บรูโน่ ต้องโดนสั่งสอน, อนาคต คาร์ริค มืดมน! 5 ข้อแมนยูแพ้เละ บอร์นมัธ คาบ้าน

บรูโน่ ต้องโดนสั่งสอน, อนาคต คาร์ริค มืดมน! 5 ข้อแมนยูแพ้เละ บอร์นมัธ คาบ้าน
แฟนบอลแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แทบหมดศรัทธากับนักเตะและบอร์ดบริหาร หลังทีมรักพ่ายแพ้หมดรูปคาถิ่นโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ต่อ บอร์นมัธ 0-3 หล่นไปอยู่อันดับ 16 มีเพียง 7 คะแนน ห่างจากโซนตกชั้นแค่ 1 แต้มเท่านั้น แมตช์นี้เต็มไปด้วยความผิดพลาดทั้งการจัดทัพและการเล่นที่ไร้ความทุ่มเท แม้เวลาของ ไมเคิ่ล คาร์ริค จะเดินทางมาถึงทางตันแล้ว แต่อย่างน้อยสาวก "เร้ดส์ อาร์มี่" ก็ยังคงแสดงความเคารพในตัวเขา ขณะที่นักเตะต้องกลับไปทบทวนตัวเองอย่างหนัก

1. ดร็อป กัปตันบรูโน่ เป็นการสั่งสอน

หลังจากยืนยันว่า บรูโน่ แฟร์นันด์ส ถูกดร็อปด้วยเหตุผลด้านฟุตบอลเพียงอย่างเดียว กัปตันทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กลับต้องนั่งอยู่บนม้านั่งสำรองตลอด 90 นาที ทั้งๆ ที่ทัพ "ปีศาจแดง" กำลังต้องการตัวช่วยในเกมรุกอย่างหนัก หลังจบครึ่งแรกด้วยการตามหลังคู่แข่ง 0-2

หลังออกสตาร์ตฤดูกาลได้อย่างย่ำแย่ และมีรายงานว่า แฟร์นันด์ส ระเบิดอารมณ์ใส่ คาร์ริค หลังสโมสรพ่ายให้กับ โคโม่ 1-4 มิดฟิลด์ชาวโปรตุกีส ก็ถูกจับนั่งสำรองเป็นครั้งที่ 6 นับตั้งแต่ย้ายมาร่วมทีมเมื่อปี 2020 โดย คาร์ริค ปรับเปลี่ยนผู้เล่นถึง 4 ตำแหน่ง แต่ไม่ได้ส่งเพลย์เมกเกอร์วัย 32 ปี ลงสนามแม้แต่นาทีเดียว

ก่อนหน้านี้ มีรายงานว่า คาร์ริค กับ มาเตอุส คุนญ่า มีปากเสียงกันในช่วงพักครึ่งของเกมกับโคโม่เช่นกัน อย่างไรก็ตาม คุนญ่า ได้รับโอกาสลงสนามในช่วงเริ่มต้นครึ่งหลัง พร้อมกับ ลิซานโดร มาร์ตีเนซ ซึ่งก่อนหน้านี้ตกเป็นประเด็นพูดถึงจากการให้สัมภาษณ์จวกบอร์ดบริหารหลังเกมพ่าย แอตเลติโก มาดริด

แม้บางคนคาดว่าแฟนผีแดงบนอัฒจันทร์อาจเริ่มตะโกนเรียกร้องให้ส่ง แฟร์นันด์ส ลงสนามในช่วงใดช่วงหนึ่งของเกม แต่เมื่อกล้องจับภาพมิดฟิลด์ตัวรุกกำลังอบอุ่นร่างกายอยู่ข้างสนาม กลับไม่ได้มีเสียงตอบรับหรือกระแสเรียกร้องจากแฟนบอลมากนัก ท้ายที่สุด คาร์ริค ก็ตัดสินใจไม่มอบโอกาสลงสนามให้กัปตันทีมรายนี้เลยแม้แต่นาทีเดียว

2. แท็กติก คาร์ริค ล้มเหลวไม่เป็นท่า

สำหรับแมตช์นี้ คาร์ริค ตัดสินใจส่งนักเตะใหม่ในตำแหน่งมิดฟิลด์ที่คว้าตัวมาในช่วงซัมเมอร์ทั้ง 3 ราย ลงสนามพร้อมกันเป็นครั้งแรก โดย ยูริ ตีเลอมันส์ รับบทบาทมิดฟิลด์ตัวรุก ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ แฟร์นันด์ส ถนัด ขณะที่ อันเดรย์ ซานโตส กับ คาร์ลอส บาเลบา จับคู่กันในแดนกลางเพื่อคอยสนับสนุนอยู่ด้านหลัง

สิ่งที่น่าสนใจคือ เมสัน เมาท์ ถูกส่งลงเล่นทางฝั่งซ้าย แต่พยายามขยับเข้ามาเล่นตรงกลางอยู่เสมอ เห็นได้ชัดว่า คาร์ริค ต้องการเพิ่มจำนวนผู้เล่นในแดนกลาง เพื่อควบคุมเกมให้ได้มากขึ้น และหาวิธีเจาะแนวรับของบอร์นมัธ ซึ่งฟอร์มกำลังขึ้นหม้อจากการชนะ ซันเดอร์แลนด์ ในลีก และทุบ เอซี มิลาน เกมยูโรปา ลีก

หากพิจารณาจากสถิติ แท็กติกดังกล่าวดูเหมือนจะได้ผล เพราะ แมนฯ ยูไนเต็ด มีโอกาสยิงและครองบอลมากกว่าตลอด 90 นาที อย่างไรก็ตาม เจ้าถิ่นกลับสร้างโอกาสจบสกอร์แบบจะแจ้งไม่ได้แม้แต่ครั้งเดียว ขณะที่ทีมเยือนสามารถเจาะแนวรับ "ปีศาจแดง" ได้อย่างง่ายดาย คล้ายกับสิ่งที่ สเปอร์ส เคยทำได้เมื่อสองสัปดาห์ก่อน

ท้ายที่สุด แผนที่มุ่งเน้นการเพิ่มผู้เล่นในแดนกลางเพื่อควบคุมเกม กลับไม่สามารถช่วยให้แมนฯ ยูไนเต็ด สร้างความอันตรายในเกมรุกได้ และไม่อาจหยุดยั้งคู่แข่งจากการเจาะแนวรับได้ตามที่คาดหวัง

3. บอร์นมัธ ทาบสถิติ ลิเวอร์พูล-แมนซิตี้

แม้เกมนี้สถิติของ บอร์นมัธ อาจจะเป็นรองในเรื่องการครองบอล และโอกาสยิงประตู แต่พวกเขามีทีเด็ดในเรื่องจังหวะการจบสกอร์ที่เฉียบคม ซึ่งนั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้ทีมเยือนบุกมาคว้าสามคะแนนได้อย่างยอดเยี่ยม

ที่น่าเจ็บใจยิ่งกว่าการพ่ายแพ้ก็คือ บอร์นมัธ ทำสถิติที่แฟนผีไม่อยากจดจำใส่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หลังบุกมาชนะ 3-0 ถึงสนามโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด เป็นครั้งที่ 3 ในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีก

ทัพ "เดอะ เชอร์รีส์" ทำผลงานดังกล่าวได้ในเดือนธันวาคม ปี 2023, ธันวาคม ปี 2024 และตุลาคม ปี 2026 สะท้อนให้เห็นถึงผลงานอันยอดเยี่ยมในการมาเยือน "โรงละครแห่งความฝัน" ราวกับเป็นรีสอร์ท แอนด์ สปา สำหรับแข้งบอร์นมัธในช่วงหลังๆ

ก่อนหน้านี้ มีเพียง ลิเวอร์พูล และ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เท่านั้นที่เคยบุกมาทำได้แบบนี้ถึงรังเหย้าโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด 3 ครั้ง ในศึกพรีเมียร์ลีก ทำให้ บอร์นมัธ กลายเป็นอีกทีมที่มีชื่ออยู่ในสถิติเดียวกับสองคู่ปรับสำคัญของ "ปีศาจแดง" ในลีกสูงสุดเมืองผู้ดี

4. แฟนแมนยูฯ สุดทน! ทยอยออกจากสนามตั้งแต่ยังไม่จบครึ่งแรก

เมื่อแฟนผีเริ่มเดินออกจากสนามก่อนเสียงนกหวีดหมดครึ่งแรก นั่นคือสัญญาณว่าทีมกำลังเผชิญกับช่วงเวลาตกต่ำอย่างหนัก แม้ แมนฯ ยูไนเต็ด จะมีช่วงเลวร้ายที่โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด มาแล้วหลายครั้งนับตั้งแต่ปี 2013 แต่ที่ผ่านมาแฟนบอลยังคงแสดงให้เห็นถึงความอดทนและพร้อมสนับสนุนทีม

ทว่า ในช่วงที่ทีมไม่ชนะมา 7 นัดติดต่อกัน ก่อนสถิติดังกล่าวจะยืดเยื้อเป็น 8 นัด ภาพที่สะท้อนความผิดหวังของแฟนบอลก็คือการที่พวกเขากำลังเดินไปตามทางเดินภายในสนามเพื่อมุ่งหน้าออกจากโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ทั้งที่เวลาผ่านไปเพียง 42 นาที แต่ก็ทนดูต่อไม่ไหวแล้ว

แม้เสียงโห่จากสาวก "เร้ดส์ อาร์มี่" จะดังขึ้นบ่อยครั้งกว่าที่เคยในฤดูกาลนี้ แต่ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา พวกเขายังคงอดกลั้นต่อผลการแข่งขันและฟอร์มการเล่นที่น่าผิดหวังมาโดยตลอด

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ในครั้งนี้ดูเหมือนจะเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ ซึ่งอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ภายในสโมสร โดยเฉพาะตำแหน่งผู้จัดการทีมที่มีแนวโน้มจะได้รับผลกระทบมากที่สุด

5. ปลุกปีศาจ(ไม่)ต้องใช้ปีศาจ

วลีเด็ด "ปลุกปีศาจต้องใช้ปีศาจ" ดูเหมือนจะย้อนมาทิ่มแทงใจแฟนบอลแมนฯ ยูไนเต็ด อย่างมาก เพราะก่อนหน้านี้พวกเขาเคยเจ็บปวดกับผลงานของ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา มาแล้ว ตอนนี้ก็ต้องปวดร้าวกับผลงานของ คาร์ริค

สถิติไร้ชัยชนะ 8 เกมติดต่อกัน ในทุกรายการ และเก็บได้ 7 คะแนน จากการเล่น 8 แมตช์ ในพรีเมียร์ลีก เป็นสิ่งที่แฟนบอลรับไม่ได้จริงๆ และงานนี้มีความเป็นไปได้สูงที่จะได้เห็นพาดหัวอนาคตของ คาร์ริค ในช่วงต้นสัปดาห์นี้

การที่แฟนบอลแมนฯ ยูฯ ร้องเพลงชื่อ คาร์ริค เพื่อเป็นการแสดงการสนับสนุน และรู้ชะตากรรมของฮีโร่ของพวกเขาว่าจะต้องเจอกับอะไรในอนาคต เป็นการบ่งบอกเป็นนัยยะว่าคงหมดเวลาของ "พี่ปลัด" แล้ว

ส่วนบรรดานักเตะที่โดนแฟนบอลโห่และส่งเสียงด่า คงไม่ได้รู้สึกรู้สาอะไรมากนัก และเตรียมตั้งตาตั้งตารอกุนซือคนใหม่ จากนั้นก็ทุ่มเทเพื่อเปลี่ยนผลการแข่งขัน และตามด้วยการออกมาพูดหนุนหลัง เหมือนที่เคยทำกับ คาร์ริค เมื่อซีซั่นที่ผ่านมา !!!

หลังจากนี้ไปไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เชื่อว่าแฟนบอล แมนฯ ยูฯ คงไม่อยากเห็นตำนานของพวกเขากลับได้รับการแต่งตั้งคุมทีมชั่วคราว เพราะมัน "หลอน" ไปแล้ว ที่สำคัญการจะปลุก แมนฯ ยูฯ ให้ฟื้นคืนชีพ ต้องใช้กุนซือที่มีประสบการณ์ และเด็ดขาดเข้ามากุมบังเหียนเท่านั้น



ที่มาของภาพ : gettyimages
ติดตามช่องทางอื่นๆ:
Website : siamsport.co.th
Facebook : siamsport
Twitter : siamsport_news
Instagram : siamsport_news
Youtube official : siamsport
Line : @siamsport