เจเจ กาเบรียล (JJ Gabriel) ดาวเตะวัย 15 ปี ยื่นยกเลิกสัญญากับ แมนฯ ยูไนเต็ด ส่องสาเหตุความขัดแย้ง พรสวรรค์ระดับปรากฏการณ์ และการเดิมพันครั้งใหญ่ของสโมสร
หลายคนน่าจะเห็นข่าวคราวของ เจเจ กาเบรียล ดาวเตะวัย 15 ปี เมื่อช่วงค่ำคืนที่ผ่านมากันบ้างแล้ว
หลังเขาและครอบครัวแสดงได้ยื่นหนังสือขอยกเลิกการลงทะเบียนกับสโมสรโดยมีผลทันทีเพื่อขอเป็นอิสระ
ข่าวนี้เกิดขึ้นล่วงหน้าเพียงไม่กี่ช่วงโมง ก่อนที่เขาจะมีชื่อในทีมชุดใหญ่สำหรับศึกคาราบาว คัพ นัดพบกับ ไบรท์ตัน
อะไรคือสาเหตุที่ทำให้เด็กวัย 15 ปี กล้าหันหลังให้หนึ่งในสโมสรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก? และทำไม แมนฯ ยูไนเต็ด ถึงต้องยอมทำทุกทางเพื่อรั้งตัวเขาเอาไว้?
หาคำตอบไปพร้อมกันที่ SIAMSPORT
[ จากคลิปไวรัลวัย 9 ขวบ ]
ย้อนกลับไปในวัยเพียง 9 ขวบ เจเจ กาเบรียล เริ่มสร้างชื่อเสียงในโลกออนไลน์จนได้รับฉายาว่า “Kid Messi”
เด็กหนุ่มผู้เกิดในย่านเอ็นฟีลด์ กรุงลอนดอน เติบโตมาจากสายเลือดฟุตบอล โดยมี โจ โอเชียโรลล์ พ่อของเขาเป็นอดีตนักฟุตบอลอาชีพดีกรีทีมชาติไอร์แลนด์
กาเบรียล ผ่านการฝึกขัดเกลาจากอะคาเดมี่ชั้นนำในลอนดอน ทั้งเชลซี, อาร์เซน่อล และเวสต์แฮม ก่อนจะย้ายมาอยู่กับอะคาเดมี่ของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ขณะอายุได้ 11 ปี
ความสามารถของเขาเติบโตอย่างรวดเร็ว ในวัยเพียง 14 ปี เขาลงเล่นให้ทีม ยู-18 ของแมนฯ ยูไนเต็ด เป็นครั้งแรก และซัดคนเดียวสองประตูในเกมพบคู่ปรับอย่าง ลีดส์ ยูไนเต็ด
กาเบรียล เดินหน้าทำลายสถิติอย่างต่อเนื่อง โดยยิงไปถึง 23 ประตูในศึก ยู-18 พรีเมียร์ลีก ฤดูกาลล่าสุด คว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีศึก ยู-18 พรีเมียร์ลีก และรางวัล จิมมี่ เมอร์ฟี่ นักเตะดาวรุ่งแห่งปีของสโมสรมาครอง
ไม่เพียงเท่านั้น เขายังทำแฮตทริกในศึก ยูฟ่า ยูธ ลีก นัดพบซาบาห์ ด้วยวัยเพียง 15 ปี 339 วัน กลายเป็นผู้เล่นอายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์สโมสรที่ทำแฮตทริกได้ในรายการนี้
ความโดดเด่นในทักษะการลากเลื้อย ทำให้ยักษ์ใหญ่อย่าง Nike ชิงเซ็นสัญญากับเขาตั้งแต่อายุยังน้อย
โดยมองว่าเขาคือตัวเต็งที่จะมาเป็นผู้สืบทอดซีรีส์ Mercurial ต่อจาก คริสเตียโน่ โรนัลโด้ แม้แต่ตำนานสโมสรอย่าง ไรอัน กิ๊กส์ ยังเคยเปรียบเทียบความเก่งและความกล้าเล่นของเขากับ เวย์น รูนีย์ ในวัยหนุ่ม
[ อีโก้มาควบคู่ความเก่ง ]
อย่างไรก็ตาม พรสวรรค์ระดับปรากฏการณ์มักมา พร้อมกับความคาดหวังและแรงกดดันอันเสมอ
รายงานจากสื่อชั้นนำอย่าง ดิ แอธเลติก และ เดอะ เทเลกราฟ ระบุว่า ชนวนเหตุสำคัญของการขอย้ายทีมครั้งนี้เกิดจากความรู้สึกของตัวนักเตะและครอบครัวที่มองว่า "สัญญาใจ" เรื่องโอกาสการเติบโตสู่ทีมชุดใหญ่ถูกละเลย
คือก่อนเปิดฤดูกาล กาเบรียล ได้รับโอกาสลงสนามให้ทีมชุดใหญ่ของ ไมเคิ่ล คาร์ริค ในเกมอุ่นเครื่องกับ แอตเลติโก มาดริด เพียงแค่ 8 นาทีเท่านั้น
และถูกจับนั่งตูดด้านไว้บนม้านั่งสำรองในเกมอุ่นเครื่องนัดอื่น ๆ กับโรเซนบอร์ก, ลีดส์ ยูไนเต็ด และเอซี มิลาน
ทีนี้ทางฝั่งครอบครัวของเขาตั้งข้อสังเกตว่า ดาวรุ่งคนอื่น ๆ ในอะคาเดมี่อย่าง อีธาน วิลเลียมส์ หรือแฝดตระกูลเฟลตเชอร์ กลับได้รับโอกาสและนาทีลงสนามในปรีซีซั่นมากกว่าเขา ทั้ง ๆ ที่บางคนก็ไม่ได้อยู่ในแผนการทำทีมระยะยาวแล้ว
นอกจากนี้ อิทธิพลของ โจ โอเชียโรลล์ ผู้เป็นพ่อและทำหน้าที่เอเยนต์ ก็ถูกสื่อจับตามองอย่างมาก หลังมีรายงานว่า ผู้เป็นพ่อต้องการดันลูกชายให้ได้สัมผัสเกมระดับพรีเมียร์ลีกและยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก โดยเร็วที่สุด
ถึงขั้นมีการเปลี่ยนนามสกุลเพื่อผลประโยชน์ทางการตลาด รวมถึงการลบข้อมูลและภาพทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับ แมนฯ ยูไนเต็ด ออกจากโซเชียลมีเดียหลังเกิดประเด็นขอย้ายทีม
[ ทางสองแพร่ง ไม่อยู่ก็ไป ]
ถ้าเรามองในมุมของสโมสร แมนฯ ยูไนเต็ด นำโดย เจสัน วิลค็อกซ์ ผู้อำนวยการฟุตบอล และ แมตต์ ฮาร์กรีฟส์ ได้ปฏิเสธคำร้องขอยกเลิกสัญญาของ กาเบรียล
พวกเขาเคยพยายามโน้มน้าวเขาและครอบครัวด้วยการเสนอลายเซ็นสัญญาทุนการศึกษา เมื่ออายุครบ 16 ปี ในวันที่ 6 ตุลาคมนี้ รวมถึงสัญญาอาชีพเมื่ออายุครบ 17 ปี โดยวางเป้าหมายให้เขาขยับขึ้นมาเป็น 'หน้าตาของสโมสร' ในอนาคต
ซึ่งกฎของ พรีเมียร์ลีก ระบุไว้ว่า ในช่วงเวลาที่นักเตะเยาวชนลงทะเบียนอยู่ การยกเลิกสัญญาจะทำได้ก็ต่อเมื่อได้รับความยินยอมจากทุกฝ่าย (สโมสร, นักเตะ และผู้ปกครอง) หากตกลงกันไม่ได้ ต้องให้ พรีเมียร์ลีก เป็นผู้ชี้ขาดเท่านั้น
อดีตผู้เล่นอย่าง ลี ชาร์ป ให้มุมมองอีกมุมหนึ่งว่า สโมสรทำถูกแล้วที่ต้องระมัดระวังในการส่งเด็กวัย 15 ปีลงเล่นในฟุตบอลระดับอาชีพ เพราะในแง่ของสภาพร่างกาย กาเบรียล ยังคงต้องพัฒนาอีกมาก
การที่คุณเร่งเอาเด็กวัยนี้ลงไปปะทะกับผู้เล่นระดับผู้ใหญ่ อาจทำให้โดนอัดจนบาดเจ็บหนัก หรือหากทำผลงานได้ไม่ดี ก็อาจถูกวิพากษ์วิจารณ์จนเสียความมั่นใจและดับไปก่อนเวลาอันควร
อย่างไรก็ตาม ทันทีที่ข่าวนี้ออกไปยักษ์ใหญ่อย่าง บาร์เซโลน่า, เรอัล มาดริด, เชลซี, แมนฯ ซิตี้, ไบเออร์น มิวนิค และยูเวนตุส ต่างก็จับตาดูสถานการณ์นี้อย่างใกล้ชิด
โดยแหล่งข่าวจากสโมสรคู่แข่งรายหนึ่งเปรียบเทียบว่า "หาก แมนฯ ยูไนเต็ด เสีย กาเบรียล ไปในตอนนี้ มันจะเหมือนกับ บาร์เซโลน่า เสีย เมสซี่ ไปตั้งแต่ก่อนที่เขาจะได้ลงเล่นทีมชุดใหญ่"
แมนฯ ยูไนเต็ด กำลังเผชิญหน้ากับโจทย์ที่ท้าทายที่สุดในการบริหารจัดการคุณค่าของสโมสร กับความต้องการของดาวรุ่งระดับปรากฏการณ์ ระหว่างการยินยอมตามแรงกดดันเพื่อรักษาเพชรเม็ดงามเอาไว้
หรือการยึดมั่นในระบบเพื่อไม่ให้ผู้เล่นคนใดใหญ่กว่าสโมสร ... นี่คือบทเรียนราคาแพงที่ทุกฝ่ายต้องหาคำตอบร่วมกัน