่มาของภาพ : gettyimages
ติดตามช่องทางอื่นๆ:
Website : siamsport.co.th
Facebook : siamsport
Twitter : siamsport_news
Instagram : siamsport_news
Youtube official : siamsport
Line : @siamsport