ไบรท์ตันปั้นแข้งดาวรุ่งอย่างไร? เบื้องหลังโมเดลทำเงินสุดแกร่ง

ไบรท์ตันปั้นแข้งดาวรุ่งอย่างไร? เบื้องหลังโมเดลทำเงินสุดแกร่ง
เปิดเบื้องหลังไบรท์ตันใช้ข้อมูลคัดเลือก ปลุกปั้น และปล่อยแข้งดาวรุ่ง จนขึ้นพรีเมียร์ลีกพร้อมทำกำไรมหาศาล โดยไม่จำเป็นต้องทุ่มเงินซื้อสตาร์ดัง

ไบรท์ตัน แอนด์ โฮฟ อัลเบี้ยน กำลังยืนยันให้เห็นถึงความสำเร็จของแนวทางสร้างทีมด้วยนักเตะดาวรุ่งอย่างชัดเจน หลังปัจจุบันรั้งอันดับ 3 ของพรีเมียร์ลีก และเป็นหนึ่งในทีมที่ทำประตูได้มากที่สุดของยุโรป

หากมองเพียงผลงานในสนาม อาจเป็นเรื่องง่ายที่จะคิดว่า ไบรท์ตัน ใช้เงินจำนวนมากในการเสริมทัพด้วยนักเตะที่พร้อมลงเล่นทีมชุดใหญ่ทันที แต่ความจริงกลับตรงกันข้าม เพราะตลอด 5 ปีที่ผ่านมา พวกเขาเป็นหนึ่งในเพียง 2 สโมสรพรีเมียร์ลีกที่มีผลกำไรจากการซื้อขายนักเตะ เช่นเดียวกับ เอฟเวอร์ตัน

นี่คือผลลัพธ์จากกลยุทธ์การสรรหาและพัฒนานักเตะที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล โดยมีเป้าหมายตั้งแต่การค้นหาผู้เล่น ดึงตัวมาร่วมทีม วางเส้นทางพัฒนา ไปจนถึงการปล่อยออกในช่วงเวลาที่เหมาะสม

แล้ว ไบรท์ตัน ทำอย่างไรจึงสามารถสร้างโมเดลนี้ให้ประสบความสำเร็จได้ต่อเนื่อง?

ใช้ข้อมูลเป็นหลัก แต่บุคลิกของนักเตะก็สำคัญ

ไมค์ เคฟ ผู้อำนวยการฝ่ายกีฬาของไบรท์ตัน อธิบายว่า สโมสรมีแนวทางชัดเจนในการแข่งขันในลีกที่ท้าทายที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

หัวใจสำคัญคือการใช้ข้อมูลและการวิเคราะห์ เป็นเครื่องมือหลักในการติดตามและค้นหานักเตะ โดยผ่าน เจมส์ทาวน์ อนาลิติกส์ ของ โทนี่ บลูม เจ้าของสโมสร ซึ่งสามารถติดตามผลงานของนักเตะหรือโค้ชแทบทุกคนที่อยู่ในลีกอาชีพทั่วโลก

"มันช่วยให้เราค้นหานักเตะที่มีพรสวรรค์จากทั่วโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ และทำให้เราสามารถเคลื่อนไหวได้อย่างรวดเร็วในตลาดซื้อขายที่มีการแข่งขันสูง"

อย่างไรก็ตาม ระบบวิเคราะห์ของไบรท์ตันยังคงเป็นความลับอย่างมาก และไม่ได้มองเพียงตัวเลขใดตัวเลขหนึ่ง เพราะสโมสรต้องประเมินทั้ง ผลงานและศักยภาพ ของนักเตะ

ที่สำคัญคือเรื่องบุคลิกภาพ ภูมิหลัง และความเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมของสโมสร ซึ่งมีน้ำหนักไม่น้อยไปกว่าข้อมูลในสนาม

เคฟ ย้ำว่าไม่ใช่นักเตะทุกคนจะเหมาะกับไบรท์ตัน และพวกเขาเองก็อาจไม่ใช่สโมสรที่เหมาะกับผู้เล่นทุกคนเช่นกัน ดังนั้นสโมสรจึงใช้เวลาอย่างมากในการทำความเข้าใจตัวบุคคล เพราะท้ายที่สุดฟุตบอลคือธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วยผู้คน

ตลาดยืมตัว กุญแจสำคัญในการพัฒนาฝีเท้า

อีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญคือ ตลาดยืมตัว ทั้งในอังกฤษและยุโรป ซึ่งถูกใช้เป็นเส้นทางพัฒนานักเตะที่ยังไม่พร้อมสำหรับพรีเมียร์ลีก

นับตั้งแต่ฤดูกาล 2018/19 ไบรท์ตันทำข้อตกลงปล่อยนักเตะแบบยืมตัวมากกว่า 20 รายในแทบทุกฤดูกาล โดยฤดูกาลที่แล้วมีถึง 27 ราย ส่วนช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา สโมสรปล่อยยืม 16 คน และคาดว่าจะมีเพิ่มอีกในเดือนมกราคม

หนึ่งในตัวอย่างชัดเจนคือ อเล็กซิส แม็ค อัลลิสเตอร์ ซึ่งไบรท์ตันเซ็นสัญญามาจาก อาร์เจนติโนส จูเนียร์ส ในเดือนมกราคม 2019 ด้วยค่าตัว 6.8 ล้านปอนด์ (ราว 316 ล้านบาท) ก่อนปล่อยให้ต้นสังกัดเดิมยืมตัวทันที และต่อด้วย โบคา จูเนียร์ส ในฤดูกาล 2019/20

แม็ค อัลลิสเตอร์ กลับมาเป็นผู้เล่นทีมชุดใหญ่ของทีม "นกนางนวล" ในช่วงซัมเมอร์ 2020 ก่อนลงสนามให้สโมสร 112 นัด และย้ายไป ลิเวอร์พูล ด้วยค่าตัว 35 ล้านปอนด์ (ราว 1,628 ล้านบาท)

อีกกรณีคือ ยาน พอล ฟาน เฮคเค่อ ที่คว้าตัวมาจาก เอ็นเอซี เบรด้า ด้วยค่าตัว 6 ล้านปอนด์ (ราว 279 ล้านบาท) ในปี 2020 ขณะอายุ 20 ปี จากนั้นถูกส่งไปเล่นแบบยืมตัวกับ ฮีเรนวีน และ แบล็คเบิร์น โรเวอร์ส เป็นเวลา 2 ฤดูกาล

หลังกลายเป็นกำลังหลักของทีมและลงเล่นให้ไบรท์ตัน 131 นัด ฟาน เฮคเค่อ ถูกขายให้ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ ในช่วงซัมเมอร์ด้วยค่าตัว 52 ล้านปอนด์ (ราว 2,418 ล้านบาท)

รุ่นใหม่เริ่มออกดอกผล

นโยบายดังกล่าวเริ่มเห็นผลชัดเจนในฤดูกาลนี้ โดยเฉพาะนักเตะที่เซ็นสัญญาเข้ามาในช่วงซัมเมอร์ 2024

มาลิค ยัลกูเย่ ย้ายมาจาก โกเตบอร์ก สโมสรลีกสวีเดนด้วยค่าตัว 6 ล้านปอนด์ (ราว 279 ล้านบาท) ก่อนถูกปล่อยยืมตัวไป สตวร์ม กราซ ในออสเตรีย และ สวอนซี ซิตี้ ในเดอะ แชมเปี้ยนชิพ ตลอด 2 ฤดูกาลที่ผ่านมา

ดาวเตะตัวรุกวัย 20 ปีทำไปแล้ว 2 ประตูจากการลงเล่นพรีเมียร์ลีก 5 นัดแรก

ขณะที่ อิบราฮิม ออสมาน ย้ายมาจาก นอร์เชลลันด์ ในเดนมาร์กด้วยค่าตัว 17 ล้านปอนด์ (ราว 791 ล้านบาท) และผ่านประสบการณ์ยืมตัวกับ เฟเยนูร์ด, โอแซร์ และ เบอร์มิงแฮม ซิตี้

ปีกวัย 21 ปีลงเล่นเป็นตัวสำรองไปแล้ว 3 นัดในฤดูกาลนี้

อีกหนึ่งรายที่น่าจับตามองคือ มาตีอัส โอรอซโก้ กองกลางตัวรับวัย 18 ปี ซึ่งไบรท์ตันจ่าย 3.75 ล้านปอนด์ (ราว 174 ล้านบาท) เพื่อคว้าตัวมาจาก เดปอร์ติโว กาลี และปัจจุบันเล่นให้ กาสเตยอน ในดิวิชั่น 2 ของสเปน

โอรอซโก้ เพิ่งได้รับโอกาสติดทีมชาติโคลอมเบียชุดใหญ่เป็นครั้งแรกในช่วงพักเบรกทีมชาติครั้งนี้

ทำไมดาวรุ่งถึงเลือก ไบรท์ตัน?

ไบรท์ตัน ไม่ได้เพียงแค่ซื้อนักเตะอายุน้อย แต่ยังต้องวางแผนว่าจะส่งพวกเขาไปพัฒนาที่ไหน สโมสรจึงวิเคราะห์ทั้ง สโมสร โค้ช ลีก และสภาพแวดล้อม เพื่อเลือกจุดหมายที่เหมาะสมกับพัฒนาการของผู้เล่นแต่ละคน

แนวทางทั้งหมดนี้ทำให้ ไบรท์ตัน กลายเป็นหนึ่งในสโมสรที่สามารถเป็นสะพานก้าวไปสู่ทีมระดับสูง สำหรับนักเตะที่มีความทะเยอทะยาน

เคฟ มองว่าสิ่งสำคัญคือการแสดงให้นักเตะดาวรุ่งเห็นว่าสโมสรมีแผนสำหรับพวกเขา บางคนอาจใช้เวลาเพียง 1 ปี ขณะที่บางคนอาจต้องใช้เวลาหลายปี ก่อนจะก้าวขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่

อีกส่วนที่ "เดอะ ซีกัลส์" ให้ความสำคัญอย่างมากคือการช่วยให้นักเตะและครอบครัวปรับตัวเข้ากับเมืองไบรท์ตันและวัฒนธรรมการใช้ชีวิตในอังกฤษ

เพราะต่อให้สโมสรมีข้อมูลเกี่ยวกับนักเตะมากเพียงใด แต่เมื่อพวกเขาเดินทางมาถึงเมืองใหม่ การทำให้ผู้เล่นรู้สึกว่านี่คือบ้านของตัวเองก็เป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยให้พวกเขาแสดงศักยภาพออกมาได้ดีที่สุด

ซื้อเพื่อพัฒนา ไม่ได้ตั้งเป้าขายตั้งแต่แรก

ตลอด 5 ฤดูกาลที่ผ่านมา ไบรท์ตัน เซ็นสัญญานักเตะถาวรถึง 62 ราย มากที่สุดเป็นอันดับ 2 ในบรรดาสโมสรพรีเมียร์ลีกที่อยู่ในลีกมาตลอดช่วงเวลาดังกล่าว รองจาก เชลซี ที่ 72 ราย

ความแตกต่างด้านการเงินนั้นชัดเจนอย่างมาก เพราะ ไบรท์ตัน มีกำไรจากการซื้อขายนักเตะ 10 ล้านปอนด์ (ราว 465 ล้านบาท) ขณะที่ เชลซี ขาดทุนถึง 721 ล้านปอนด์ (ราว 33,527 ล้านบาท)

อย่างไรก็ตาม เคฟ ยืนยันว่า สโมสรไม่ได้วางแผนซื้อผู้เล่นโดยคิดตั้งแต่แรกว่าจะขายพวกเขาออกไปในอนาคต

เป้าหมายแรกคือการดึงตัวมาพัฒนาและลงเล่นให้กับทีม ก่อนที่วันหนึ่งนักเตะอาจเลือกย้ายออก ซึ่งถือเป็นวงจรธรรมชาติของวงการฟุตบอล

ที่ผ่านมา มอยเซส ไกเซโด้, มาร์ก กูกูเรย่า, อเล็กซิส แม็ค อัลลิสเตอร์ และ ชูเอา เปโดร ต่างถูกขายออกไปด้วยกำไรมากกว่า 25 ล้านปอนด์ (ราว 1,163 ล้านบาท) ต่อราย โดยกรณีของ ไกเซโด้ ทำกำไรได้ถึง 77.5 ล้านปอนด์ (ราว 3,604 ล้านบาท)

เงินที่ได้จากการขายจึงถูกนำกลับไปลงทุนกับสโมสร เพื่อพัฒนาขุมกำลังต่อไป

ดาวรุ่งรุ่นใหม่เข้ามาแทนที่แข้งตัวหลัก

นอกจาก ยัลกูเย่ และ ออสมาน แล้ว ไบรท์ตัน ยังได้เห็นพัฒนาการของ ชาราลัมพอส คอสตูลาส ซึ่งย้ายมาจาก โอลิมเปียกอส ด้วยค่าตัว 30 ล้านปอนด์ (ราว 1,395 ล้านบาท) ในช่วงซัมเมอร์ 2025 หลังเพิ่งอายุครบ 18 ปี

หลังถูกส่งลงสนามเพื่อปรับตัวเมื่อฤดูกาลที่แล้ว คอสตูลาส เริ่มกลายเป็นกำลังสำคัญ โดยยิงไปแล้ว 4 ประตูจากการเป็นตัวจริง 6 นัดรวมทุกรายการในฤดูกาลนี้

ขณะที่ ลูก้า วุชโควิช กองหลังวัย 19 ปี ซึ่งย้ายมาจาก ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ ด้วยค่าตัวเป็นสถิติสโมสร ก็สามารถเข้ามาทดแทน ฟาน เฮคเค่อ ได้อย่างราบรื่น

ส่วน เชม่า อันเดรส วัย 21 ปี คืออีกหนึ่งการเสริมทัพที่น่าสนใจในแดนกลาง หลังการย้ายออกของ คาร์ลอส บาเลบา

อันเดรส ย้ายมาจาก สตุ๊ตการ์ท ด้วยค่าตัว 18 ล้านปอนด์ (ราว 837 ล้านบาท) เป็นนักเตะทีมชาติสเปนชุดอายุไม่เกิน 21 ปี และผ่านระบบเยาวชนของ เรอัล มาดริด มาก่อน

ทั้งหมดสะท้อนให้เห็นว่า ไบรท์ตัน สามารถเตรียมผู้เล่นรุ่นใหม่ขึ้นมาทดแทนกำลังหลักที่ย้ายออกไปได้อย่างต่อเนื่อง

บทพิสูจน์ครั้งใหม่กำลังมาถึง

ความสำเร็จของโมเดลนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่พรีเมียร์ลีก เพราะ ไบรท์ตัน ยังเขี่ย แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ตกรอบคาราบาว คัพ หลังพลิกจากตามหลัง 0-2 กลับมาชนะ 3-2

สัปดาห์หน้า สโมสรจะเริ่มต้นเส้นทางในรอบลีก เฟสของศึก คอนเฟอเรนซ์ ลีก ด้วยการเปิดบ้านพบ เอฟเค เคานาส ซัลกิริส จากลิทัวเนีย

ไบรท์ตัน ถูกยกให้เป็นทีมเต็งชัดเจนที่จะคว้าแชมป์รายการดังกล่าว ซึ่งหากทำได้ จะถือเป็นแชมป์รายการใหญ่ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ 125 ปีของสโมสร



ที่มาของภาพ : getty images
ติดตามช่องทางอื่นๆ:
Website : siamsport.co.th
Facebook : siamsport
Twitter : siamsport_news
Instagram : siamsport_news
Youtube official : siamsport
Line : @siamsport