ความดุดันที่กลายเป็นผลร้าย! เจาะลึกใบแดงของ ลิซานโดร มาร์ตีเนซ ในเกมพ่ายเชลซี 0-2 จุดเปลี่ยนที่ซ้ำเติมแมนฯ ยูไนเต็ด ไร้ชัย 9 นัดติดแย่สุดรอบ 42 ปี
ความพ่ายแพ้ 0-2 ของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ต่อ เชลซี อาจเป็นอีกหนึ่งวันที่ แฟนบอลปีศาจแดง อยากลืมให้เร็วที่สุด แต่สิ่งที่ทำให้พวกเขาจำไม่ลืมคือ ความผิดพลาดของ ลิซานโดร มาร์ติเนซ
กองหลังทีมชาติอาร์เจนตินา ที่ขึ้นชื่อเรื่องความดุดันไม่เกรงใจใคร กลับกลายเป็นคนที่ทำให้ทีมต้องเผชิญสถานการณ์ยากลำบากกว่าเดิม หลังได้รับใบเหลืองที่สองจากจังหวะไปนอกเกมใส่ เวสลีย์ โฟฟาน่า ส่งผลให้ทีมเหลือ 10 คน ก่อนที่ เชลซี จะได้จุดโทษ และหนีห่างเป็น 2-0
สำหรับนักเตะที่เคยได้รับคำชื่นชมจากการไม่ยอมแพ้ในการดวลกับคู่แข่ง นี่คือความผิดพลาดที่สร้างคำถามตามมามากมาย
เพราะสิ่งที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ต้องการในเวลานี้ไม่ใช่แค่ผู้เล่นที่พร้อมสู้ทุกจังหวะ แต่เป็นนักเตะที่สามารถตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง แม้ต้องเผชิญกับแรงกดดันมากแค่ไหนก็ตาม ... ติดตามกับ SIAMSPORT
[ สองจังหวะที่เปลี่ยนสถานการณ์ของ แมนฯ ยูไนเต็ด ]
เกม พรีเมียร์ลีก เมื่อช่วงค่ำคืนที่ผ่านมา ที่สแตมฟอร์ด บริดจ์ เริ่มต้นด้วยสถานการณ์ที่ไม่ได้เลวร้ายสำหรับทีมเยือนนัก
แต่หลังจาก มอร์แกน โรเจอร์ส ยิงให้ เชลซี ขึ้นนำ 1-0 ในนาทีที่ 50 ความกดดันก็เริ่มตกอยู่กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด
โดยเหตุการณ์ที่เปลี่ยนเกมเกิดจากลูกเตะมุม ในระหว่างที่บอลกำลังลอยกลางอากาศ มาร์ติเนซ พยายามป้องกัน เวสลีย์ โฟฟาน่า แต่กลับยกแขนขึ้นไปโดนบริเวณใบหน้าของแนวรับเจ้าถิ่น
ผู้ตัดสิน ปีเตอร์ แบงค์ส ได้รับสัญญาณจาก VAR ให้กลับไปตรวจสอบภาพเหตุการณ์ ก่อนตัดสินให้ เชลซี ได้ลูกจุดโทษ พร้อมแจกใบเหลืองที่สองแก่ มาร์ติเนซ กลายเป็นใบแดงไล่ออกจากสนาม
จากนั้น โคล พาลเมอร์ รับหน้าที่สังหารจุดโทษไม่พลาด ส่งให้เจ้าบ้านหนีเป็น 2-0 ในนาทีที่ 64
สถานการณ์จึงเปลี่ยนไป แมนฯ ยูไนเต็ด ไม่เพียงเสียประตูเพิ่ม แต่ยังต้องเล่นด้วยผู้เล่นเพียง 10 คนในช่วงเวลาที่เหลือ
ความผิดพลาดครั้งนี้จึงไม่ได้กระทบแค่สถิติส่วนตัวของ มาร์ติเนซ แต่สร้างความเสียหายให้กับทีมโดยตรง
[ ตัวตนที่ทำให้แฟนผีหลงรัก ]
อย่างไรก็ตาม หากย้อนกลับไปดูเส้นทางของ มาร์ติเนซ จะพบว่าความดุดดันเป็นส่วนหนึ่งของตัวตนเขามาตั้งแต่สมัยค้าแข้งกับ อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม
ฉายา "The Butcher of Amsterdam" สะท้อนภาพของกองหลังที่พร้อมเข้าปะทะ ไม่หวั่นเกรงคู่แข่ง ไม่ยอมให้กองหน้าฝั่งตรงข้ามเล่นได้อย่างสบายใจ
แม้จะไม่ได้มีรูปร่างสูงใหญ่เหมือนเซนเตอร์แบ็กทั่วไปใน พรีเมียร์ลีก แต่เขาชดเชยด้วยความกล้า การอ่านเกม และความมุ่งมั่นในการดวลตัวต่อตัว
นี่คือคุณสมบัติที่ทำให้ แฟนบอลปีศาจแดง ชื่นชอบเขา อย่างไรก็ตาม ความดุดันกับการขาดความสุขุมเป็นคนละเรื่องกัน
ฟุตบอลระดับสูงไม่ได้ตัดสินกันเพียงว่าใครกล้าเข้าปะทะมากกว่า แต่ยังต้องรู้จักประเมินสถานการณ์และผลที่จะตามมาจากการตัดสินใจแต่ละครั้งด้วย
ในเกมกับ เชลซี ขณะที่ทีมกำลังตามหลัง 0-1 มาร์ติเนซ ควรตระหนักว่า การเสียฟาวล์หรือถูกลงโทษในเขตโทษอาจทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงเพียงใด
สุดท้ายสิ่งที่เกิดขึ้นกลับเป็นตรงกันข้าม ความพยายามหยุดคู่แข่งกลายเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ทีมเสียทั้งจุดโทษและผู้เล่นหนึ่งคน
[ เขาเคยยอมรับเองว่าการควบคุมอารมณ์เป็นเรื่องยาก ]
สิ่งที่น่าสนใจคือ มาร์ติเนซ เคยพูดถึงเรื่องนี้ด้วยตัวเองมาแล้ว
ในการให้สัมภาษณ์กับ The Independent เมื่อปี 2023 เขายอมรับว่า "บางครั้งมีอารมณ์อยากเข้าปะทะหรือจัดการคู่แข่ง แต่ก็ต้องเรียนรู้ที่จะควบคุมตัวเอง"
เขายังยอมรับด้วยว่า หากไม่สามารถจัดการกับอารมณ์ของตัวเองได้ ก็คงถูกลงโทษแบนแทบทุกเกม ซึ่งจากคำพูดของเจ้าตัว ทำให้เรารู้ว่าเขาเองเข้าใจดีถึงเส้นแบ่งระหว่างความดุดันกับการเล่นที่เกินขอบเขต
แต่เมื่อกลับมามองเหตุการณ์ที่สแตมฟอร์ด บริดจ์ คำถามสำคัญจึงเกิดขึ้นว่า เขาสามารถนำสิ่งที่เคยพูดมาใช้ในสถานการณ์จริงได้มากน้อยแค่ไหน?
เพราะการรู้ว่าตัวเองต้องควบคุมอารมณ์เป็นเรื่องหนึ่ง แต่การทำได้จริงในช่วงเวลาที่การแข่งขันกำลังตึงเครียดเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
[ วิกฤตแมนยูฯ ที่ไม่มีพื้นที่ให้ความผิดพลาด ]
ความพ่ายแพ้ต่อเชลซี 0-2 ทำให้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ไม่ชนะติดต่อกัน 9 นัดในทุกรายการ ซึ่งเป็นสถิติที่ย่ำแย่ที่สุดของสโมสรนับตั้งแต่ปี 1984
ตัวเลขดังกล่าวชี้ให้เห็นถึงสถานการณ์ที่ยากลำบากของทีมได้เป็นอย่างดี
ในช่วงเวลาที่สโมสรต้องการหาจุดเปลี่ยนเพื่อกลับมาสร้างผลงานที่ดี ความผิดพลาดจากผู้เล่นคนสำคัญยิ่งกลายเป็นสิ่งที่ทีมไม่สามารถปล่อยผ่านได้ง่าย ๆ
สำหรับ มาร์ติเนซ การถูกไล่ออกจากสนามยังส่งผลต่อเกมถัดไปด้วย โดยเขาจะพลาดเกม พรีเมียร์ลีก กับแอสตัน วิลล่า จากโทษแบนใบเหลืองที่สอง ก่อนกลับมามีสิทธิ์ลงเล่นในเกมกับ ลิเวอร์พูล หลังพักเบรกทีมชาติ
กลายเป็นโจทย์ใหญ่ของ ไมเคิล คาร์ริค ที่ต้องรับมือกับปัญหาในแนวรับเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งเรื่อง ในช่วงเวลาที่ผลงานของทีมกำลังต้องการความมั่นคง