ลิเวอร์พูล ต้องหยุดสถิติชนะ 5 เกมรวดในทุกรายการ หลังโดน อาร์เซน่อล บุกเฉือนด้วยสกอร์ 0-1 ในเกมพรีเมียร์ลีก อังกฤษ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 1 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ขณะที่ทัพ "ปืนใหญ่" สามารถคว้าชัยชนะเป็นครั้งแรกในรอบ 14 ปี หยุดสถิติไม่ชนะที่สนามแห่งนี้ไว้ 13 นัดติดต่อกันได้สำเร็จ นอกจากนี้ หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้ "หงส์แดง" ต้องพบกับความพ่ายแพ้มาจากการไม่สามารถเจาะเกมรับที่แข็งแกร่งของทีมเยือนได้เลย แถมความผิดพลาดเพียงครั้งเดียวจาก อลีสซง เบ็คเกอร์ ส่งผลให้เกิดหายนะอย่างแท้จริง
อเล็กซานเดอร์ อิซัค ซัดไปแล้ว 6 ประตูจากการลงเล่นพรีเมียร์ลีก 6 นัดหลังสุด โดยเขามีส่วนร่วมกับการทำประตู 6 จากทั้งหมด 11 ลูก ของ ลิเวอร์พูล ในฤดูกาลนี้ อย่างไรก็ตาม อาร์เซน่อลสามารถตัดขาดการจ่ายบอลไปถึงเขาจนทำให้ไม่สามารถแสดงประสิทธิภาพได้
โอกาสลุ้นทำประตูที่ชัดเจนที่สุดของสตาร์กองหน้าทีมชาติสวีเดน เกิดขึ้นในนาทีที่ 27 เมื่อ เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ โหม่งเช็ดบอลต่อมาให้ และ ดาบิด ราย่า ก็ล้มตัวลงป้องกันลูกยิงของเขาได้อย่างรวดเร็ว
ลิเวอร์พูลจบเกมด้วยสถิติยิงทั้งหมด 16 ครั้ง และครองบอลได้ 55 เปอร์เซ็นต์ มากกว่า อาร์เซน่อล ที่ยิง 10 ครั้ง แต่ซัดตรงกรอบ 3 ครั้ง ซึ่งหนึ่งในนั้นเป็นประตูทองคำ นั่นแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของทีมเยือน
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความแข็งแกร่งในเกมรับของอาร์เซน่อลก่อนมาเยือนแอนฟิลด์ โดยพวกเขาเสียประตูในลีกไปเพียง 5 ลูก และเผชิญหน้ากับการยิงตรงกรอบเพียง 24 ครั้งตลอดฤดูกาล ซึ่งเป็นสถิติน้อยที่สุดในลีก นอกจากนี้ ทัพ "ปืนใหญ่" ยังเก็บคลีนชีตได้ถึง 6 นัด จากการลงเล่น 9 เกม
จังหวะที่ ลิเวอร์พูล เสียประตูต้องยอมรับว่า อลีสซง เบ็คเกอร์ มีส่วนอย่างยิ่ง เพราะเขาส่งบอลไปยังตำแหน่งที่ไม่มีเพื่อนร่วมทีมยืนอยู่ และทำให้โดนแย่งบอล ก่อนที่ อาร์เซน่อล จะฉกฉวยโอกาสนี้เป็นประตู
จังหวะดังกล่าวของ "พ่อหมี" ทำให้แฟนบอล "เดอะ เร้ดส์" ที่อยู่ในสนาม และหน้าจอถ่ายทอดสดงงเป็นไก่ตาแตก เพราะไม่มีผู้เล่นลิเวอร์พูลยืนอยู่ตรงนั้นเลย และจากนั้นทัพ "ปืนใหญ่" ได้บอลก่อนที่บอลจะไปถึง เดแคลน ไรซ์ ที่ผ่านบอลอย่างแม่นยำให้ ไค ฮาแวร์ตซ์ ส่งบอลเข้าไปซุกก้นตาข่าย
จริงๆ แล้วในซีซั่นนี้ อลีสซง ผ่านบอลแบบเสี่ยงแบบนี้มาแล้ว 2-3 ครั้งในเกมก่อนหน้านี้ แต่ไม่ได้เสียหายจนทำให้ทีมต้องแพ้ อย่างไรก็ตาม เกมนี้ไม่เป็นเช่นนั้น เพราะ อาร์เซน่อล สามารถที่จะใช้ประโยชน์จากความผิดพลาดนี้ได้สำเร็จ
แม้ว่า อลีสซง จะมีจังหวะเซฟสวยๆ 2-3 ครั้ง แต่การทำผิดพลาดเพียงครั้งเดียว มันนำไปสู่หายนะ และเรื่องแบบนี้ไม่ควรเกิดขึ้นกับผู้รักษาประตูที่เต็มไปด้วยประสบการณ์ และเคยได้ชื่อว่าเป็นโกลที่ใช้เท้าได้ดี
หลายคนตั้งคำถามเกี่ยวกับการทำหน้าที่ของ วีเออาร์ ในแมตช์นี้ เพราะมีจังหวะที่คาใจมากๆ นั่นก็คือตอนที่ อเล็กซานเดอร์ อิซัค โดน เยอร์เรียน ทิมเบอร์ ดึงเสื้อในเขตโทษ แต่กลับไม่มีการแทรกแซงจากเทคโนโลยีนี้เลย
เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นตอนที่ "หงส์แดง" เปิดบอลเข้าไปในเขตโทษ และ อิซัค พยายามกระโดดขึ้นไปโหม่งแต่ไม่ถึง อย่างไรก็ตาม ภาพรีเพลย์แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า สาเหตุที่ดาวเตะชาวสวีดิชโหม่งไม่ถึงเพราะโดน ทิมเบอร์ ดึงเสื้อจนแทบขาด
อย่างไรก็ตาม ผู้ตัดสินและวีเออาร์กลับไม่สนใจจังหวะดังกล่าว และปล่อยผ่านไปหน้าตาเฉย ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้มีหลายเกมที่เคยเกิดเหตุการณ์แบบเดียวกัน และวีเออาร์เข้าแทรกแซงพร้อมกับเปลี่ยนคำตัดสินให้กลายเป็นจุดโทษ
นอกจากนี้ ยังมีจังหวะปะทะที่เป็นประเด็นสำคัญอีกครั้งในครึ่งหลังช่วง 10 นาทีสุดท้าย เมื่อ อเล็กซิส แม็ค อัลลิสเตอร์ ล้มลงพร้อมกุมใบหน้า หลังเผชิญหน้ากับ โนนี่ มาดูเอเก้ จากนั้นผู้ตัดสิน แอนดี้ แมดลี่ย์ ตรวจสอบภาพวีเออาร์ ก่อนตัดสินใจแจกใบเหลืองให้ "แม็คก้า" แทนที่จะไล่ปีกอาร์เซน่อลซึ่งมีใบเหลืองติดตัว 1 ใบ ออกจากสนาม
หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้ อาร์เซน่อล คว้าชัยชนะในเกมนี้ก็คือการเล่นเกมรับที่เหนียวแน่น โดย ออปต้า (Opta) เว็บไซต์ด้านสถิติชื่อดัง ระบุว่านี่เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ฤดูกาล 2003/04 ที่ ลิเวอร์พูล ไม่มีโอกาสยิงตรงกรอบแม้แต่ครั้งเดียวในเกมพรีเมียร์ลีกที่แอนฟิลด์
ยิ่งไปกว่านั้น ทัพ "หงส์แดง" ยังยิงตรงกรอบใส่อาร์เซน่อลไม่ได้เป็นเกมที่ 2 ติดต่อกัน โดยครั้งสุดท้ายที่ทีมของกุนซืออันโดนี่ อิราโอล่า ยิงใส่ทีมเยือนได้ ต้องย้อนไปถึงฟรีคิกของ โดมินิค โซโบสไล เมื่อเดือนสิงหาคม 2025
แม้เกมนี้ อาร์เซน่อล จะครองเกมได้น้อยกว่า และสร้างโอกาสในการยิงประตูเป็นรองเจ้าบ้าน แต่เกมรับที่เหนียวแน่น และสามารถปิดตายเกมรุกเจ้าถิ่นตลอด 90 นาที ทำให้พวกเขาสามารถคว้าสามคะแนนกลับบ้านได้อย่างยอดเยี่ยม
ที่สำคัญสถิติเสียเพียง 5 ประตูในเกมลีกนับตั้งแต่เปิดซีซั่นนี้ ซึ่งน้อยที่สุด เป็นการบ่งชี้ว่าทีมไหนที่คิดจะเข้ามาเจาะเกมรับของ อาร์เซน่อล ต้องเฉียบคมไม่อย่างนั้นก็คงไม่สามารถส่งบอลเข้าไปซุกก้นตาข่ายได้
ความพ่ายแพ้ในเกมนี้ทำให้สถิติชนะติดต่อกัน 5 นัดรวมทุกรายการ ของ ลิเวอร์พูล ต้องสิ้นสุดลง รวมถึงยุติสถิติไม่แพ้ อาร์เซน่อล ในเกมพรีเมียร์ลีก 4 นัดติดต่อกันด้วย ส่งผลให้ตอนนี้พวกเขามี 15 คะแนนจากการลงสนาม 9 นัด ตามหลังจ่าฝูงอยู่ 9 คะแนน และตามหลังเชลซี ทีมอันดับ 4 อยู่ 1 แต้ม
ทัพ "หงส์แดง" แทบไม่มีเวลาให้จมอยู่กับความผิดหวัง เนื่องจากมีโปรแกรมบุกเยือน เฟเนร์บาห์เช่ ในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก วันพุธนี้ โดยพวกเขาต้องการรักษาสถิติชนะรวดและเก็บ 9 คะแนนเต็มจากการลงสนาม 3 นัดในรอบลีกเฟสเอาไว้ให้ได้
หลังจากนั้น อิราโอล่า แอนด์ โค. จะต้องบุกไปเยือน คริสตัล พาเลซ ในวันอาทิตย์ที่ 8 พฤศจิกายน แม้ว่าทัพ "ดิ อีเกิ้ลส์" จะผลงานไม่ค่อยดีเท่าไหร่ก็ตาม แต่การที่พวกเขาต้องการชัยชนะเพื่อดิ้นรนหนีการตกชั้น ดังนั้นนี่ไม่ใช่เกมง่ายๆ สำหรับ ลิเวอร์พูล แน่นอน