วิเคราะห์เชิงลึก ลิเวอร์พูล! ชี้ชัดทำไมแชมป์พรีเมียร์ลีก 2 สมัยของหงส์แดงถึงใช้แต่มิดฟิลด์สายมดงาน พร้อมวิเคราะห์จุดอ่อนเรื่องรูปร่างและการปะทะของ เวียร์ตซ์
เรื่องของเรื่องมีอยู่ว่า...
1. ฤดูกาลนี้ โฟลเรียน เวียร์ตซ์ ลงเล่นให้ ลิเวอร์พูล ไปแล้ว 6 นัด ในทุกรายการ (พรีเมียร์ลีก + แชมเปี้ยนส์ ลีก) โดยเป็นตัวจริงทุกนัด และถูกเปลี่ยนตัวออก 3 ครั้ง รวมเวลาบนฟลอร์หญ้าทั้งหมด 494 นาที
คะแนนความสามารถเฉลี่ยจาก whoscored อยู่ที่ 6.77 ซึ่งก็ถือว่าไม่ได้เลวร้ายอะไรนี่หว่า
แต่กลับมีส่วนร่วมกับการทำประตูของ 'หงส์แดง' เพียงแค่ 1 ครั้งเท่านั้นจากการแอสซิสต์
2. สำหรับ 'เด็กหงส์' อย่างผมที่ได้ยลฟอร์มการเล่นของ โฟลเรียน เวียร์ตซ์ ทุกนัดในฤดูกาลนี้
ขอบอกว่าฟอร์มการเล่นของเขาก็ไม่ถึงกับย่ำแย่อะไรหรอกครับ แต่ด้วยโทษฐานของดาวเตะที่มีค่าตัวแพงถึง 116 ล้านปอนด์ มันถือว่าน้อยเกินไป หรือมันควรจะมีอะไรมากกว่านี้ แถมนี่คือฤดูกาลที่ 2 ของเขาแล้วในเครื่องนุ่งห่มหงส์แดง
ทั้ง 6 นัดที่ผ่านมา อันโดนี่ อิราโอล่า ส่งเขาลงเล่นในตำแหน่งเบอร์ 10 ของระบบ 4-2-3-1 เพียงตำแหน่งเดียวแบบยึดมั่น โดยไม่เปลี่ยนตำแหน่งไปมาเหมือนตอน อาร์เน่อ ชล๊อต คุมทีมที่ทดลองใช้ทั้งในตำแหน่งหน้าต่ำ, หน้าซ้าย และโดยไม่เว้นแม้แต่กองหน้าตัวปลอม (False9)
เท่าที่ติดตามดูอย่างเพ่งเล็งเป็นพิเศษ หากวิพากษ์ออกไปตรงๆ ขอพวกพรี่ๆ อย่าโกรธกันนะ เพราะผมแทบไม่พบความโดดเด่นจากดาวเตะวัย 23 ขวบผู้นี้
คือมองเผินๆ มันไม่ได้แย่อะไรนะครับ แต่บางจังหวะที่ครองบอลอยู่กับตีนก็ดันเสียการครอบครองบอลง่ายไปหน่อย
บางจังหวะที่จ่ายลูกแบบ 'ได้-เสีย' มันก็มักจะ 'เสีย' มากกว่า 'ได้' ซะงั้น
บางจังหวะที่มีโอกาสทำประตู มันก็มักจะติดนั่นนิด ติดนี่หน่อย
บางจังหวะที่เข้าปะทะกับคู่แข่งก็มักจะกระเด็นกระดอนจนดูเหมือนอะไรและอะไรจะไม่ค่อยเป็นใจให้เขาสักเท่าไหร่
3. บางบทวิเคราะห์บอกว่ารูปร่างของเขาคืออุปสรรค์ เพราะสมรภูมิแข้งพรีเมียร์ลีกนั้นมีอัตราความฮาร์ดคอร์ และสปีด เมทั่ล มากกว่า บุนเดสลีกา
นั่นอาจเป็นเหตุผลที่บอกว่าทำไม ดาวเตะที่เพื่อนร่วมทีมเรียกสั้นๆ ว่า 'โฟล' ถึงโชว์ฟอร์มได้ไฉไลกว่าในเวที ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก
ความบอบบางของรูปร่างอาจเป็นอุปสรรค แล้วทำไมอดีตดาวดังหงส์แดงอย่าง คูตินโญ่ ถึงเอาตัวรอดได้แบบสบายๆ ในพรีเมียร์ลีก
ทำไมความคล่องแคล่วและปราดเปรียวของนักเตะพันธุ์อินทรีเหล็กผู้นี้ถึงช่วยเขาไม่ได้ในลีกสูงสุดของอังกฤษ
4. ทีนี้ ผมอยากให้พี่ๆ ดู 'ห้องเครื่อง' ของ ลิเวอร์พูล ชุดที่คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก 2 สมัย
ฤดูกาล 2019/20 มิดฟิลด์ตัวกลาง 3 คน ในระบบ 4-3-3 ประกอบด้วย จอร์แดน เฮนเดอร์สัน, จอร์จินโญ่ ไวนัลดุม และฟาบินโญ่ ซึ่งจัดอยู่ในประเภท 'มดงาน' ทั้ง 3 คน
ฤดูกาล 2024/25 อาร์เน่อ ชล๊อต อาจปรับสูตรเป็น 4-2-3-1 แต่เบอร์ 10 อย่าง โดมินิค โซบอสไล ก็จัดอยู่ในสายพลังงาน ผนึกกำลังกับ ไรอัน กราเฟนแบร์ค และ อเล็กซิส แม็ค อัลลิสเตอร์
ขุมพลังของ ลิเวอร์พูล ทั้ง 2 ฤดูกาลนั้น แสดงให้เห็นว่าพวกเขาจะพุ่งเข้าชนความสำเร็จก็ต่อเมื่อมี 3 มิดฟิลด์ตัวกลางที่สายแรงงาน
หาใช่สายคลาสสิกไม่ !!!
5....ว่าแล้วก็นึกถึงตอนที่ แมนยูไนเต็ด ไปคว้าเอาตัวเก่งจาก บุนเดสลีกา อย่าง ชินจิ คางาวะ มาร่วมทีม เมื่อฤดูกาล 2012/13
ตำแหน่งเบอร์ 10 เหมือนกัน แถมเป็นกำลังสำคัญที่ช่วยให้ ดอร์ทมุนด์ คว้าแชมป์ลีกสูงสุดของ เยอรมัน 2 สมัยติดต่อกัน
ต่อเมื่อย้ายมาสวมเครื่องแบบปีศาจแดงในพรีเมียร์ลีกแล้วกลับเล่นไม่ออกซะอย่างนั้น
แตกต่างกันคือ 'ชินจัง' ไม่ได้มีค่าตัวแพงแบบเป็นสถิติขนาดนั้น
ฤดูกาลแรกที่เล่นไม่ออก และปรับตัวให้เข้ากับความหนักหน่วงและรวดเร็วของสมรภูมิแข้งพรีเมียร์ลีกไม่ได้
ผมก็หวังว่าฤดูกาลที่ 2 ฟอร์มการเล่นจะกระฉูดขึ้น
แต่เมื่อมันไม่กระเตื้องขึ้น แม้นจะไม่ทิ้งความหวัง สุดท้ายก็ต้องยอมรับความจริงว่ามันไม่ได้ แล้วแยกย้าย
โฟลเรียน เวียร์ตซ์ อายุยังน้อย ยังเหลือเวลามากมาย และยังได้รับการสนับสนุนจากผู้จัดการทีม เพื่อนร่วมทีม และแฟนบอล เขาอาจปรับตัวได้พลางระเบิดฟอร์มการเล่นที่แท้จริงของตนเองออกมาในอีกไม่นานเกินรอ...ก็เป็นได้
ขนาด ชินจิ คางาวะ เล่นไม่ค่อยออก แมนยูไนเต็ด ยังคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้เลยครับ 55555
#บอบู๋