ย้อนรอย ไมเคิล คาร์ริค จากตัวสำรองสู่ วาทยากรแดนกลาง สเปอร์ส ก่อนย้ายซบ แมนยู ด้วยค่าตัว 18.6 ล้านปอนด์ สร้าตตำนานโอลด์ แทรฟฟอร์ด
ย้อนเวลากลับไปก่อนที่ ไมเคิ่ล คาร์ริค จะกลายมาเป็นหนึ่งในยอดมิดฟิลด์ของ ปีศาจแดง
เขาเคยสร้างชื่อขึ้นมาจากศูนย์ฝึกเยาวชนของเวสต์แฮม ยูไนเต็ด และพาทีมคว้าแชมป์ FA Youth Cup ในปี 1999
แม้ คาร์ริค จะยอมสู้ต่อในลีกรอง หลัง ขุนค้อน ตกชั้นในปี 2003 จนติดทีมยอดเยี่ยม PFA แชมเปียนชิพ แต่ด้วยปัญหาทางการเงินของสโมสร ทำให้ สเปอร์ส ตัดสินใจคว้าตัวเขามาร่วมทีมในเดือนสิงหาคม ปี 2004 ด้วยค่าตัว 2.75 ล้านปอนด์
อย่างไรก็ตาม ช่วงแรกกับทีมใหม่ กลับกลายเป็นฝันร้ายของเขา เมื่อเจ้าตัวประสบปัญหากระดูกเข่าและข้อเท้าพลิกจนต้องพักยาว
ซ้ำร้าย ฌาคส์ ซานตินี กุนซือชาวฝรั่งเศสในขณะนั้น แทบจะไม่รู้จักว่าเขาเป็นใคร และมองข้ามความสามารถของเขา โดย คาร์ริค ได้ลงสนามเปิดตัวในฐานะตัวสำรองเพียงไม่กี่นัดเท่านั้น
และแล้ว จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้น เมื่อ ฌาคส์ ซานตินี ลาออกจากตำแหน่ง และ มาร์ติน โยล เข้ามาคุมทีม
ในเกมพบ ชาร์ลตัน แอธเลติก สเปอร์ส ตามหลังอยู่ 0-3 การถูกส่งลงมาเป็นตัวสำรองของ คาร์ริค ช่วยจุดชนวนให้ทีมพลิกเกมกลับมาสู้จนจบที่ 2-3
หลังจากนั้นในเกมลีกคัพกับ เบิร์นลีย์ มาร์ติน โยล ตัดสินใจส่ง คาร์ริค ลงเป็นตัวจริงนัดแรก และเขาก็โชว์คลาสจ่ายบอลสุดสวยให้ ร็อบบี คีน ทำประตูได้ทันที ... จน มาร์ติน โยล ถึงกับยกย่องเขาว่าเป็น "วาทยากร" ในแดนกลางของทีม
ตลอดสองฤดูกาล คาร์ริค คุมจังหวะเกมให้ สเปอร์ส ได้อย่างยอดเยี่ยม พาทีมจบอันดับ 9 ในฤดูกาล 2004/05 และทะยานขึ้นอันดับ 5 ในฤดูกาล 2005/06
โดยเขาทำได้ 2 ประตู ซึ่งเป็นประตูชัยทั้งสองนัดในเกมพบ ซันเดอร์แลนด์ และแมนเชสเตอร์ ซิตี้
แม้ในนัดสุดท้ายของฤดูกาล 2005/06 จะต้องเจ็บปวดกับเหตุการณ์อาหารเป็นพิษ จนพ่าย เวสต์แฮม 1-2 พลาดตั๋ว ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก ให้กับ อาร์เซน่อล ไปอย่างน่าเสียดายก็ตาม
ด้วยฟอร์มอันร้อนแรงของ คาร์ริค ก็เข้าไปเตะตา เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ที่กำลังหากองกลางมาแทนที่ของ รอย คีน
อย่างไรก็ตาม แดเนี่ยล เลวี่ ประธานสโมสรสเปอร์ส รับรู้ถึงเรื่องนี้ เขาจึงโก่งราคาและปฏิเสธข้อเสนอแรกไป
โดย เฟอร์กูสัน เล่าว่า เดวิด กิลล์ ประธานบริหาร ต้องโทรหาเขาขณะอยู่บนสนามกอล์ฟเพื่อบอกว่า เลวี ต้องการเงินเพิ่มขึ้นอีก
“ผมต้องบอกว่าการเจรจาเป็นเรื่องยากมาก และยืดเยื้ออยู่นาน” เฟอร์กูสัน กล่าวกับ MUTV
“ผมจำได้เสมอว่าตอนนั้นคิดว่าทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว แต่ เดวิด กิลล์ (อดีตประธานบริหารของสโมสร) โทรหาผมขณะที่ผมกำลังเล่นกอล์ฟ เพื่อบอกว่าพวกเขาต้องการเงินเพิ่ม นี่แหละสไตล์ของ แดเนียล เลวี!”
“การเจรจาเป็นไปอย่างยากลำบาก แต่ท้ายที่สุดเราก็ทำให้การย้ายทีมสำเร็จ และนับตั้งแต่เขาย้ายมาร่วมทีม เขาก็มีเส้นทางอาชีพที่ยอดเยี่ยมมาโดยตลอด”
ท้ายที่สุด แมนฯ ยูไนเต็ด ก็ยอมปิดดีลด้วยค่าตัวเริ่มต้น 14 ล้านปอนด์ และพุ่งสูงถึง 18.6 ล้านปอนด์
ซึ่งตัวของ คาร์ริค เองก็ออกมายอมรับในภายหลังว่า การย้ายไปโอลด์ แทรฟฟอร์ด คือเรื่องที่ไม่ต้องคิดเลย เพราะเขาต้องการย้ายไปคว้าแชมป์ใหญ่
พร้อมเปิดเผยว่า ทัศนคติที่ สเปอร์ส ในยุคนั้นเน้นเพียงการลุ้นถ้วยบอลถ้วยหรือลุ้นติดท็อปโฟร์ แต่เมื่อมาถึง แมนยู ทุกคนถูกตั้งเป้าหมายว่าต้องคว้าแชมป์เท่านั้น
“ผมไม่ได้คิดถึงเรื่องการคว้าแชมป์อย่างจริงจัง จนกระทั่งย้ายมาร่วมทีม แมนฯ ยูไนเต็ด ฟุตบอลโลกปี 2006 จัดขึ้นในช่วงซัมเมอร์ที่ผมย้ายมาร่วมทีม ดังนั้นเรื่องการติด ทีมชาติอังกฤษ จึงเป็นสิ่งที่ดำเนินควบคู่กันไป”
“การได้ไปเล่น ฟุตบอลโลก ถือเป็นเรื่องสำคัญอย่างมาก แต่จนกระทั่งผมย้ายมาแมนฯ ยูไนเต็ด ผมถึงเริ่มรู้สึกว่าการคว้าแชมป์เป็นสิ่งที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้จริง”
“ตอนอยู่กับท็อตแน่ม เราอาจมีเส้นทางในฟุตบอลถ้วยที่ยอดเยี่ยม แต่เราไม่ได้คิดจริง ๆ ว่า ‘เราสามารถคว้าแชมป์รายการนี้ได้’ สิ่งที่เราคิดคือเราจะไปได้ไกลแค่ไหน หรือเราจะผ่านเข้าไปเล่นในแชมเปี้ยนส์ ลีกได้หรือไม่”
“ความคิดของผมเปลี่ยนไปอย่างมากเมื่อย้ายมาที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด และได้เห็นว่าสโมสรแห่งนี้คาดหวังอะไรจากนักเตะ รวมถึงแนวทางการทำงานของเพื่อนร่วมทีมและผู้จัดการทีม มันเป็นระดับที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง”
เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน มอบ เสื้อหมายเลข 16 ของ รอย คีน ให้แก่ คาร์ริค ทันทีและตลอด 12 ฤดูกาล คาร์ริค ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม ลงเล่นไปถึง 464 นัด กวาดแชมป์พรีเมียร์ลีก 5 สมัย, ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก 1 สมัย, เอฟเอคัพ 1 สมัย, ลีกคัพ 3 สมัย, ยูโรปาลีก และสโมสรโลก