อันโดนี่ อิราโอล่า กุนซือชาวสเปน เริ่มติดตั้งระบบให้กับ ลิเวอร์พูล ได้อย่างลงตัวมากขึ้น โดยเกมรับมีการเล่นที่แข็งแกร่ง และสร้างความผิดพลาดน้อยลง ขณะที่เกมรุกเต็มไปด้วยความดุดัน จัดจ้าน และพร้อมลงโทษคู่แข่งทันทีที่ผิดพลาด เหมือนในเกมที่พวกเขาทุบ ไบรท์ตัน แอนด์ โฮฟ อัลเบี้ยน 2-0 เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ที่สำคัญสาวก "เดอะ ค็อป" คงได้เห็นฟอร์มที่สุดยอดของ โรนัลด์ อเราโฮ ซึ่งสามารถเปลี่ยนความสงสัยเป็นความเชื่อได้อย่างลงตัว แถมยังได้เห็นสามประสานยุคกุนซือ "เอไอ" ที่ทั้งอันตราย และเฉียบคม
ตอนที่ ลิเวอร์พูล ดึง โรนัลด์ อเราโฮ มาร่วมทัพ มีกูรูลูกหนังจำนวนมากตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับฟอร์มการเล่นของเขา บางคนถึงขนาดมองว่าถ้านักเตะเก่งจริงทำไม บาร์เซโลน่า ถึงยอมปล่อยตัว ที่สำคัญบางรายยังบอกขอให้ "หงส์แดง" โชคดีกับแข้งรายนี้
นับตั้งแต่วันที่ย้ายมาร่วมทัพแบบยืมตัวจนถึงตอนนี้ กองหลังวัย 27 ปี พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเขาคือนักเตะที่เข้ามาช่วยแก้ปัญหาเกมรับของ "เดอะ เร้ดส์" อย่างแท้จริง โดยเฉพาะกับการรับบทบาทแบ็กขวาที่ทำได้ดีเยี่ยม
ในเกมนี้ อเราโฮ ทำผลงานได้อย่างโดดเด่น โดยเฉพาะในครึ่งแรก เขามีส่วนสำคัญในการสร้างประตูแรก ด้วยการพาบอลลุยขึ้นหน้าและไม่ยอมให้คู่แข่งหยุดยั้งได้ แม้จะโดนทำฟาวล์ก็ตาม ก่อนเปิดบอลให้ ฟลอเรียน เวียร์ตซ์ ได้ซัดประตูไปแฉลบ ปาสกาล กรอสส์ เข้าไปซุกก้นตาข่าย
นอกจากนี้ อเราโฮ ยังเกือบทำประตูแรกในพรีเมียร์ลีกของตัวเองได้ก่อนหมดครึ่งแรก หลังพุ่งเข้าหาบอลและซัดอย่างหนักหน่วงจากมุมเฉียง แต่ บาร์ต แฟร์บรุคเก้น ผู้รักษาประตูไบรท์ตัน ยังป้องกันลูกยิงเอาไว้ได้ ขณะเดียวกันการเล่นเกมรับของดาวเตะชาวอุรุกวัยก็ยอดเยี่ยม มีทั้งความเด็ดขาด และแม่นยำในการเข้าสกัดบอล
ตอนนี้สาวก "เดอะ ค็อป" คงเรียกร้องให้สโมสรเตรียมใช้ออปชั่นซื้อถาวรในช่วงซัมเมอร์ปีหน้า เพราะค่าตัว 47 ล้านปอนด์ (ราว 2,068 ล้านบาท) แลกกับคุณภาพระดับนี้ มันคุ้มยิ่งกว่าคุ้มจริงๆ
บรัดเลย์ บาร์กโกล่า มีแนวโน้มที่จะพิสูจน์ให้เห็นว่าเขาคือการเซ็นสัญญาที่สำคัญต่อ ลิเวอร์พูล ในระยะยาว และตอนนี้ก็เริ่มมีสัญญาณให้เห็นแล้วว่า สามประสานแนวรุกชุดใหม่ที่น่าตื่นเต้นกำลังก่อตัวขึ้นในถิ่นแอนฟิลด์
โมฮาเหม็ด ซาลาห์, ซาดิโอ มาเน่ และ โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ เคยสร้างชื่อในฐานะสามประสานเทพประทานของทัพ "หงส์แดง" พร้อมพาทีมประสบความสำเร็จทั้งในประเทศและบนเวทีฟุตบอลถ้วยยุโรป
เวลานี้ โกดี้ คักโป, อเล็กซานเดอร์ อิซัค และ บาร์กโกล่า กำลังพยายามเดินตามรอยความสำเร็จของรุ่นพี่ แม้ทั้งสามคนเพิ่งเริ่มต้นร่วมงานกันได้ไม่นาน และพูดกันตามตรง โอกาสที่จะก้าวขึ้นไปทำผลงานได้ยอดเยี่ยมเทียบเท่ากับสามแนวรุก "หินเหล็กไฟ" (SMF) ชุดก่อนคงเป็นเรื่องยาก
อย่างไรก็ตาม ทั้งสามคนต่างแสดงให้เห็นถึงสัญญาณที่น่าพอใจในเกมนี้ โดย บาร์กโกล่า เป็นคนแอสซิสต์ให้ อิซัค ทำประตูที่สองของ ลิเวอร์พูล ขณะที่ คักโป ก็สร้างความอันตรายทางฝั่งซ้ายได้อย่างต่อเนื่อง สำหรับ อิซัค ตอนนี้ซัดไปแล้ว 6 ประตู ในลีก แม้ฟอร์มยังไม่เปรี้ยงปร้าง แต่เริ่มมีทรง และอันตรายทุกครั้งที่มีโอกาส
ก่อนเกมนี้จะเปิดฉากหลายคนแสดงทัศนะว่า ไบรท์ตัน จะสามารถสร้างปัญหาให้กับ ลิเวอร์พูล ได้ เนื่องจากพวกเขากำลังอยู่ในช่วงฟอร์มติดลมบน และเต็มไปด้วยความมั่นใจในการเล่น
ทัพ "เดอะ ซีกัลส์" ภายใต้การกุมบังเหียนของ ฟาเบียน เฮอร์เซเลอร์ มีเกมรุกที่ดุดันมากๆ โดยตะบันคู่แข่งในลีกไปถึง 23 ประตู มากที่สุดในพรีเมียร์ลีก และเสียแค่ 5 ลูกเท่านั้น แต่สถิติดังกล่าวไม่ได้ทำให้ทัพ "หงส์แดง" หวาดหวั่นแม้แต่น้อย
งานนี้ต้องชื่นชอบแท็กติกของ อันโดนี่ อิราโอล่า ที่สามารถปิดกั้นจุดแข็งของ ไบรท์ตัน ได้อยู่หมัด การเล่นเกมสวนกลับที่อันตราย และการเจาะเข้าทำทั้งตรงกลาง และริมเส้น ไม่สามารถทำอะไร ลิเวอร์พูล ได้เลย
การเปิดฉากเพรสซิ่งหนักตั้งแต่เริ่มเกม และการได้สองประตูในครึ่งแรก ทำให้ ลิเวอร์พูล สามารถเล่นแบบผ่อนเกม ซึ่งทำให้ ไบรท์ตัน มีโอกาสได้ครองบอล และเปิดเกมรุกเข้ามาคุกคามได้อย่างต่อเนื่อง แต่เกมรับของ "เดอะ เร้ดส์" สามารถจัดการได้หมด
จริงๆ แล้วถ้า ลิเวอร์พูล เล่นเกมสวนกลับที่เฉียบคมมากกว่านี้ บอกได้เลยว่ามีโอกาสได้สกอร์น่าจะเกินสองประตู แม้จะไม่ได้ประตูเพิ่ม แต่สามารถเก็บคลีนชีตได้ถือเป็นเรื่องที่น่าพอใจเช่นกัน
ฤดูกาลนี้มีการพูดถึงสิ่งที่ถูกขนานนามว่า "สามเหลี่ยมเบอร์มิวดา" กันอย่างมาก ซึ่งเป็นฉายาของกลุ่มทีมรองบ่อนที่กำลังสร้างชื่อและผลงานโดดเด่นในศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ
ไบรท์ตัน, เบรนท์ฟอร์ด และ บอร์นมัธ ต่างสมควรได้รับชื่อเสียงที่พวกเขาสร้างขึ้นมาในเวลานี้ ทั้งสามสโมสรมีการบริหารจัดการที่ดี มีความทะเยอทะยาน เสริมทัพได้อย่างชาญฉลาด เล่นฟุตบอลได้อย่างน่าประทับใจ และเก็บผลการแข่งขันที่ยอดเยี่ยมได้อย่างต่อเนื่อง จึงไม่น่าแปลกใจที่หลายทีมต้องพลาดท่าให้พวกเขาเป็นประจำทุกสัปดาห์
ดังนั้น การที่ ลิเวอร์พูล ลงสนามพบและเอาชนะทั้งสามทีมได้ครบก่อนเข้าสู่เดือนพฤศจิกายน จึงสะท้อนให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของ "หงส์แดง" ได้เป็นอย่างดี เพราะนี่ล้วนเป็นเกมที่เล่นด้วยความยากลำบาก และมีโอกาสพลิกล็อกได้เสมอ
เวลานี้ ลิเวอร์พูล สามารถบุกไปเอาชนะทั้ง บอร์นมัธ (1-0) และ เบรนท์ฟอร์ด (2-1) ถึงถิ่น ก่อนจะเปิดบ้านปราบ ไบรท์ตัน ทีมฟอร์มโหดได้สำเร็จชนิดที่คู่แข่งต้องยอมสยบแต่โดยดี
ลิเวอร์พูล กำลังเริ่มเล่นเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันมากขึ้น ทุกคนเข้าใจแนวทางเดียวกัน แม้ผู้จัดการทีมจะเรียกร้องผลงานจากนักเตะอย่างหนัก แต่พวกเขาก็พร้อมยอมรับแนวทางดังกล่าว และเริ่มตอบสนองด้วยผลงานที่จับต้องได้ โดยเฉพาะในเกมยากๆ ที่ต้องเผชิญกับความท้าทายอย่างแท้จริง
สิ่งที่ทุกคนกำลังได้เห็นก็คือ อิราโอล่า สร้างความมั่นใจให้กับทีมได้เป็นอย่างมาก ทุกคนทราบดีว่าเขาขึ้นชื่อเรื่องฟุตบอลที่เน้นความเข้มข้นสูงและการเพรสซิ่งเป็นอันดับแรก แต่ตอนนี้เห็นได้ชัดแล้วว่ากุนซือรายนี้รู้ดีว่าต้องการให้นักเตะแต่ละคนทำหน้าที่อะไร และมีลำดับความสำคัญในการเลือกใช้งานอย่างชัดเจน
ตัวอย่างเช่น ทันทีที่ ฟลอเรียน เวียร์ตซ์ จำเป็นต้องถูกเปลี่ยนตัวออก ก็แทบไม่มีข้อสงสัยเลยว่า ไรอัน กราเฟนแบร์ก จะถูกดันขึ้นไปเล่นในตำแหน่งที่สูงขึ้น ขณะที่ เทรย์ ไนโอนี่ จะลงมาเล่นร่วมกับ อเล็กซิส แม็ค อัลลิสเตอร์
เช่นเดียวกัน อิราโอล่า มักมีแนวโน้มที่จะสลับเปลี่ยนปีกในช่วงท้ายเกม เพื่อเติมความสดใหม่และเพิ่มความอันตรายในการโจมตี คงได้เห็นตัวอย่างนี้จากการส่ง ริโอ เอ็นกูโมฮา ลงสนาม ขณะที่การเปลี่ยน อิซัค ออกแล้วส่ง ลูอิส คูมาส ลงมา ก็เริ่มดูเหมือนจะเป็นอีกหนึ่งรูปแบบการเปลี่ยนตัวที่เขาชื่นชอบเป็นการส่วนตัว
การเพิ่มความขยันและพลังในการทำงานตรงกลางสนาม ควบคู่ไปกับการเติมความจัดจ้านริมเส้น ถือเป็นการปรับเปลี่ยนที่ช่วยส่งเสริมกันได้อย่างลงตัว ดังนั้นสิ่งที่เห็นได้ชัดคือ แนวทางการเปลี่ยนตัวของทีมมีความเป็นเอกภาพและมีเหตุผลรองรับ